(interview) ปารัชชา ปวโรฬารวิทยา และ อภิวัฒน์ บุญชะลักษี : ‘เพราะฝัน มันใหญ่มาก’

Home / bioscope / (interview) ปารัชชา ปวโรฬารวิทยา และ อภิวัฒน์ บุญชะลักษี : ‘เพราะฝัน มันใหญ่มาก’

จากเบื้องหลังโปรดักชั่นหนังต่างประเทศ 2 คู่หูต่างวัยหอบความฝันสร้างทีมในชื่อ 89DREAMS เพื่อลุยวงการหนังไทยแบบเต็มตัว ปั๊บ – ปารัชชา ปวโรฬารวิทยา และ ต้อง – อภิวัฒน์ บุญชะลักษี กับหนังเรื่องแรก Fail Stage ‘เพราะฝัน มันใหญ่มาก’ ที่แม้จะว่าด้วยการปั่นจักรยานขึ้นดอยอินทนนท์ ดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย แต่ก็แทบจะสัมผัสได้ทันทีว่า มันคือการทาบทับความตั้งใจของพวกเขาในการทำหนังเพื่อตามความฝันของพวกเขาเอง แม้จะรู้ว่าในสนาม (วงการหนังไทย) นี้ มีโอกาสที่จะ “เฟล” สูงมากก็ตาม…

Fail Stage เพราะฝัน…มันใหญ่มาก | Official Trailer

ตัวอย่างภาพยนตร์ Fail Stage เพราะฝัน…มันใหญ่มากFail Stage I Official Trailer I 89DREAMS 30 มีนาคมนี้ 2560 ในโรงภาพยนตร์https://youtu.be/O57fH0Lz24gFail Stage I Official Trailer I30 March, 2017#failstage #failstageเพราะฝันมันใหญ่มาก #หนังไทย2560 #89dreams #เพราะฝันมันใหญ่มาก #ปั่นขึ้นดอย #ปั่นขึ้นดอยอินทนนท์ #ดอยอินทนนท์ #อินทนนท์ #ปู่สมบูรณ์

โพสต์โดย Fail Stage เพราะฝัน มันใหญ่มาก บน 28 กุมภาพันธ์ 2017


ก่อนจะมาทำหนังเรื่องนี้ ทั้งสองมีผลงานอะไรมาก่อนหน้าบ้างครับ

ปารัชชา: ทำงานด้าน Production Service ให้กับกองถ่ายหนังต่างประเทศให้กับทีมของณ๊อบ (ศฐาณพงศ์ ลิ้มวงษ์ทอง – ผกก. สารคดี The Stunt, ‘Sweet boy เรารักนาย’ ซึ่งโปรดิวเซอร์ของ Fail Stageด้วย) ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ และก็เป็นโปรดิวเซอร์ร่วมกับณ๊อบใน ‘ปู่สมบูรณ์’ ก่อนจะมาทำหนังเต็มตัวที่เรื่องนี้

อภิวัฒน์: เราเองก็ทำงานด้าน Production Service มาเป็นสิบปีละ แต่เราจะอยู่ด้านโปรดักชั่น ซึ่งก็รู้จักกับปั๊บมานานละและก็สนิทกัน จนมาเริ่มคุยกันว่า เราทำหนังให้ชาวต่างชาติมาเยอะแล้ว เรามาลองทำหนังไทยกันไหม ด้วยความที่ว่าปั๊บเองก็จบฟิล์มมาโดยตรงเขาก็จะรู้ด้านการผลิต มาบวกกับเราที่ก็คลุกคลีด้านโปรดักชั่นมานาน ก็จะสามารถประเมินเรื่องทุนสำหรับการทำงานโปรดักชั่นได้ พวกเราก็น่าจะมีศักยภาพพอนะ บวกกับทีมงานที่เป็นคนไทยในทีมซึ่งมีประสบการณ์ในโปรดักชั่นหนังต่างประเทศร่วมกันมา ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ก็มีประสบการณ์ทางฝั่งหนังไทยเช่นกัน ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา จนรู้สึกว่าถ้าลองมาทำหนังสักเรื่องหนึ่งร่วมกันน่าจะดีนะ

ความจริงคือ หนังต่างประเทศมันไม่ได้มีมาตลอด ซึ่งเราจะบริหารเวลาว่างในช่วงที่ไม่มีงานจากโปรดักชั่นหนังต่างประเทศได้อย่างไร ก็เลยเริ่มคุยเรื่องเขียนบทกัน ซึ่งเราเอง ที่นี่หนังต่างประเทศมันมาด้วยทุนที่ใหญ่มากเป็นหลักหลายสิบล้านจนถึงร้อยล้านก็มี แต่กับหนังไทยก็จะอยู่แถวๆ หลักล้านถึงหลักสิบล้าน คำถามที่เราเจอจากโปรดิวเซอร์ต่างประเทศคือ ทำไมเราทำราคาให้มันเท่ากันไม่ได้ ซึ่งเราก็จะตอบว่ามันก็เป็นไปตามบทของคุณที่ยิ่งมันเรียกร้องมากทุนมันก็แพงมากขึ้น ไปจนถึงค่าแรงทางฝั่งทีมงาน เขาก็จะมีเรตกองไทยกับกองต่างประเทศ ถามว่าทำไมถึงราคาไม่เท่ากัน ก็เพราะมันเรื่องของสกิลภาษาด้วย เราทำงานต่างประเทศเราก็ต้องสื่อสารกับเขาได้

หรือแม้แต่ระบบจ่ายเงิน กองถ่ายต่างประเทศเงินเขาจะถึงจริงคือจ่ายเร็วจ่ายตรงเวลา แต่กองถ่ายหนังไทยก็จะเป็นลักษณะของเครดิต ต้องรอเวลาจ่าย มันก็มาถึงวิธีคิดที่ว่า ถ้าเราจะทำหนังเอง ด้วยทีมงานเหล่านี้  ด้วยวิธีการจัดการแบบกองถ่ายต่างประเทศ แต่เราไม่มีเงินเยอะนะ หนังเล็กจะเป็นไปได้ไหม มันเลยมาสู่ในส่วนของบทที่เราจะเขียนภายใต้ขอจำกัดของทุนที่เรามี สามารถถ่ายทำอย่างมีคุณภาพได้ อาจจะไม่ใช่กองใหญ่เป็นร้อยคนแต่ก็ไม่เล็กภึงขนาดกองที่มีแค่ 4-5 คน จากโจทย์นี้ก็มาสู่การเลือกแนวหนังที่จะทำว่าจะทำแนวไหนดี

ปารัชชา: ซึ่งตอนเลือกก็มีอยู่หลายแนวมาก ก่อนจะมาเป็นเรื่องนี้

(ขวา) อภิวัฒน์ บุญชะลักษี

ทำไมถึงเลือกทำหนังว่าด้วยการปั้นจักรยานขึ้นดอยอินทนนท์ครับ

อภิวัฒน์: จริงๆ มันก็มาจากความรู้สึกลึกๆ ของพวกเรานั่นละ คือทุกคนก็มีเป้าหมายนั่นละ แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้นมันก็จะมีเสียจากรอบข้างมากมาย จะทำดีเหรอ? ความเสี่ยงเยอะนะ? ทำไมไม่ไปขอทุนละ? ซึ่งมันก็จริง เรากลัว ทำแล้วก็เจ๊งแน่ๆ วึ่งเนี่ยมันน่าจะเป็นเรื่องของเราได้เลยนะ คือคนที่มีความฝันแล้วเจออุปสรรคจนต้องเลิกล้มไป ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันเราเองก็ได้ไปอ่านเรื่องของคนๆ หนึ่งในเว็บบอร์ดของ ThaiMTB.Com (เว็บรวมข่าวสารของนักปั้นจักรยานในไทย) ชื่อคุณนุ๊ก เขาเขียนกระทู้ว่าด้วยประเพณีปั่นจักรยานพิชิตอินทนนท์ ดอยที่สูงที่สุดในประเทศ โดยเป็นเรื่องราวของพี่อาร์ม ที่ถ่ายทอดความรู้สึกขณะปั้นขึ้นไปว่ารู้สึกอย่างไร เราก็สนใจมาก ตัดสินใจขึ้นเชียงใหม่ไปหาพี่อาร์มเลย เพื่อไปคุยกับเขา ก็คุยกันสองวัน ซึ่งเขาเล่าละเอียดมาก ปั้นขึ้นไปก็ตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่า กูปั้นทำไมวะ? ที่ทำอยู่มันใช่เหรอ? ซึ่งมันก็ไม่ต่างกับตอนที่เราตั้งคำถามในชีวิตประจำวัน มันจะมีแต่สิ่งที่เข้ามาทดสอบเราให้ตั้งคำถามแบบนี้ตลอด ซึ่งเราว่ามันสามารถเทียบเคียงกับความฝันของเราได้ ก็เลยกลับมาเขียนบทอยู่ปีหนึ่งเต็มๆ

ในแง่การทำงานจริงๆ ด้วยความเป็นหนัง Low Budget แต่ก็เต็มไปด้วยฉากยากๆ แบบการปั้นจักรยานขึ้นดอย เราวางแผนการถ่ายทำยังไง

อภิวัฒน์: เราวางแผนการถ่ายทำนานถึงสามเดือน โดยแบงค์ (กฤษฎา ทิพย์ชัยเมธา – ผกก. ‘ปู่สมบรณ์’) ที่เป็นผู้กำกับภาพเรื่องนี้ก็ประชุมกันเยอะมาก ซึ่งมันยากมากตรงที่เราก็ทุนต่ำ แถมต้องปิดถนนขึ้นดอยถ่ายอีก เราจะทำยังไงได้บ้าง ซึ่งก็ต้องไปขอทางอุทยานฯ ถ่ายซึ่งมันยากมากที่จะมาบล็อกรถ คือนึกถึงตอนรถขึ้นเขาถ้าเราไปบล็อกเขาถ่ายหนังมันก็จะอันตรายกับเขามาก ต้องบล็อกแบบล่วงหน้า 3 กิโล ซึ่งก็ต้องจัดการในการถ่ายทำโดยใช้เวลาน้อยที่สุด สรุปแล้วเราถ่ายบนดอยอินทนนท์เป็นเวลา 8 วัน ซึ่งเหมือนเยอะแต่จริงๆ ไม่เลย และก็มีอุปสรรคเยอะไปหมด ทั้งเสียงจากรถต่างๆ ที่เราห้ามไม่ได้ เพราะเราถ่ายทำกันข้างถนนจริงๆ

(ซ้าย) ปารัชชา ปวโรฬารวิทยา

สิ่งที่เราทั้งคู่อยากสื่อสารกับผู้ชมผ่าน Fail Stage คืออะไร

ปารัชชา: คือเราเชื่อว่าคนทุกคนมีความฝันหมด แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้นได้ก็ต้องเจออุปสรรค เจอความเฟล ซึ่งเราก็อยากบอกว่าอย่ายอมแพ้นะถ้าคุณมีฝัน การเจออุปสรรคต่างๆ ก็เป็นเรื่องปรกติอยู่แล้ว

อภิวัฒน์: เราก็คงไม่ต่างกัน คือทุกคนมันจะมีช่วงเวลาแห่งความเฟลอยู่ เช่นเดี๋ยวกับตัวละครตัวนี้ ซึ่งเราอยากจะถ่ายทอดการดิ้นรนของคนที่ต้องตามความฝันว่าจะผ่านความเฟลระหว่างทางไปได้อย่างไร เพราะคนที่จะถึงความฝันได้ มันต้องผ่านความเฟลไปให้ได้

แล้วในฐานะคนทำหนัง เรากลัวมันจะไม่ประสบความสำเร็จไหม

อภิวัฒน์: (ตอบทันที) กลัว

ถ้ากลัวแล้วเรามีลู่ทางที่จะสร้างโอกาสให้หนังเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง

อภิวัฒน์: คือถ้าย้อนไปตั้งแต่ตอนที่เราเลือกแนวหนังที่จะทำ ทำหนังผีไหม ตลกไหม หรือหนังรัก นักแสดงเราจะใช้คนที่มีชื่อเสียงหรือหน้าใหม่ทั้งหมด หนังเราจะอินดี้ไหมหรือจะตลาดดี ซึ่งพอเรามาเลือกทำหนังเรื่องนี้ เราก็พอจะเห็นอนาคตลางๆ แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น คือพูดกันแบบเปิดอกเลยว่า การทำหนังโดยเลือก Genre หนังที่ไม่ตลาด มันยากที่จะประสบความสำเร็จอยู่แล้ว

สุดท้ายหนังก็ออกมาเป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง ที่เราได้ น้องแคทย่า (คัทรียา เทพชาตรี – จาก Motel Mist) ก็เป็นหน้าใหม่เลย ส่วนตัวละครหลักอีกสองคน อย่าง โจ๊ก (อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ) และ เดวิด อัศวนนท์ ซึ่งก็รู้จักกันดี ส่วนทางหนังผมก็ยังอยากจะสื่อสารกับผู้ชมทั่วไปได้ แต่มันก็ไม่ใช่อินดี้ ตัดมาดราฟต์แรกยาวสองชั่วโมงครึ่ง มันยาวมาก ซึ่งก็เป็นการถ่ายทำตามบทได้จริงๆ 70-80 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเราก็ต้องมาตัดให้มันดูง่ายขึ้นเพื่อคนดูทั่วไปด้วย ซึ่งสุดท้ายตลอดระยะทางในการทำงานมันก็เตือนให้เรารู้ตัวอยู่ตลอดว่าเราต้องเจอกับอะไร

Fail Stage ‘เพราะฝัน มันใหญ่มาก’

สุดท้ายหนังมันก็จะไม่ใช่ทั้งหนังที่แมสส์มากๆ และก็อินดี้มากๆ ซึ่งก็จะยิ่งยากเข้าไปอีกเมื่อต้องสื่อสารกับกลุ่มผู้ชมให้เขามาดูจริงๆ

อภิวัฒน์: เราเองก็ไม่ได้คาดหวังเรื่องรายได้ หรือความโด่งดัง แต่เราคาดหวังว่าจะมีคนที่เข้ามาดูแล้วเห็นว่า มันก็มีหนังที่แตกต่างจากที่เห็นในตลาดนะ อย่างเราเองเสพหนังดราม่าต่างประเทศได้ ทำไมหนังดราม่าไทยรายได้ไม่ดีนะ คือมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของบริษัท ในฐานะของกลุ่ม 89DREAMS เนี่ย จริงๆ เรามีหนังอีกเรื่องที่ถ่ายเสร็จไปแล้ว กำลังอยู่ในช่วงโพสต์โปรดักชั่นอยู่ ซึ่งเป็นหนังร่วมทุนกัยชาวต่างชาติเลย แต่ก็ยังเป็นสเกลเล็กอยู่เพื่อเอาไปขายตลาดต่างประเทศ ในเมื่อเราเคยทำงานให้เขามาแล้ว ก็เลยมาถึงจุดที่ทำหนังไทยแต่มีนักแสดงต่างชาติมาเล่นเพื่อไปบุกตลาดเขาบ้าง

คล้ายกับว่าเรามองเห็นช่องทางที่จะได้สิ่งที่ลงทุนกลับไปคืนมาบ้าง

อภิวัฒน์: คือเราก็มองไว้ว่า Fail Stage มันอาจจะขาดทุนหรือเต็มที่ก็คือเท่าทุน แต่กับหนังเรื่องต่อไปที่เราจะทำเพื่อขายต่างประเทศโดยตรงซึ่งตลาดต่างประเทศมันใหญ่มาก ค่อนข้างมั่นใจว่าไม่ขาดทุนและน่าจะได้กำไรกลับมาบ้าง คือเราต้องการจะสร้างโมเดลธุรกิจการทำหนังของกลุ่มไว้แบบนี้ ทั้งการทำหนังไทยและการทำหนังต่างประเทศในโปรดักชั่นของเราให้มันไปด้วยกันได้


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine