รู้จัก Lido DVD ร้านดีวีดีที่อยู่รอดได้ด้วย “หนังนอกกระแส”

Home / bioscope / รู้จัก Lido DVD ร้านดีวีดีที่อยู่รอดได้ด้วย “หนังนอกกระแส”
Lido DVD 01
ภาพจาก facebook/lidodvd

ในช่วงเวลาที่ตลาดดีวีดีมียอดขายที่ลดลงเรื่อยๆ จนเจ้าของลิขสิทธิ์หนังบางเจ้าเลือกที่จะไม่ทำหนังออกเป็นดีวีดีขายอีกแล้วและมุ่งไปสู่ตลาดสตรีมมิ่งมากขึ้น หากแต่ยังมีร้านดีวีดีซึ่งตั้งอยู่ในโรงหนังลิโด้ สยามสแควร์ อยู่รอดได้อย่างแข็งแรง ด้วยจุดขายของร้านดีวีดีที่รวมเอาหนังหายากและหนังนอกกระแสมากมายมาร่วมไว้ในร้านแห่งนี้

กิตติ พิพัฒน์ธาราสกุล เจ้าของ ‘ร้านลิโด้ดีวีดี’ ที่เริ่มต้นธุรกิจนี้เมื่อปี 2550 ก่อนย้ายพื้นที่เช่าขายมาเรื่อยๆ จนได้มาอยู่ที่นี่ เล่าถึงที่มาของร้านว่า “ก่อนจะมาเป็นลิโด้ดีวีดี ผมทำบริษัท บ๊อกซ์ ออฟ ฟัน จำกัด (บริษัทผลิตวีซีดีและดีวีดี ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงตลาดโฮมเอนเตอร์เทนเม็นต์บ้านเรากำลังเริ่มเติบโต โดยมีหุ้นส่วนใหญ่คือ เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) มาก่อน แต่ก็เจอปัญหาของสต็อกมันเหลือเยอะ จนผู้บริหารทุกคนก็คิดว่าจะเคลียร์ของในสต็อกให้หมดไป โดยการขายกันเองส่วนหนึ่ง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ผมเริ่มมาทำธุรกิจนี้ด้วยตนเอง ก็หาสถานที่เช่าขาย จนวันหนึ่งได้มาติดต่อที่ลิโด้ ก็ได้ขายตรงสยามก่อน แต่ก็คิดว่าไม่ควรจะแย่งที่ใคร เพราะพื้นที่ลานลิโด้ก็ว่างไม่มีใครเช่า แต่ก่อนเป็นที่จอดรถ เราก็เลยไปขอเช่าที่นี่”

“แรกๆไม่มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการจากบ๊อกซ์ ออฟ ฟัน ก็ทำหน้าที่แค่การผลิต รู้ขั้นตอนการผลิตต่างๆเป็นยังไง แต่วิธีการขายเราก็รู้แค่ว่าเราผลิตมาก็ขายให้คนขายต่ออีกทีหนึ่ง   ทำ 2 เดือนแรก จำได้เลยขาดทุนไป 2-3 แสนบาท คือเราไม่รู้ว่าจะขายหนังอะไร ช่วงนั้นเป็นยุคทองของดีวีดี ขายอะไรก็ขายได้ เมื่อ 8 ปีที่แล้ว เราเริ่มจากการขายในจตุจักร เช่าพื้นที่ในบิ๊กซี และสุดท้ายมาเช่าพื้นที่ได้ในเซนจูรี่  ถือเป็นสาขาแรกๆของลิโด้ดีวีดี พอเราเริ่มพอขายได้ หลังจากนั้นก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ จนภายในเดือนสองเดือนก็กลับมามีกำไร คือเราเริ่มรู้แล้วว่าลูกค้าต้องการหนังอะไร แทนที่จะไปฟังคนอื่นพูด ก็หันมาฟังลูกค้าพูดดีกว่า”

Lido DVD 02
(ซ้าย) กิตติ พิพัฒน์ธาราสกุล เจ้าของ ‘ร้านลิโด้ดีวีดี’ภาพจาก facebook/lidodvd

จากการสอบถามแนะนำจากลูกค้าที่เข้ามาซื้อ ก็กลายมาเป็นข้อมูลที่กิตติใช้ช่วยตัดสินใจไปหาหนังเก่าที่ถูกถามถึงบ่อยๆ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร้านมีหนังที่หาทั่วไปได้ยากเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงเป็นเอกลักษณ์ที่พนักงานจะแนะนำหนังซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ กันให้กับลูกค้า จนเกิดการซื้อต่อครั้งในจำนวนที่มากขึ้น ซึ่งแม้กิตติหรือพนักงานเองจะไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับหนังมากนัก แต่ก็เกิดจากการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ซึ่งพนักงานขายก็สามารถยืมหนังที่ตนสนใจกลับไปชมที่บ้านได้ด้วย

เมื่อเริ่มจับเอาบุคลิคของลิโด้ สยามสแควร์ ให้กลายมาเป็นจุดขายของร้าน ทำให้ร้านเองเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆแบบปากต่อปาก ”โรงหนังลิโด้เขามีจุดเด่นที่การฉายหนังรางวัลต่างๆ เราเลยไปรวบรวมเป็นบรรดาหนังทั่วไป กับหนังรางวัลต่างๆ แล้วค่อยมาแยกย่อยไปตามประเภท รัก ตลก บู๊ หรืออื่นๆ อีกที ซึ่งทำให้ลูกค้าเขารู้สึกว่า บรรดาหนังแนวคล้ายๆ กันที่เขาสนใจมันอยู่บริเวณใกล้เคียงกันทั้งหมด ซึ่งพอเขาเจอเรื่องหนึ่งก็จะเริ่มมาถามว่ามีเรื่องนั้นเรื่องนี้อีกไหม คือถ้าไม่มีแล้วเราไปเจอที่ร้านอื่น เราก็จะซื้อมาขายให้ลูกค้าในราคาเท่ากัน ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นของชื่อเสียงในแง่ที่เราสามารถตามหาหนังที่ลูกค้าต้องการอีกด้วย”

จุดเปลี่ยนสำคัญของร้านลิโด้ดีวีดี คือการได้พื้นที่ในห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ (เพราะมีผู้บริหารท่านหนึ่งเข้ามาซื้อที่นี่บ่อยๆ) และก็ได้ผลตอบรับที่ดีจนสามารถขยายไปทั้ง 6 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งทำให้เห็นว่ายังมีลูกค้าอีกไม่น้อยกระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ อีกทั้งยังทำให้ร้านมีอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตดีวีดีเจ้าต่างๆ ในการเลือกสินค้าเข้ามาขายในร้านได้มากขึ้น จนถึงขั้นสามารถสั่งผลิตดีวีดีที่ยังมีผู้ถือลิขสิทธิ์อยู่หากแต่หมดสต๊อกและไม่มีขายที่ไหนแล้วเพื่อมาจำหน่ายในร้านของตนโดยเฉพาะในลักษณะซื้อขาด (ต่างจากปกติที่ถูกส่งมาจำหน่ายและสามารถตีกลับได้

Lido DVD 03
Still Alice และ Grace of Monaco คือตัวอย่างของหนังที่ทางร้านได้ตกลงกับเจ้าของลิขสิทธิ์เพื่อผลิตมาวางจำหน่ายที่ร้านโดยเฉพาะภาพจาก facebook/lidodvd

ตัวอย่างหนังที่หาได้ยากและมีขายที่นี่ก็เช่น หนังตระกูล Before ทั้ง 3 ภาค, หนังของผู้กำกับที่บ้านเรานิยม เช่น โซเฟีย คอปโปล่า  เวส แอนเดอร์สัน สแตนลีย์ คูบริค, หนังรางวัลที่บ้านเรานิยม เช่น Transporting, Confessions หรือใหม่ๆ อย่าง PK เป็นต้น ไปจนถึงหนังที่ไม่เคยมีการผลิตขายที่ไหนมาก่อนอย่าง Still Alice, Grace of Monaco ที่ทางร้านได้ตกลงกับเจ้าของลิขสิทธิ์เพื่อผลิตมาวางจำหน่ายที่ร้านโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันทางร้านก็เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตอิสระหรือคนทำหนังไทยอิสระสามารถมาฝากแผ่นขายที่ร้านได้ เช่นหนังสารคดีของ Documentary Club หรือหนังไทยอิสระที่ผลิตดีวีดีขายด้วยตนเอง เป็นต้น

“ผมคิดว่า หนังนอกกระแสกำลังมาแรงในตลาดดีวีดี  แต่ไม่ใช่ทุกที คือคนที่รักหนังอินดี้ ส่วนหนึ่งจะไม่นิยมโหลด เพราะการซื้อแผ่นทำให้เขารู้สึกเป็นเจ้าของได้มากกว่าการโหลดเป็นไฟล์มาไว้ในฮาร์ดดิสก์ ซึ่งมันจะหายไปเมื่อไหร่ก็ได้” ความเห็นของกิตติเกี่ยวกับความสำเร็จของร้านลิโด้ดีวีดี อาจชี้ให้เห็นว่า ท่ามกลางการเติบโตของวิดีโอสตรีมทิ่ง ยังมีคนที่เลือกซื้อดีวีดีเพื่อการสะสมหรือเพื่อเป็นเจ้าของเองอีกไม่น้อยเช่นกัน

DVD
หนังฟอร์มใหญ่จากค่ายดังของฮอลลีวูด มักจะออกดีวีดีมาหลายรูปแบบ

ราคาดีวีดี…นี้ใครกำหนด

– หนังค่ายดังจากฮอลลีวูด เช่น ฟ็อกซ์ วอร์เนอร์ฯ หรือ ดีสนีย์/มาร์เวล ผู้ซื้อลิขสิทธิ์มาทำดีวีดีจะต้องผลิตตามที่ระบุไว้ในสัญญา อาจเซ็นสัญญากันแบบปีต่อปี และเป็นรายปก (เช่นหนังบางเรื่องที่ผลิตออกมาหลายเวอร์ชั่น) โดยยอดขายจะถูกแบ่งตามสัดส่วนคืนให้กับเจ้าของสิทธิ์ตามจำนวนจริง ซึ่งเมื่อต้องผลิตและจัดจำหน่ายทั้งส่งและปลีกในร้านของตัวเอง รวมถึงต้องเก็บดีวีดีที่ผลิตตามจำนวนในสัญญาเอาไว้จำนวนมากนับล้านแผ่น นั่นจึงเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจนทำให้ราคาดีวีดีของหนังฮอลลีวูดค่ายใหญ่สูงกว่าหนังทั่วไปเป็นเท่าตัว
– สาเหตุหลักๆ นอกเหนือจากค่าลิขสิทธิ์ คือจำนวนสต๊อกดีวีดีที่เหลือจากการผลิตหรือถูกตีกลับมา ซึ่งก็กลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่บางค่ายก็สามารถหาทางออกในเรื่องนี้ได้ เช่น สหมงคลฟิล์ม ที่มี แฮปปี้โฮม เป็นบริษัทผลิตดีวีดีสำหรับจำหน่ายและแจกจ่ายไปตามศูนย์เช่าต่างๆ ซึ่งเมื่อถูกผลิตขายรอบแรกในฐานะหนังใหม่ (new release) ก็จะขายในราคาหนึ่งจนครบวงจรอายุของมัน (ประมาณ 3 เดือน) ก็จะถูกเรียกกลับมาเก็บที่บริษัท ก่อนจะทำการขายสิทธิ์การผลิตดีวีดีเรื่องนั้นๆ ให้กับผู้ผลิตรายอื่น และถูกทำออกวางจำหน่ายอีกครั้งในราคาถูกลง (reprice) ซึ่งดีวีดีที่ถูกเก็บกลับมาก็จะถูกพ่วงขายในราคาต้นทุนให้กับผู้ที่ซื้อสิทธิ์ไปผลิตอีกด้วย

**เรียบเรียงจากบทความ “Lido DVD ต่อลมหายใจให้ตลาดดีวีดี (ทางเลือก)” โดย ชลนที พิมพ์นาม
ตีพิมพ์ครั้งแรก ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 168 / มกราคม 2016

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

BANNER176