ทำไมช่วงนี้ “หนังข้าม Genre” จึงประสบความสำเร็จในฮอลลีวูด ?

Home / bioscope, หนังฮอลลีวูด / ทำไมช่วงนี้ “หนังข้าม Genre” จึงประสบความสำเร็จในฮอลลีวูด ?

สำหรับคอหนังที่รักความหลากหลายจากทั่วโลกแล้ว ภาพยนตร์อย่าง Get Out (2017,  จอร์แดน พีล) ที่หน้าหนังถูกนำเสนอในแนวเขย่าขวัญแต่กลับบิดไปสู่หนังซึ่งวิพากษ์ประเด็นทางสังคม อาจไม่ใช่ของใหม่เสียทีเดียว กระนั้นความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ของหนังทุนสร้างเพียง 4.5 ล้านเหรียญ แต่ทำเงินไปแล้วกว่า 176 ล้านเหรียญทั่วโลกเรื่องนี้ เป็นส่วนหนึ่งของบรรดาหนังข้าม Genre ที่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ ในตลาดหนังกระแสหลักของฮอลลีวูดในปีนี้

อย่างที่บอกว่าการข้าม Genre ของหนังไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะยุคหนึ่ง เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน เคยได้ชื่อว่าเป็นคนทำหนังจอมหักมุม ด้วยการเล่าเรื่องหนังใน Genre หนึ่งก่อนจะบิดแนวไปอีก Genre หนึ่งในท้ายที่สุด (ตัวอย่างเช่นหนังระทึกขวัญอย่าง Unbreakable ที่ลงท้ายกลายเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่) แต่ความสำเร็จของเขาก็เริ่มถดถอยในช่วงปลายทศวรรษที่ 2010s ก่อนจะกลับมาเข้าฟอร์มใน The Visit (2015) และ Split (2017) 2 ผลงานในยุคหลังที่เขาหันมาจับงานโชว์ไอเดียทุนต่ำแต่ทำเงินระดับร้อยล้านดอลลาร์ได้ ซึ่งทั้งสองเรื่องก็ยังคงเป็นงานที่ชยามาลานแสดงถึงการเป็นคนทำหนังข้าม Genre ที่ติดตัวเขามาโดยตลอด

Split (2017)

จนมาถึงความสำเร็จของ Get Out นอกเหนือจากความยอดเยี่ยมในการทำหนังสยองขวัญเรื่องแรกของ จอร์แดน พีล แล้ว (อ่านแนวคิดในการทำหนังของเขาได้ที่นี่) สิ่งที่ช่วยผลักให้หนังประสบความสำเร็จมากขึ้นคงจะหนีไม่พ้นกระแสความไม่พอใจที่เกิดขึ้นจากบรรดาข่าวคราวที่เกี่ยวข้องกับคนผิวสีหรือชาวต่างชาตินับตั้งแต่การเข้ามารับตำแหน่งประธาธิบดีของนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเมื่อพีลสามารถทำให้หนังพลิกแนวไปสู่การขบคิดถึงประเด็นร้อนทางสังคม ไปพร้อมๆ กับการสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชมได้แล้ว จึงไม่แปลกที่หนังจะกลายเป็น Talk of The Town แม้คนอีกส่วนหนึ่งอาจจะไม่อิ่มเอมไปกับความเป็นหนังสยองขวัญของมันอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่คาดหวังไว้ก็ตาม

Get Out (2017)

เหลียวมองไปที่บรรดาหนังข้าม Genre เรื่องอื่นๆ ที่มีแนวโน้มประสบความสำเร็จกันบ้าง ตัวอย่างเช่น Colossal (2017, นาโช วิกัลลองโด – รูป Cover) หนังตลกที่จับ แอนน์ แฮททาเวย์ มารับสาวชอบปาร์ตี้ที่มารู้ตัวว่า สัตว์ประหลาดร่างยักษ์ที่กำลังถล่มกรุงโซลในอีกฝากฝั่งทวีป ถูกควบคุมด้วยการเคลื่อนไหวของเธอเอง, Baby Driver (2017, เอ็ดการ์ ไรท์) หนังแอ็กชั่นขับรถไล่ล่า ที่ฉีกแนวด้วยตัวละครนักขับรถรับจ้างปล้นนามว่า เบบี้ ผู้มีสกิลในการขับรถไปตามจังหวะดนตรีที่ฟัง จนถูกเรียกขานว่า เป็นหนังแอ็กชั่นขับรถที่คุณก็เต้นได้ หรือ Atomic Blonde (2017, เดวิด เลตช์) หนังบู๊สุดระห่ำจากหนึ่งในผู้กำกับร่วม John Wick ภาคแรก ที่นำนักแสดงสาว ชาร์ลิซ เธอรอน มาลุยแบบแมนๆ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นหนังกระแสหลักที่มีการทดลองผสมของหลายๆ Genre ไม่จนถึงส่วนประกอบที่แตกต่างจากที่คุ้นชินเข้าไว้ด้วยกันทั้งสิ้น

ตัวอย่าง Baby Driver (2017)

สิ่งหนึ่งที่ทำให้หนังในกระแสหลักมีความหลากหลายมากขึ้น มีผลมาจากการดึงผู้กำกับหนังอิสระที่สามารถนำตัวตนมาใส่ในหนังกระแสหลักได้อย่างไม่ขัดเขิน ไปจนถึงการดูหนังที่หลากหลายขึ้นจากการเติบโตของตลาดสตรีมมิ่งที่กลายเป็นเวทีแจ้งเกิดให้กับคนทำหนังหน้าใหม่ๆ มากมาย ไปจนถึงเป็นเวทีโชว์ของของบรรดาคนทำหนังหลากรุ่น ซึ่งก็น่าสนใจว่าปรากฏการณ์ความสำเร็จของหนังข้าม Genre เหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ไปจนถึงความหวังเล็กๆ ที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในวงการหนังบ้านเรา ก็เป็นสิ่งที่น่าขบคิดไปไม่น้อยเช่นกัน

**ข้อมูลส่วนหนึ่งจาก 5 Reasons Why We’re Living In a Golden Age of Genre Films


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine