(interview) สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ กับบันทึกรถไฟไทย(ที่ยังหลับอยู่) : Railway Sleepers

Home / bioscope, หนังไทย / (interview) สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ กับบันทึกรถไฟไทย(ที่ยังหลับอยู่) : Railway Sleepers

กว่าทศวรรษที่ โบ๊ต – สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ถูกรู้จักในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับที่ร่วมงานกับ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล มาอย่างยาวนาน แต่ในขณะเดียวกัน สมพจน์ก็ยังมีโปรเจ็กต์สารคดีที่ค้างคามาหลายปี จนในที่สุด Railway Sleepers ‘หมอนรถไฟ’ ก็ได้รับเชิญไปร่วมสายประกวดสารคดีในเทศกาลหนังเมืองปูซานเมื่อปลายปีก่อน และกำลังเข้าฉายในบ้านเรา ณ ขณะนี้

เกือบ 10 ปีที่รวมตั้งแต่ถ่ายทำ-ตัดต่อ-และหาทุน ‘หมอนรถไฟ’ กลายเป็นสารคดีแนวทดลองที่บันทึกภาพชีวิตหลากผู้คนบนรถไฟไทยจากทั่วประเทศ หลากที่มา, อาชีพและฐานะ ให้ผู้ชมได้แอบมองพวกเขาในยามหลับไหลแสนเหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวนาน บรรยากาศและความรู้สึกอันแสนพิเศษที่หนังสารคดีเรื่องนี้ จำลองให้ผู้ชมได้ซึมซับการเดินทางอันแสนคลาสสิคที่คุณอาจจะหลงลืมมันไป เช่นเดียวกับสถานะแสนเศร้าของรถไฟไทยที่กลายเป็นตัวเลือกท้ายๆ ของการเดินทางในปัจจุบันไปเสียแล้ว

ดังเช่นที่สมพจน์ทิ้งไว้ให้คิดในการพูดคุยครั้งนี้ว่า “รถไฟสามารถนำพาความเจริญมาสู่ผู้คนได้ เพียงแต่มันยังไม่ได้ถูกปลุกขึ้นมาเท่านั้น”

**************

Railway Sleepers : หนังตัวอย่างซับไทย

คุณนั่งรถไฟครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?ความทรงจำแรก และความทรงจำล่าสุดที่คุณมีต่อรถไฟ คืออะไร?ผู้คนแบบไหน บทสนทนาแบบใด กลิ่นอะไร อาหารชนิดไหน ที่คุณจะเห็นภาพลอยมาเมื่อได้ยินคำว่านั่งรถไฟ?Doc Club ขอชวนคุณมาออกเดินทางครั้งใหม่ไปด้วยกัน บนรถไฟไทยขบวนนี้ที่จะทำให้ทุกความทรงจำหวนกลับมา กับ "หมอนรถไฟ Railway Sleepers" หนังสารคดีไทยเรื่องแรกในการจัดจำหน่ายของเรา ^^20 เมษายนนี้เป็นต้นไป ที่ SF Central World และ SF Maya Chiangmai เราจะมาฉึกกะฉักไปด้วยกัน!

โพสต์โดย Documentary Club บน 13 เมษายน 2017

จุดเริ่มต้นของสารคดีเรื่องนี้คืออะไรครับ

เมื่อ 9 ปี ก่อนตั้งแต่ตอนนั้นหลังจบ ป.ตรี จากสถาปัตย์ฯ จุฬา ก็ไปต่อโทที่ CalArts (California Institute of the Arts) ที่แคลิฟอเนีย ตั้งแต่ปี 2006 ซึ่งเราเรียน 3 ปี พอเข้าปี 2007 ก็ต้องมีไอเดียว่าจะทำ Thesis จบยังไง ก็มาตลอดว่าจะทำอะไร แต่แค่มีความรู้สึกว่าอยากจะกลับมาถ่ายที่ไทยมากกว่า

ตอนอยู่แคลิฟอเนียเรารู้สึกว่ามันเดินทางลำบากมาก อย่างล่าสุดพึ่งกลับไปเยี่ยมที่นั่นมาก็ยังรู้สึกว่ามันเดินทางยากจริงๆ ถ้าไม่มีรถส่วนตัว คือถ้าจากหอที่บาเลนเซียจนมาถึงตัวเมืองถ้าขับรถแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึง LA แล้ว แต่ถ้าไม่มีรถเราก็ต้องนั่งรถไฟ ซึ่งก็ไม่ใช่รถไฟความเร็วสูงนะ เป็นรถไฟแบบเดิมจริงๆ แล้วก็เช็ครอบการเดินทางดีๆ จากหอเราจะรถเมล์เที่ยวอะไร ไปถึงรถไฟเที่ยวไหน แล้วรถไฟจะไปถึงแอลเอกี่โมง คือถ้าเราพลาดรอบก็คืออาจจะพลาดไปอีกเป็นสองสามชั่วโมงเลย นึกถึงใน La La Land คือเป็นเมืองที่เขาใช้รถส่วนตัวกันเป็นหลักจริงๆ

จนวันหนึ่งเราต้องไปนัดเจอเพื่อนที่แอลเอ ตอนนั้นก็เย็นมากแล้ว พอรถไฟออกจากสถานีเราก็น้ำตาไหล คือตอนนั้นก็ไม่รู้นะว่าไหลเพราะอะไร ก็คงรู้สึกอึดอัดละเพราะชีวิตมันไม่ยืดหยุ่นเลย พอดีเย็นวันนั้นแสงมันก็สวยดี เราก็เลยหยิบกล้องมาบันทึกวิดีโอไว้ ถ่ายวิวเอามาเขียนบล็อกตามประสาตอนนั้น จนกระทั่งมีเด็กเม็กซิกันตัวน้อยคนหนึ่ง อายุประมาณ 5-6 ขวบ ก็เข้ามาอยู่ริมหน้าต่างพอดี แล้วก็คุยกับพ่อเป็นภาษาสเปนซึ่งเดาจากท่าทางคงประมาณเด็กถามตามประสาของเขา นู้นอะไรนี้คืออะไร คือแม้เราจะฟังภาษาสเปนไม่เข้าใจแต่เราก็เข้าใจในสิ่งที่ลูกเขาสื่อสารกับพ่อเขา คือเรารู้สึกว่ามันเป็นสถานการณ์ที่สากลทุกคนเข้าใจได้ ก็คงไม่ต่างจากตอนเราหรือทุกคนเป็นเด็ก แล้วเราก็ชอบวิธีการถามของเด็กๆ เพราะเขาจะถามตรงๆ ก็เลยคิดว่ามันน่าจะพัฒนาไปเป็นหนังได้ ไปตามเด็กๆ เหล่านี้ว่าเขาจะถามอะไรพ่อกับแม่ ซึ่งถ้าจะหาสถานการณ์ที่ชวนให้ถามเราก็คงต้องเดินทางแล้วไปถ่ายอยู่กับครอบครัวนานๆ ประจวบพอดีกับเราเองอยากกลับไทยอยู่แล้ว และคิดว่าถ้าทำหนังเรื่องนี้เราจะได้เดินทางในเมืองไทยด้วย จนกลายเป็นไอเดียที่เราจะเดินทางตามเก็บครอบครัวที่เดินทางด้วยรถไฟจากทั่วประเทศ หลายๆ ครอบครัว หลายๆ แบบ ซึ่งมันน่าจะสะท้อนให้เห็นภาพรวมของประเทศผ่านคำถามของเด็กๆ ได้ นั่นคือไอเดียแรกของ ‘หมอนรถไฟ’

จนเรากลับมาทดลองถ่ายที่เมืองไทย แรกเริ่มเราก็เน้นถ่ายแต่ครอบครัวละ แต่พอดูไปดูมาเรากลับพบว่ามันมีอะไรอื่นๆ ที่น่าสนใจเยอะมากในไทย จนคิดว่าหลายๆ อย่างที่เราเห็นมันเป็นสิ่งที่สามารถอุปมาเปรียบเทียบภาพรวมของประเทศนี้ได้ เป็นแบบจำลองของประเทศได้เลย หนังมันเลยค่อยๆ พัฒนามาเป็นหลายๆ สิ่งที่ไม่ใช่การบันทึกครอบครัวแต่เพียงอย่างเดียวละ

