(interview) ฐิติพงศ์ เกิดทองทวี : Hello Filmmaker และเป้าหมายใหม่ที่ต้อง ‘Focus’

Home / bioscope, หนังไทย / (interview) ฐิติพงศ์ เกิดทองทวี : Hello Filmmaker และเป้าหมายใหม่ที่ต้อง ‘Focus’

5 ปีของทีมนักทำภาพเคลื่อนไหวหัวใจรักหนัง Hello Filmmaker แม้พวกเขาจะยังไปไม่ถึงการสวัสดีวงการหนังเสียที (อ่านสกู๊ปแนะนำตัวพวกเขาได้ ที่นี่) แต่ดูเหมือนความสำเร็จของหนังสั้นอย่าง The Only One (2016) ทั้งในแง่ของยอดผู้ชม ไปจนถึงการติด 1 ในสิบรางวัล Best Creativity ของเวทีประกาศรางวัลโฆษณาของไทยอย่าง B.A.D Awards 2016 นอกจากทำให้พวกเขาขยายที่ทางจากวงการมิวสิควิดีโอ สู่วงการโฆษณาได้อย่างเต็มตัวแล้ว ความสำเร็จของหนังสั้นเรื่องนี้ก็น่าจะทำให้พวกเขามีโอกาสมากขึ้นในการทำหนังอย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อตั้งทีมขึ้นมา

ผมได้มีโอกาศพบกับ พงศ์ – ฐิติพงศ์ เกิดทองทวี ผู้กำกับ The Only One และเปรียบเสมือนพี่ใหญ่ที่นำพาทีม Hello Filmmaker มาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ในงานเปิดตัวหนังสั้นผลงานกำกับล่าสุดของเขา ‘FOCUS เบลอว่ารักแถบ จึงอดไม่ได้ที่จะถามถึงความคืบหน้าต่างๆ ทั้งงานในวงการโฆษณา ไปจนถึงบทหนังที่กำลังปั้นอยู่

ทว่า ความสำเร็จของงานไวรัลสุดดังเมื่อปีที่แล้ว กลับทำให้แผนการต่างๆ ที่ฐิติพงศ์ และ Hello Filmmaker จะมุ่งหน้าไปนั้น อาจไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว…

The Only One (2016)

………………….

– ย้อนไปช่วงที่ทำ The Only One ทราบว่าเป็นช่วงที่ทีม Hello Filmmaker ก็กำลังปั้นโปรเจ็กต์หนังยาวกันอยู่ เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากงานชิ้นนั้นประสบความสำเร็จมากๆ

ฐิติพงศ์ : ความสำเร็จของ The Only One มันเป็นตลกร้ายของเราเหมือนกันนะ คืองานมิวสิควิดีโอเองหลังๆ เราก็ไม่ได้กำกับเองแล้ว คือเราไม่รับด้วย แต่ออฟฟิศก็ยังดำเนินการต่อไป ยังมีผู้กำกับรุ่นน้องๆ ที่ดันมาจากผู้ช่วยบ้างหรือไปจีบมาทำงานร่วมกันจากที่อื่นบ้าง ปัญหาคือ วิวัฒนาการในการฟังเพลงของเรามันหยุดลง ในขณะที่ยังมีอย่างอื่นเข้ามาเยอะแยะผมยังนั่งฟัง Radiohead อยู่เลย เราไม่ได้ตามความเคลื่อนไหวของเพลงใหม่ๆ เหมือนแต่ก่อนแล้ว

(นิ่งคิดสักพัก) เราเองก็ไม่ได้มีความทะเยอทะยานในการทำเอ็มวีเหมือนแต่ก่อนแล้ว บวกกับมันเป็นงานที่เลี้ยงชีพเราจริงๆ ไม่ได้ แล้วไอ้ความรู้สึกที่ว่าตัวเราเองคงไปทางโฆษณาไม่รอดด้วย ก็เลยคิดว่างานนี้ก็คงหักดิบทำ The Only One เป็นตัวสุดท้ายละกัน แล้วก็คงหนีไปพัฒนาบทหนังกับค่ายไหนสักค่ายหนึ่ง

ปรากฏว่าความสำเร็จของ  The Only One เราเองก็ตั้งตัวไม่ติดกับมันเหมือนกัน อย่างหนึ่งคือ มันเป็นครั้งแรกที่เรายื่นข้อเสนอให้กับลูกค้าเลยว่า เราจะพัฒนาสคริปต์ของงานชิ้นนี้เองนะ ถ้าไม่เอาตามนี้เราก็ไม่ทำ ผมไม่ถนัด ซึ่งก็กล้ามากๆ สำหรับหน้าใหม่แบบเรา ส่วนหนึ่งก็เป็นวิธีที่มอร์ (วสุพล เกรียงประภากิจ) ให้คำแนะเรื่องการต่อรองกับลูกค้า ซึ่งไม่ใช่ว่าพล็อตแบบนี้เราไม่เคยเอาไปขายนะ แต่ไม่ว่าเสนอที่ไหนก็ไม่มีใครเอา เพราะก็จะโดนถามว่า จุกหักเหคืออะไร คนดูจะสนุกไหม ทำไมพล็อตมันธรรมดาจัง ซึ่งเอามาดูจริงๆ The Only One มันก็เรียบง่ายมากๆ ก็เป็นเรื่องความเวิ่นเว้อของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่มันก็ถูกบิดเล่าให้ป็อบขึ้น เร็วขึ้นตามที่ควรจะเป็น เพราะมันคือโฆษณา แต่ถ้าพูดถึงสไตล์การเล่าเรื่องต่างๆ มันก็ยังเป็นตัวเราอยู่ มันจะคล้ายๆ กับ ‘ถ้ามันใช่ มันก็คงใช่’ (2011) หนังสั้นที่เราทำจบการศึกษาที่ลาดกระบัง แต่อันนั้นมันก็จะมีความย้วยหรือสิ่งที่ไม่จำเป็นอยู่

– แล้วสุดท้ายเราได้หนีไปพัฒนาบทหนังอย่างที่ได้ตั้งใจหรือเปล่า

ฐิติพงศ์ : กลายเป็นว่า จากคนที่ไม่เคยมีอำนาจต่อรองอะไรในการขายงาน กลายเป็นอยู่ดีๆ ก็มีที่ยืนในวงการโฆษณาขึ้นมา ก็เลยคิดว่าโอเคในเมื่อมันมาถึงตรงนี้แล้วก็อยู่ต่ออีกสักหน่อยดีกว่า คือลึกๆ แล้วเราก็ยังต้องการความมั่นคงในชีวิต ทั้งเราเองหรือบริษัทด้วย โปรเจ็กต์หนังก็เลยต้องพักไว้ก่อนแบบยาวๆ เลย

– มาถึงงานหนังสั้นล่าสุดอย่าง ‘FOCUS เบลอว่ารักแถบ’ มีอะไรที่เราอยากทำบ้าง

ฐิติพงศ์ : โดยทั่วๆ ไป พอเวลาเรานึกถึงคนตาบอดเราก็มักจะนึกอารมณ์แบบดราม่าซึ้งๆ เศร้าๆ หน่อย มีความเป็นเมโลดราม่าของชนชั้นล่างที่ทำให้ชนชั้นกลางดู บวกกับพี่ๆ ครีเอทีฟที่บรีฟเรามาว่า อยากจะทำให้หนังสื่อสารกับคนดูชนชั้นกลางให้มากที่สุด อยากให้มันมีความป็อบหน่อย

ก็เลยมาพัฒนาต่อว่า จนมาคิดว่าทางที่จะทำหนังรักคนตาบอดให้มันดูป็อบก็คงเหลือทางเลือกไม่มาก ด้วยการทำให้มันเป็นแนวมัมเบิลคอร์หน่อย (Mumblecore คือแนวหนังอิสระที่พูดถึงความสัมพันธ์ของคนวัย 20-30 ปี โดยเน้นการถ่ายทำอย่างเป็นธรรมชาติ และใช้บทสนทนาขับเคลื่อนตัวพล็อตต่างๆ) ซึ่งพอเอาแนวนี้มาจับกับงานโฆษณามันจะดูไกลตัวคนดูมากๆ เพราะโฆษณามันต้องเล่าเรื่อง ต้องกระชับและอธิบายให้ผู้ชมเข้าใจได้

– แต่ถ้าเป็นแนวมัมเบิลคอร์ คนอาจจะนึกถึงงานของ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

ฐิติพงศ์ : ใช่ๆ ผมเรียกว่าเขาว่า “เทพเจ้าของแนวมัมเบิลคอร์เมืองไทย” (หัวเราะ) คือลองนึกดูว่า ตอนที่เราไปดู ‘Freelance ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ’ (2015) เรายังคิดว่านี่เป็นแนวมัมเบิลคอร์ที่โคตรป็อบสำหรับเรา แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนดูอีกไม่น้อยที่รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรเลย มันก็เลยเป็นความยากของเราซึ่งก็เคยทำมาแต่แบบ Narrative พอต้องมาทำแนวนี้จะเห็นได้ว่า ครึ่งแรกของ Focus มันจะมีความเป็นลูกกวาดค่อนข้างมาก เพื่อดึงดูดให้คนดูทางออนไลน์พาไปจนถึงครึ่งหลังได้ เพราะหลังจากนั้นมันก็จะเป็นหนังแบบแนวมัมเบิลคอร์ ที่เน้นบทสนทนาเป็นหลัก คือจะไม่มีอะไรฉึบฉับรวดเร็วแบบที่เห็นในครึ่งแรกแล้ว

– เรากังวลไหมที่ทำโฆษณาซึ่งยาวถึง 10 -20 นาที จะเอาคนดูไม่อยู่  ในยุคที่คนดูนิยมเสพอะไรแบบเร็วๆ สั้นๆ กันจนชินแล้ว

