(interview) ‘เปรต อาบัติ’ สิ่งที่เพิ่มเติม และมุมมองฉบับ Director’s cut ของ ฝน-ขนิษฐา ขวัญอยู่

Home / bioscope / (interview) ‘เปรต อาบัติ’ สิ่งที่เพิ่มเติม และมุมมองฉบับ Director’s cut ของ ฝน-ขนิษฐา ขวัญอยู่

Director’s cut แม้จะไม่ใช่คำที่แปลกอะไรสำหรับคอหนัง แต่โอกาสที่ผู้กำกับสักคนจะได้ทำหนังในมุมมองของตัวเองอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ปราศจากการควบคุมทิศทางจากทั้งโปรดิวเซอร์หรือค่ายหนังนั้น ก็มักจะเป็นในกรณีที่หนังประสบความสำเร็จอย่างสูงไปแล้ว ซึ่งกับในไทยแล้ว ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นผู้กำกับได้รับโอกาสในการทำหนังสมบูรณ์แบบนี้

ไม่ต่างจากกรณีของ ‘เปรต อาบัติ’ ฉบับ Director’s cut ของ ‘อาบัติ’ (ฉบับโดนห้ามฉาย) และ ‘อาปัติ’ (ฉบับที่ผ่านการพิจารณาแล้ว) ที่ทำรายได้ไปกว่า 52.17 ล้านบาท (อันดับ 4 ของปี 2558) หลังจากการถูกห้ามฉายจนเป็นข่าวครึกโครม ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่  ฝน-ขนิษฐา ขวัญอยู่  จะได้เล่าเรื่องอย่างสมบูรณ์ตามตั้งใจไว้แต่แรก ทั้งมุมมองการนำเสนอ ไปจนถึงเนื้อหาส่วนที่เชื่อว่าแรงเกินไปจนยกออกก่อนจะเป็นฉบับ ‘อาบัติ’ เสียด้วยซ้ำ!!


– ความยาวฉบับ ‘เปรต อาบัติ’ เพิ่มมากี่นาทีครับ

ยาวเพิ่มมาประมาณ 20 นาที

– ‘เปรต อาบัติ’ แตกต่างจาก ‘อาบัติ’ (ฉบับโดนห้ามฉาย) และ ‘อาปัติ’ (ฉบับที่ผ่านการพิจารณาแล้ว) อย่างไรบ้าง

ฝนเรียกง่ายๆ ว่าคือเป็นฉบับ ‘ไดเรกเตอร์ส คัต’  เป็นฉบับที่เราอยากจะเล่าแบบนี้ตั้งแต่แรก มีการตัดต่อเล่าเรื่องใหม่ ซึ่งก้อนที่มันเป็น ‘อาปัติ’ ยังอยู่ แต่ก็จะมีการขยายเล่าเรื่องของตัวละครทุกตัว ไปจนถึงมุมมองเรื่อง เปรต ที่เราอยากเล่า ส่วนซีนที่โดนตัดออกไปจาก ‘อาบัติ’ เช่นฉากยกเศียรพระหรือฉากจูบ ก็ยังคงจะถูกนำออกไปเหมือนเดิมตามคำพิจารณาในครั้งแรก

คือส่วนที่เพิ่มมา มันจะมีทั้งส่วนที่เราเลือกจะเซ็นเซอร์ตัวเองในตอนแรก เพราะเราเองก็ไม่มั่นใจว่าได้จะเล่าได้มากน้อยแค่ไหน ก็เลยมีกระประชุมกันและยกเนื้อหาบางส่วนออกไปก่อน จนกลายเป็นฉบับ ‘อาบัติ’ ส่วนที่สองคือส่วนที่โดนเซ็นเซอร์ไปจริงๆ ซึ่งบางฉากที่โดนมันจำเป็นต้องมีการยกออกทั้งฉาก คือการไปตัดฉากใดฉากหนึ่งออกมันก็ต้องมีการไปตัดต่อในส่วนที่มันเกี่ยวข้องด้วยเพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าใจเรื่องราวได้ ซึ่งฉบับ ‘อาปัติ’ เอง ส่วนตัวเราก็รู้สึกเสียหายในแง่ของคนเล่าเรื่องเหมือนกัน

จนมาถึง ‘เปรต อาบัติ’ ที่ทางค่ายให้โอกาสเราอีกรอบหนึ่ง คือ ‘อาปัติ’ มันก็ทำหน้าที่ของตัวหนังเองไปแล้ว คนดูหรือสังคมรับรู้ประเด็นในหนังไปแล้ว ซึ่งครั้งนี้มันคือโอกาสที่เราจะได้เล่าเรื่องอย่างที่เราอยากเล่าจริงๆ เสร็จแล้วก็ลองส่งพิจารณาเรตกันใหม่อีกที

 

– แล้ว ‘เปรต อาบัติ’ มีปัญหาในการส่งจัดเรตในครั้งนี้หรือเปล่า

จริงๆ ตอนส่ง ‘เปรต อาบัติ’ ไปพิจารณาเรตครั้งแรก เราก็นำซีนต่างๆ ที่เคยถูกยกออกไปใน ‘อาปัติ’ กลับมาใส่ทั้งหมดนะ ซึ่งก็โดนขอให้เอาออกเหมือนเดิม แต่ยังโอเคที่พวกเนื้อหาซึ่งเราไม่เคยนำมาใช้ทั้งในสองฉบับก่อนและนำเอามาใส่ในฉบับนี้ก็ยังอยู่ได้ เลยคิดว่าก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากที่จะยอมเอาฉากที่เคยถูกตัดไปแล้วเอาออกไป