เวลานักศึกษาจะทำหนังสำหรับจบ มักจะมีความเป็นหนังส่วนตัวพอสมควร เลยอยากทราบว่าจริงๆ ‘หมอนรถไฟ’ มันมีความเป็นส่วนตัวของเรามากน้อยแค่ไหนครับ

คือมันอาจจะไม่ได้มีความเป็นส่วนตัวมากขนาดนั้น มันคือความต่อเนื่องจากงานหนังสั้นที่เราทำมามากกว่า คือก่อนหน้าจะทำ ‘หมอนรถไฟ’ เราทำสารคดีทดลองมาพอสมควร และหนังสั้นเราทุกเรื่องมันจะมีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือมีความเป็นบันทึกเรื่องราวของผู้คนต่างๆ ที่อยู่ในสถาการณ์อะไรบางอย่างเดียวกัน เช่นเราเคยทำหนังสั้นที่ไปเก็บภาพคนเคารพธงชาติกันตอนเย็น แล้วก็เอาเรียงต่อกัน กับกรณีของ ‘หมอนรถไฟ’ เราก็ไม่ได้ตีความใหม่จากสิ่งที่บันทึกมา แต่เราเอาบริบทเดิมของมันมาจัดวางใหม่ให้เกิดภาพรวมใหม่ที่น่ามองอีกครั้งด้วยมุมมองที่กว้างขึ้น

เราชอบที่จะจับจ้องไปที่อิริยาบทของผู้คน มากกว่าจะให้พวกถ่ายทอดออกมาผ่านบทสนทนาต่างๆ หรือเปล่า

ก็ใช่ คือมันไม่เชิงว่าเราไม่ชอบการทำหนังที่มีไดอะลอกนะ ใน ‘หมอนรถไฟ’ ก็ยังมีการสื่อสารด้วยบทสนทนาอยู่แต่ก็ไม่ได้มากนัก คืออนาคตเราจะทำหนังแบบไหนต่อไปเราไม่รู้ เพียงแต่ช่วงที่ผ่านมาเราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเราเองมีเรื่องที่อยากจะพูดออกที่ชัดเจนออกมาโดยมุมมองส่วนตัว เรายังสนุกกับมองคนอื่นๆ แล้วจึงนำสิ่งที่คนอื่นกระทำมาตีความเองมากกว่า ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้ต้องการระบุชัดเจนว่าเราจะสื่อสารอะไรขนาดนั้น เราไม่ได้มี Agenda ขนาดนั้นเพราะเราเองก็ยังไม่มั่นใจในจุดยืนของตัวเองเหมือนกัน ก็เลยแค่หวังว่า การนำเสนอสิ่งที่เราสังเกตมาก่อนจะนำมาเรียงร้อยเป็นเรื่องนี้ มันจะกระตุ้นให้ผู้คนเกิดบทสนทนาต่อไปจากมันได้

คือแน่นอนว่าหนังมันก็มีมุมมองส่วนหนึ่งของเราอยู่ แต่เราก็ไม่ได้ปิดกั้นให้ผู้ชมไม่สามารถตีความด้วย เราเลยพยายามที่จะอยู่ในเส้นตรงกลางตรงนี้ เลือกถ่ายด้วยเฟรมแบบนี้ ตัดต่อแบบนี้ มันมี Agenda ของเราอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งส่วนที่เหลือเราก็อย่างให้เป็นพื้นที่ของผู้ชมด้วย มันก็เปรียบได้กับการที่เราพยายามสร้างบทสนทนากับผู้ชมเหมือนกัน

สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์

คล้ายกับว่า ‘หมอนรถไฟ’ คือการวาดภาพที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ตีความ

ใช่ คือมันไม่ได้เรียลลิสติกร้อยเปอร์เซ็นต์ แน่นอนว่าฟุตเตจที่เราเก็บมามันเป็นเหตุการณ์จริง แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีสิ่งที่นอกเหนือจากนั้นซึ่งเราเลือกที่จะไม่ให้มองเห็นด้วย