ฐิติพงศ์ : เราลองทำให้มันสั้นลงแล้ว แต่สุดท้ายปัญหาคือ คนดูเองก็มีปัญหาใรการที่จะเชื่อว่า สองตัวละครนี้กำลังจะรักกัน คือด้วยตรรกะว่าในความเป็นจริง การที่คนปรกติจะมารักกับคนตาบอดมัจะทำให้เชื่อได้ยาก ก็ต้องมาพัฒนาบทกันนะว่า สองคนนี้เป็นแฟนเก่ากันนะ แต่ความรู้สึกตอนเห็นกับตอนมองเห็นแตกต่างกัน โดยรวมเราก็ยังรู้สึกว่า Focus มันแมสส์มากๆ แต่ถ้าเอาไปเทียบกับผู้ชมทั้งประเทศ ความแมสส์ของเรา คงจะไกลจากผู้ชมทั่วไปอยู่พอสมควรเหมือนกัน มันก็มีความเครียดเกิดแบบไปไม่เป็นเหมือนกัน

หนังสั้น ‘FOCUS เบลอว่ารักแถบ’

***มาถึงตรงนี้นอกเหนือจาก ฐิติพงศ์แล้ว เรายังมี บิลลี่ – วรกร ฤทัยวาณิชกุล (ผู้กำกับ Mother) หนึ่งในสมาชิกของทีม Hello Filmmaker มาร่วมวงสนทนาด้วย

– มาที่ทีม Hello Filmmaker กันบ้าง จริงๆ ตอนนี้ ฐิติพงศ์ ยังรับผิดชอบเป็นเหมือนแกนนำของทีมอยู่ไหม

ฐิติพงศ์ : ล่าสุดที่พึ่งประชุมกัน ตัวเราเองก็ขอลดบทบาทลงมา เหลือแค่เป็นลูกจ้าง (หัวเราะ) แล้วให้บิลลี่ขึ้นมาช่วยบริหารแทน

วรกร : จริงๆ คือพี่พงศ์ทำงานหนักจนแทบไม่ได้นอนแล้ว เราก็เลยรู้สึกว่าถ้าช่วยอะไรได้ก็อยากช่วย เลยเข้ามารับผิดชอบตรงนี้

ฐิติพงศ์ : คือแต่เดิมเราก็บริหารงานในออฟฟิศด้วย แต่ก็ไม่ได้ถึงกับจัดการอะไรหรอกเพราะทุกคนก็ช่วยกัน เพียงแต่หลังๆ เราพอเรามุ่งมาทางทำหนัง งานต่างๆ มันก็จะเยอะขึ้นจนไม่มีเวลามาดูอะไรต่างๆ ในออฟฟิศ

วรกร : คือรูปแบบการทำงานของ Hello Filmmakerจริงๆ แต่เริ่มมันคือการมารวมตัวกัน ไม่ได้มีใครเป็นศูนย์กลางแบบจริงจัง แต่พอหลังๆ งานที่ลูกค้าร้องขอมาก็จะเป็นไอเดียจากพี่พงศ์เป็นหลัก บทบาทของทุกคนก็เลยเหมือนเป็นการสนับสนุนการทำงานของพี่พงศ์เป็นหลักมากกว่า อีกอย่างคือสมาชิกแต่ละก็มีการออกไปรับงานส่วนตัวที่อื่นกันมาบ้าง รวมๆ กันก็เลยเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ทำให้เรารู้ว่าที่อื่นตอนนี้ทำงานกันยังไงบ้าง ก็เลยทำให้เรามองว่าจะเอาประสบการณ์ของแต่ละคนมารวมกันยังไงให้ทีมมันเดินหน้าต่อไปได้อีก

สิ่งที่เรามองไว้คือ ในปีนี้จะเป็นปีต่อจากนี้  Hello Filmmakerจะพยายามทำในลักษณะร่วมสร้างโปรเจ็กต์กับทีมอื่นๆ ให้มากขึ้นซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งซีรีส์ออนไลน์ หนังสั้น หรือแม้แต่หนังยาวก็ตาม ซึ้งทั้งหมดมันก็เป็นตามที่ทรัพยากรที่เรามีจะพร้อมแค่ไหน มันก็ขึ้นอยู่กับระบบการทำงานที่เรากำลังจะเริ่มต้นทำกันใหม่ คือเราอยากสร้างให้ Hello Filmmaker เป็นเหมือนจุดศูนย์กลางคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องการอิสระสูง ต้องการความเป็นตัวของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ต้องเอาตัวรอดให้ได้ด้วย ซึ่งยิ่งออฟฟิศเรามันโตขึ้นมันก็ยากขึ้นตามไปด้วย ที่จะทำให้ทุกคนทำงานร่วมกัน แล้วสามารถสร้างพลังที่มันเป็นบวกให้กับคนอื่นๆ ได้ด้วย ถ้าตรงมันลงตัว โอกาสที่เราจะไปจับงานที่มันใหญ่ขึ้นมันก็เป็นไปได้เสมอ


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine