“เขาฉาวแล้วเรายังรัก(หนัง)เขาได้มั้ย?” จาก เคซีย์ แอฟเฟล็ค ต่อเรื่องฉาวในแวดวงคนทำหนัง

Home / bioscope / “เขาฉาวแล้วเรายังรัก(หนัง)เขาได้มั้ย?” จาก เคซีย์ แอฟเฟล็ค ต่อเรื่องฉาวในแวดวงคนทำหนัง

อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า ในงานออสการ์ (อันแสนระทึกใจ) ที่ผ่านมานั้น เคซีย์ แอฟเฟล็ค คือผู้คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมไปครองจาก Manchester by the Sea (2016)

โดยภายในงาน ผู้ประกาศชื่อเขาจากบนเวทีคือนักแสดงสาว บรี ลาร์สัน ผู้ซึ่งไม่ได้ตรงเข้าไปแสดงความยินดีกับแอฟเฟล็คเมื่อเขาขึ้นมารับรางวัล

สีหน้าของ บรี ลาร์สัน เมื่อประกาศรายชื่อนำชายยอดเยี่ยม เคย์ซี แอฟเฟล็ก

ทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเพราะลาร์สันนั้นออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการคุกคามทางเพศอย่างชัดเจนมาตลอด ขณะที่แอฟเฟล็กนั้นเคยมีคดีล่วงละเมิดทางเพศทีมงานในกองถ่ายจนเป็นที่อื้อฉาวมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน อาจทำให้เธอไม่รู้สึกประทับใจกับนักแสดงหนุ่มนัก-แม้ว่าฝีมือการแสดงเขาจะเป็นที่ประจักษ์แล้วก็ตาม

นี่จึงอาจนำมาสู่การตั้งคำถาม (อีกครั้ง) ต่อประเด็นการแยกงานศิลปะออกจากตัวศิลปิน ว่าแท้จริงแล้ว เราจะแยกเรื่องส่วนตัวออกจากผลงานได้จริงๆ หรือไม่

เมื่อเรื่องฉาวไม่ใช่ของใหม่ในหมู่คนทำหนัง
โรมัน โปลันสกี

แอฟเฟล็คไม่ใช่ตัวอย่างแรกในกรณีเช่นนี้ เมื่อที่ผ่านมา คนในแวดวงทำหนังอย่าง โรมัน โปลันสกี เองก็เคยติดคดีกระทำชำเราผู้เยาว์จนต้องหนีไปอยู่ยุโรป, วูดี อัลเลน ผู้กำกับชื่อก้องโลกเองก็เคยต้องคดีลวนลามลูกสาวบุญธรรม, เมล กิบสัน ก็เคยเหยียดชาวยิว, จอห์นนี เด็ปป์ ที่ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายภรรยา หรือแม้แต่คดีชำเราเพื่อนสาวสมัยมหาวิทยาลัยของ เนต ปาร์คเกอร์ (The Birth of a Nation [2016]) ก็ยังส่งผลถึงตัวเขาในปัจจุบันนี้

แล้วเราจะยังชอบและเสพผลงานของพวกเขาได้ด้วยความชื่นชมแบบเดิมอยู่หรือไม่

แยกได้หรือไม่ ไฉนจึงสำคัญ
บิลล์ คอสบี

“สำคัญมากที่เราต้องแยกงานศิลปะให้ออกจากศิลปิน” เพ็กกี เดร็กซ์เลอร์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแสดงความเห็นไว้

“หากเราคุ้ยลงไปในชีวิตส่วนตัวของศิลปินทุกคนที่เราชื่นชอบผลงาน แน่นอนว่าเราจะต้องพบหลายสิ่งที่เราไม่พึงพอใจหรือน่าขยะแขยง เช่นนั้นแล้วเราคงจะไม่มีวันได้ดูหนัง ดูงานศิลปะ หรืออ่านหนังสือได้อีกต่อไป”

เพราะหากเรายืนยันจะตัดสินศิลปะโดยพิจารณาชีวิตส่วนตัวของผู้สร้าง นั่นหมายความว่าเราต้องปฏิเสธคุณค่าของผลงานของพวกเขาทั้งหมดหรือไม่ เพราะแม้แต่กรณีอย่าง บิลล์ คอสบี ที่ตกเป็นเป้าประณามของสังคมหลังถูกเปิดโปงว่าข่มขืนผู้หญิงไปกว่า 50 ราย แต่ก็ยากจะปฏิเสธว่า ซีรีส์ The Cosby Show (1984-1992) ของเขาเป็นหลักชัยสำคัญในการเล่าเรื่องคนผิวสีบนหน้าจอ

หรือเช่นนั้นมันจะเป็นการมักง่ายเกินไป?

บางคนอาจมองว่า การเสพศิลปะแบบแยกตัวงานออกจากเรื่องส่วนตัวเป็นความมักง่ายเกินไป เพราะแทนที่จะตรวจสอบจริยธรรมของผู้สร้างและผลกระทบที่งานของพวกเขามีต่อสังคม ผู้เสพกลับละทิ้งภาระนี้ไป เพียงเพราะยังอยากเสพงานของ ‘คนไม่ดี’ โดยไม่รู้สึกผิดเท่านั้น

“ตัวศิลปินเป็นส่วนหนึ่งของการตลาด” เจสสิกา เกียง เขียนบทความไว้ใน The Playlist “เพราะในหลายๆ ครั้ง การได้รุ้ชีวิตส่วนตัวหรือบุคลิกของศิลปินก็กระตุ้นให้เราสนใจในตัวงานได้ไม่น้อย และข่าวฉาวของพวกเขาก็กลายเป็นเครื่องมือเรียกคนดูชั้นเยี่ยมด้วย”
อย่างไรก็ตาม การมองคำตอบเป็นแบบขาว-ดำ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เมื่อปัญหาเหล่านี้นั้นโยงใยและซับซ้อนไม่ต่างจากชีวิต สังคมและจริยธรรมในมิติอื่นๆ ของมนุษย์นั่นเอง

 

ติดตามอ่านเนื้อเรื่องและแง่มุมอื่นๆ ว่าด้วยการแยกเนื้องานออกจากตัวศิลปิน โดย ดาวุธ ศาสนพิทักษ์ เพิ่มเติมได้ใน BIOSCOPE ฉบับที่ 178 จ้า

 

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

cover-bio-2017