– เนื้อหาหรือฉากที่เพิ่มเข้ามาในฉบับ ‘เปรต อาบัติ’ ครั้งแรกมันมีอะไรที่ดูแรงๆ ไหม

ก็มีฉากเซ็กซ์นะ ยกตัวอย่างตอน ‘อาปัติ’ จะมีฉากเณรจูบกับสีกาที่โดนตัดออกไป แต่มาคราวนี้ใน ‘เปรต อาบัติ’ ยังมีแบบหยวนๆ ให้ในฉากมีการจับแก้มได้ แต่พอถึงซ็อตที่จูบกันก็ยังเอาออกอยู่ แต่ในส่วนที่เพิ่มเข้ามาใหม่ เช่นฉากเซ็กซ์ฉากหนึ่งที่เราถ่ายแบบเห็นพระพุทธรูปอยู่ในลักษณะ foreground ของภาพ ก็ถูกขอเอาส่วนที่เห็นพระพุทธรูปออก ซึ่งหลังจากที่ตัดบางซีนออกนิดๆ หน่อยๆ ตามคำแนะนำ ก็ผ่านการพิจารณาเข้าฉายด้วยเรต น18+ (เช่นเดียวกับ ‘อาปัติ’)

– วิธีการเล่าเรื่องใน ‘เปรต อาบัติ’ เราอยากจะขยายความเนื้อหาของตัวละครใดเป็นพิเศษไหม

คือความตั้งใจเดิมคือเราอยากเล่าเรื่องราวผ่านหลายมุมมองของแต่ละตัวละคร ใน ‘เปรต อาบัติ’ จะมีครบทุกมุมมองของตัวละครหลัก ต่างจากตอน ‘อาปัติ’ ที่เน้นไปที่ตัวละคร เณรซัน (ชาลี ปอทเจส) กับฝ้าย (พลอย ศรนรินทร์) ด้วยมันค่อนข้างจะแมสส์สุดในบรรดาทุกตัวละครด้วย รวมไปถึงเราก็คำนึงถึงความแรกของเนื้อหา ที่เราคิดว่าส่วนตัวละครของเณรน่าจะเบากว่าเรื่องของพระผู้ใหญ่ แต่ปรากฏว่าเรื่องเณรใน ‘อาปัติ’ มันก็ยังดูแรงสำหรับภาพของความเป็นเยาวชนอยู่ดี

ส่วนมู้ดโทนของหนังที่แต่เดิมใน ‘อาปัติ’ มันมีความเป็นดราม่าที่ผสมความเป็นธริลเลอร์และสยองขวัญเอาไว้ พอมาใน ‘เปรต อาบัติ’ มันจะค่อนข้างเป็นหนังเป็นดราม่าธริลเลอร์ที่ชัดเจนขึ้น ด้วยการที่เราลงลึกไปตามแต่ละตัวละครมากขึ้น

คือคนอาจจะสงสัยว่าทำไมไม่ทำภาคต่อไปเลย คือการทำฉบับ ‘ไดเรกเตอร์ส คัต’ มันไม่ได้เป็นการลงทุนอะไรเพิ่มมากมาย เต็มที่ก็แค่มีถ่ายภาพ insert เพิ่ม มิกซ์เสียงใหม่นิดหน่อย เรารู้สึกว่ามันเป็นกำไรของเรานะ ที่ได้รับโอกาสที่จะเล่าเรื่องแบบที่เราอยากเล่าจริงๆ ของหนังเรื่องนี้

– โปรเจ็กต์ในอนาคตหลังจากนี้

ปีที่แล้วเราหายไปทำ U-Prince Series ก็เรียบร้อยแล้ว ปีนี้ก็จะกลับมาโฟกัสกับการปั้นโปรเจ็กต์หนังเสียที ก็วางไว้ว่าจะเริ่มถ่ายทำไม่ปลายปีนี้ ก็ต้นปีหน้า ซึ่งเรื่องต่อไปเราจะทำโรแมนติก-ดราม่า หรือไม่ก็คงดราม่าไปเลย คือกำลังอยู่ในช่วงของการเลือกทางที่ดีที่สุดอยู่ เป็นเรื่องชีวิตครอบครัวของวัยรุ่น ก็คงไม่มีอะไรที่จะต้องห่วงเรื่องโดนแบนอีกแล้ว (หัวเราะ)

คือไม่ใช่ว่าเราไม่อยากทำหนังผีแล้วนะ คือเรายังรู้สึกไม่สุดกับการทำหนังผีด้วยซ้ำ จากตอนแรกที่เรารู้สึกไม่อยากทำและก็เอาชนะมันมาได้ ถ้าในอนาคตมันมีบทที่พร้อมก็น่าจะกลับมาทำหนังผีอีกรอบ คือทุกคนเขามองแล้วว่าเราถนัดดราม่า พี่ปรัช (ปรัชญา ปิ่นแก้ว) โปรดิวเซอร์ของเราก็เลยบอกว่า ทำเรื่องที่อยากทำเถอะ ซึ่งกับเรื่องที่จะทำต่อไปนี้เอาเข้าจริงมันไม่แมสส์เลย ซึ่งทางสหมงคลเองก็ให้อิสระกับเราเต็มที่ แต่ส่วนตัวก็จะพยายามหาจุดที่มันพอดีสำหรับตัวเราและค่ายให้มากที่สุดด้วย ถ้าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ก็น่าจะได้ดูกันปีหน้า


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

cover-bio-2017