(Interview) อโนชา สุวิชากรพงศ์ : “การทำหนังมันทำให้เรามีพลังในการใช้ชีวิต”

Home / bioscope, หนังไทย / (Interview) อโนชา สุวิชากรพงศ์ : “การทำหนังมันทำให้เรามีพลังในการใช้ชีวิต”

หลังจากพา ‘ดาวคะนอง’ คว้ารางวัล สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 26 ทั้งสาขา ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม และยังเป็นผู้กำกับหญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลสุพรรณหงส์อีกด้วย ใหม่-อโนชา สุวิชากรพงศ์ ยังมีแง่มุมที่น่าสนใจหลากหลายเรื่องราว ทั้งแนวคิดส่วนตัวในการใช้ชีวิต ไปจนถึงการทำภาพยนตร์ที่เปลี่ยนชีวิตของเธออย่างสิ้นเชิง เราขอจึงขอหยิบยกบ้างส่วนจากบทสัมภาษณ์ “Yonug@Heart ชีวิตที่ยังวัยรุ่น ของ อโนชา สุวิชากรพงศ์” ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 176 (กันยายน 2559) มาให้ได้อ่านและทำความรู้จักกับผู้กำกับหญิงเก่งคนนี้ให้มากขึ้น


ภาพจาก ‘ดาวคะนอง’

– เริ่มถ่ายทำ ‘ดาวคะนอง’ ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ

จำไม่ได้ว่า 2012 หรือ 2013 คือเราเริ่มถ่ายครั้งแรกในโลเคชั่นแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด แต่สุดท้ายที่ถ่ายวันนั้นเราก็ไม่ได้ใช้ในหนังเลย แต่ที่เริ่มกลับมาถ่ายทำจริงๆ ก็คือปี 2014 ซึ่งเป็นเส้นเรื่องหลักที่ว่าด้วยผู้กำกับผู้หญิงและนักเขียน

– พี่ทองดี (โสฬส สุขุม หนึ่งในโปรดิวเซอร์ของเรื่อง) เล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้ว ‘ดาวคะนอง’ นั่นว่าด้วย “เรื่องของผู้กำกับที่อยากทำหนังในประเทศนี้” สำหรับคุณใหม่ นี่เป็นหนังที่ส่วนตัวมากๆ ไหมครับ

คือมันเป็นหนังที่ส่วนตัวจริง แต่มันก็ไม่ใช่ที่พูดถึงเรื่องของเราคนเดียว คือบริบทมันกว้างกว่านั้นเยอะ มันพูดถึงสังคม ประวัติศาสตร์ คือถ้าพูดในแง่ความทรงจำมันเป็นเรื่องส่วนตัว แต่พอมันเป็นเรื่องประวัติศาสตร์มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแล้ว มีการพูดถึงผลกระทบต่อสังคม มีการพูดถึงอดีตและปัจจุบันที่มันทับซ้อนกัน ซึ่งมันอ้างอิงกับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ ส่วนถามว่ามันการเมืองมากไหม มันยากเหมือนกันนะที่จะอธิบาย เพราะคำว่า ‘การเมือง’ ของแต่ละคนมันก็มีความหมายที่ไม่เหมือนกัน สำหรับเราไม่ได้แทนความหมายของการเมืองแบบคนทั่วไป ไม่ใช่การเลือกตั้ง ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ หรือการขึ้นเวทีประท้วง คือการเมืองมันไม่ใช่แค่สิ่งเหล่านี้ สำหรับเราสิ่งที่ ‘สังคม’ เป็นอยู่มันก็คือการเมืองเหมือนกัน

– ตัวจริงของคุณใหม่ดูเป็นคนอารมณ์ดี อันนี้จะเกี่ยวกับที่เราชอบทำงานกับนักทำหนังรุ่นใหม่ๆ ด้วยหรือเปล่า

เราชอบอยู่กับเด็ก เราชอบทำงานกับคนที่อายุน้อยกว่า สิ่งที่เรากลัวมากคือ พอแก่ตัวไปจะกลายเป็นพวกอนุรักษ์นิยม เราไม่อยากตกยุค เราจะไม่ชอบคนที่พูดว่าเด็กเดียวนี้ทำไมใช้ไม่ได้หรือสู้คนรุ่นก่อนไม่ได้ แค่ขึ้นคำว่า “เด็กสมัยนี้” เราก็ไม่อยากฟังละ เพราะมันคือการโรแมนติกไซส์ด้วยว่า คนรุ่นตัวเองดีด้วยไง ซึ่งมันก็ไม่ได้ดีหรอกเราแค่ลืมว่าตอนเป็นเด็กเราเคยเป็นอย่างไร

– ตอนวัยรุ่นคุณใหม่เป็นคนยังไงครับ

เราเรียนที่อังกฤษตั้งแต่ ม.ปลาย อยู่กับพี่สาว จริงๆ เราเป็นเด็กหดหู่ ไม่ชอบเข้าสังคม ที่อังกฤษมันดีตรงที่เขาจะปลูกฝังให้คนผูกพันกับศิลปะและวัฒนธรรม ผู้คนชอบอ่านหนังสือ ซี่งเราอินกับการใช้ชีวิตแบบนั้น คือบางที่ไม่ไปเรียนก็นั่งอ่านหนังสืออยู่บ้านทั้งวัน มีห้องสมุดดีๆ มีที่ให้ดูหนังเยอะ มันกลายเป็นว่าทำให้เราไม่ต้องมีสังคมที่กว้างมากก็ได้ คือเราก็อยู่กับตัวเองกับสิ่งเหล่านี้ละ แต่มันกลับมามีปัญหาตอนที่เราเริ่มกลับมาทำงานให้ที่บ้านที่เมืองไทย เราจบปริญญาตรีสาขาการออกแบบจิวเวอร์รี่ ซึ่งที่บ้านทำธุรกิจด้านนี้อยู่ และเรียนต่อปริญญาโทด้านศิลปวัฒนธรรมศึกษาเพราะความชอบส่วนตัว แต่ปรากฏว่ากลับมาต้องทำงานบริหาร พอไม่ถนัด เราก็ไม่สนุกกับมันก็เลยทำได้ไม่เต็มที ฟังดูเป็นคำตอบที่แย่มาก (หัวเราะ) ตอนนั้นก็เลยเริ่มคิดถึงการทำอะไรที่เป็นของตัวเองแล้ว นั่นคือการทำหนัง

จริงๆ ตอนเรียนปริญญาโท มันมีให้เลือกเป็นวิชาหลักในสาขาภาพยนตร์ด้วย เราก็ไปนั่งเรียนกับเด็กเอกฟิล์ม แค่วิชาเดียวแต่เป็นทฤษฏีภาพยนตร์แบบเข้มๆ เลย ซึ่งพอไปนั่งเรียนร่วมกับเด็กเอกฟิล์มจริงๆ เราก็ต้องขวนขวายตัวเองมากขึ้น คือถึงแม้เราจะห่วยที่สุดในชั้นแต่ว่ามันสนุกจังเลย

การทำหนังมันอยู่ในความคิดเราเสมอ แต่พอมาเจอภาวะที่ตัวเองไม่มีความสุขกับการทำงาน เรารู้สึกอยากเปลี่ยนตัวเอง อยากเปิดตัวเองให้มากขึ้น อย่างเวลาเราอ่านหนังสือสักเล่มหรือดูหนังสักเรื่องแล้วมันอินมากๆ เราอยากทำได้แบบนี้บ้าง อยากทำสิ่งที่ทำให้เราเชื่อมโยงความรู้สึกกับคนอื่นๆ ได้ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องเป็นคนกลุ่มใหญ่มากนะ คือหนังที่เราชอบมันก็ไม่ใช่หนังแมสไง ก็เลยรู้สึกว่าในเมื่อหนังเหล่านี้มันเชื่อมโยงกับเราได้ ทำไมเราจะทำมันบ้างไม่ได้ละ

อโนชา สุวิชากรพงศ์ (ภาพโดย Nuthakorn Chienprapa)

– ตอนคุณใหม่รู้ตัวว่าอยากจะทำหนังแล้ว เราเดินไปบอกพ่อแม่เราเลยหรือเปล่า

ก็ทำอย่างนั้นละ แต่เราไม่ได้คิดถึงเรื่องเรียนหนังด้วยซ้ำ เราแค่ว่าเมื่ออยากทำแล้วจะทำไงให้เราทำเป็น แถมเพื่อนเราในไทยก็ไม่ได้เยอะ ยิ่งคนในวงการหนังยิ่งไม่รู้จักเลย แต่โชคดีที่รู้จักอยู่คนหนึ่ง ไม่ได้รู้จักเองด้วยเพราะมีคนแนะนำให้ คือ พี่จุ๊ก อาทิตย์ อัสสรัตน์ ซึ่งเป็นเรื่องตลกมาก คือไปงานแต่งงานเพื่อนของเพื่อน แล้วก็ไปเจอญาติพี่จุ๊ก ซึ่งเราก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรมากนัก เขาก็มาถามว่าเออทำอะไรอยู่ เราก็ตอบไปว่าเรากำลังอยากเรียนทำหนัง นี่ไงติดต่อญาติเราเลยชื่ออาทิตย์ (หัวเราะ) เหมือนตอนนั้นพี่จุ๊กเพึ่งเรียนจบกลับมาที่ไทย ก็เลยปรึกษาพี่จุ๊กว่าจะไปเรียนที่ไหนดี แต่ไม่อยากไปอังกฤษแล้วนะ เพราะอยู่นั่นสบายไงมีพี่สาวคอยดูแล เราอยากแอกทีฟตัวเองให้มากขึ้น เริ่มหาจากใกล้ๆ ก่อนทั้ง ฮ่องกง จีน รัสเซีย จริงๆ อยากเรียนหนังที่รัสเซียมากนะ เพราะรู้สึก Cinematography มันเจ๋งดี แต่ต้องไปเรียนภาษาเพิ่มไงและใจร้อน ตอนนั้น 25 แล้ว รู้สึกว่าตัวเองแก่มาก แต่ตอนนี้ 40 รู้สึกว่าตัวเองไม่แก่ (หัวเราะ) โอเค งั้นก็ไปเรียนในที่ๆ พูดภาษาอังกฤษเถอะ ก็เลยไปนิวยอร์คที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งก็มีคนบอกว่าที่นิวยอร์คนั่นมันจะช่วยเปลี่ยนตัวเราให้แอกทีฟขึ้นได้ แล้วมันก็เปลี่ยนจริงๆ

– ไปถึงนิวยอร์คแล้วเป็นยังไงบ้าง

ไปอาทิตย์แรกก็เหวอเลย นั่งรถไฟใต้ดินคนก็คุยกันเสียงดังมาก คนไม่รู้จักกันนั่งข้างๆ กันก็ยังชวนคุย เราเดินไปที่ไหนก็เจอแต่คนชวนคุย พอเริ่มปรับตัวได้ก็ทำให้เราตื่นตัวขึ้น ผู้คนที่นั่นส่วนใหญ่เขามาจากที่อื่น ทุกคนก็จะเต็มที่กับชีวิตมาก คือเอาทุกเม็ดจริงๆ ชีวิตในมหาวิทยาลัยของเราก็จะถ่ายหนังถึงเช้า ตกกลางคืนไปปาร์ตี้ ว่างก็ไปดูหนังซึ่งหนังเยอะมาก ไปโรงหรือจะเช่าวิดีโอมาดูก็ได้ นั่งดูด้วยกันนั่งคุยเรื่องหนังกัน กิจกรรมมันเปลี่ยนเราจากเด็กซึมๆ ให้รู้สึกได้รับสิ่งดีๆ ในชีวิตจากการพูดคุยกับคนอื่นบ้าง สองปีที่นั่นเราเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย มั่นใจขึ้น กล้าทะเลาะกล้าเรียกร้องสิ่งที่เราอยากได้มากขึ้น เอาง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน แค่เราไปส่งไปรษณีย์เรายังต้องทะเลาะกับพนักงานเลย เพราะพนักงานเขาห่วยมาก ประเด็นคือพอทะเลาะแล้วเราได้ในสิ่งที่ต้องการไง

เรียนจบปี 2004 ก็กลับมาที่ไทยเพื่อเตรียมทำหนังวิทยานิพนธ์ ปรากฏว่ากลับมาเจอสึนามิพอดี ก็มีผลกระทบกับธุรกิจของที่บ้านซี่งตั้งอยู่ที่หน้าหาดในภูเก็ตเลย สุดท้ายก็เลยไม่ได้กลับไปนิวยอร์ค เพราะเราอยากอยู่กับครอบครัวให้มากที่สุดจนสถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลาย เราถึงเริ่มทำหนังวิทยานิพนธ์ Graceland (2006) ที่ไทย ซึ่งมันก็เป็นความตั้งใจแต่แรกอยู่แล้วว่าเราอยากทำหนังไทยโดยเริ่มจากกลับไปหาพี่จุ๊ก อาทิตย์นี่ละ เขาก็เลยแนะนำให้รู้จักกับทองดี ซึ่งก็ได้ร่วมงานกันตั้งแต่ตอนนั้น สุดท้ายเราก็ได้กลับไปนิวยอร์คแค่หนเดียวหลังจากนั้น คือไปเก็บของแล้วก็กลับไทย แม้แต่งานรับปริญญาก็ไม่ได้ไปนะ ส่วนหนังก็ส่งไปรษณีย์ให้อาจารย์ไป

ภาพจาก ‘ดาวคะนอง’

– หลังจากนั้นเราคิดหรือยังว่าจะเริ่มปักหลักทำหนังในไทยแล้ว

ไม่ได้คิดนะ คือเราเป็นไม่ได้คิดอะไรล่วงหน้ามากนัก ก็เหมือนตอนเรียนที่เราไปเพราะความอยากทำหนังให้เป็น งงเหมือนกันที่เป็นคนไม่มีแผนขนาดนี้ (หัวเราะ) แต่มันมีจุดเปลี่ยนคือ Graceland ได้ไปฉายที่คานส์แล้วก็ได้ไปเทศกาลหนังหลังจากนั้นเยอะมาก แถมได้เงินกลับมาจากการขายสิทธิ์ด้วย ก็เลยเริ่มอยากทำหนังยาวแล้ว บทก็มีแล้ว ที่เขียนตั้งแต่ตอนเรียนที่นิวยอร์คซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาที่เรียน คือโชคดีที่มหาวิทยาลัยแม้เราจะเรียนเอกกำกับ แต่เขาก็เน้นให้ทุกคนเรียนรู้การเขียนบทอย่างจริงจังด้วย คือก็เขียนๆ ส่งๆ กับอาจารย์อยู่ปีหนึ่งเต็มๆ จนได้บท White Room มา แต่ก็ยังทำเรื่องนี้ไม่ได้เพราะเป็นหนังที่โปรดักชั่นใหญ่ แถมเรื่องไม่ได้เกิดในไทยด้วยซ้ำ ก็เลยคิดว่าเราเริ่มทำจากหนังโปรดักชั่นเล็กๆ จะดีกว่าจนกลายมาเป็นโปรเจ็กต์ ‘เจ้านกกระจอก’

– ตอนทำ ‘เจ้านกกระจอก’ กับตอนทำ ‘ดาวคะนอง’ ความรู้สึกในการทำหนังของคุณใหม่มันต่างกันมากไหมครับ

คืออย่าง ‘ดาวคะนอง’ มันจะต่างจาก ‘เจ้านกกระจอก’ มากๆ ทั้งในเรื่องของตัวละครที่มากขึ้น แถมหลักๆ ก็เป็นผู้หญิงทั้งหมดซึ่งต่างจากเรื่องก่อนที่เป็นผู้ชาย ซึ่ง ‘เจ้านกกระจอก’ เรากำลังจะพูดถึงเรื่องสังคมชายเป็นใหญ่แต่ ‘ดาวคะนอง’ มันมีหลายประเด็นที่ทุกวันนี้พอเรากลับไปดู ‘ดาวคะนอง’ ทุกครั้งที่ต้องทำมันเราก็ยังรู้สึกหดหู่เสมอ เพราะเราเห็นตัวเราเองในหนังไง มันสะท้อนให้เห็นความรู้สึกที่เรามีต่อสังคม หรือการเมืองตลอด 6 ปีที่ผ่านมานี้ ไหนจะเรื่องส่วนตัวซึ่ง 6 ปีมันเปลี่ยนเยอะมากจริงๆ คือเราก็ไม่สามารถสลัดหนังออกไปจากชีวิตได้ แม้ว่า 6 ปีที่ทำ ‘ดาวคะนอง’ ระหว่างทางเราก็ทำงานหลากหลายมาก เช่นไปโปรดิวซ์ ‘พี่ชาย My Hero’ ให้ จอช คิม หรืออื่นๆ ก็ตาม

สำหรับเราการทำหนังมันคือการบำบัดตัวเองมากๆ คือถ้าเกิดเราไม่ได้ทำหนัง เราอาจจะมีอาการทางจิตได้ (นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง) คือก่อนที่จะคิดไปเรียนหนังสภาพจิตใจเราแย่มาก นอนไม่ค่อยหลับ การทำหนังมันทำให้เรามีพลังในการใช้ชีวิต ที่เราคิดถึงเรื่องนี้เพราะว่าคนที่เรารู้จักมีปัญหาเรื่องสุขภาพจิตเยอะมาก แต่ละคนก็จะมีวิธีจัดการกับปัญหาตัวเองแตกต่างกัน ซึ่งคนไทยเองไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพจิตมากนัก

– เหมือนเราโชคดีที่เจอวิธีการจัดการกับปัญหากับตัวเองได้เร็ว

ก็นึกไม่ออกเหมือนกันนะถ้าตอนนั้นเราไม่ได้ไปเรียนหนังตอนนี้เราจะทำอะไรอยู่ โอเคเราอาจจะมีธุรกิจที่บ้าน แต่พอพ้นจากเรื่องนี้เรานึกไม่ออกจริงๆ เช่นเดียวกับการทำหนังในอนาคตต่อจากนี้เราก็ไม่ได้มีคำตอบที่ชัดเจนขนาดนั้นเหมือนกัน แต่อย่างน้อยการทำหนังมันทำให้เราจัดการกับชิวิตกับคนรอบข้างได้ รู้จักตัวเองมากขึ้น รู้จักคนอื่นมากขึ้น คือการทำหนังมันเป็นสิ่งที่เรามีสมาธิมากที่สุด อย่าง ‘ดาวคะนอง’ อยู่กับมันมา 6 ปีก็ยังทำได้


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

cover-bio-2017