นอกเหนือจากความคิดถึงเมืองไทยแล้ว มีเหตุผลอื่นๆ ไหมที่ทำให้เราจำเป็นจะต้องกลับมาทำหนังที่เมืองไทยเท่านั้น

ตอนที่เราเรียนอยู่ที่นั้นเราก็ทำหนังสั้นอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน แต่ผลงานทั้งหมดมันจะเพี้ยนไปเลยจากสิ่งที่เราเคยทำมาในไทย เพราะว่าเราไม่เข้าใจคนที่นั้น ไม่เข้าใจบริบทหรือสังคมของที่นั้น โอเคละพวกเราดูหนังฮอลลีวูดกันมาเยอะ แต่พอไปอาศัยอยู่ที่นั้นจริงๆ เราก็ยังรู้สึกเป็นคนนอกอยู่ดี ไปถ่ายอะไรเราก็ไม่สามารถเข้าใจมันได้จริงๆ ซึ่งมันยิ่งทำให้เราค้นพบว่าหนังที่เราทำในช่วงนั้นมันจะมีตัวตนของเรามากกว่าปกติ ที่ผ่านมาตอนทำหนังสั้นในไทยมันก็จะเป็นการสังเกตคนอื่นๆ พอมาอยู่ในอเมริกาไม่รู้จะสังเกตใครเราก็มาสังเกตตัวเองมากขึ้น มีอะไรที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นกว่าตอนทำหนังสั้นในไทย อีกอย่างคือด้วยการที่เรียนภาพยนตร์ หนังสั้นที่เราทำออกมาในช่วงนั้นมันจะยิ่งทดลองไปกว่าเดิมอีก เพราะเราไปเน้นเรื่องวิชวลเรื่องซาวด์ เป็นช่วงที่เราสนุกกับการทดลองเทคนิคใหม่ๆ แต่ถ้าให้เราทำThesis เราก็รู้สึกการมาทำที่ไทยน่าจะดีกว่า ซึ่งด้วยพอห่างจากไทยไปนาน การกลับมามองเมืองไทยใหม่มันก็ทำให้เราเห็นหลายอย่างที่เคยมองข้ามไปแล้วรู้สึกว่ามันน่าสนใจ น่าเข้าไปสำรวจมันจริงๆ จากเดิม

วางแผนกลับมาถ่ายทำยังไงบ้าง

ก็หยุดเรียนไปเลย 1 ปี คือเรียนมาสองปีก็ดร็อปไว้ก่อน กะว่าถ่ายเสร็จกลับไปตัดอีกปีหนึ่งก็น่าจะส่งทันแบบสวยๆ ไม่ได้คิดว่าจะลากยาวมาจนถึงทุกวันนี้ (หัวเราะ) คือมันยิ่งถ่ายมันยิ่งศักยภาพของหนังที่จะสามารถเล่าเรื่องไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่มองไว้ว่ากะถ่ายด้วยฟิล์ม หนังยาวเต็มที่ก็ไม่น่าจะเกินชั่วโมงนึง วางธีมไว้เสร็จสรรพว่าจะถ่าย 10 ครอบครัวด้วยฟิล์มสิบม้วน ฟังดูแล้วแบบ เจมส์ เบนนิ่ง (นักทำสารคดีชาวอเมริกัน ที่นิยมถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม. – ซึ่งตัวเขาเป็นอาจารย์สอนที่ CalArts ช่วงที่สมภพเรียนอยู่ด้วย) มากๆ

แต่พี่เจ้ยก็แนะนำว่าถ้าอยากถ่ายฟิล์มจริง ให้เราลองไปถ่ายด้วยวิดีโอก่อน ซึ่งก็เลยมารู้ตัวว่า ถ้าถ่ายฟิล์มจริงๆ งบคงบานล่มจมแน่ๆ อย่างหนึ่งคือ ถ้าเรามาถ่ายครอบครัวละม้วนจริงๆ มันอาจจะไม่ได้อะไรที่น่าสนใจเลยก็ได้ หนึ่งเราควบคุมเด็กไม่ได้ ซึ่งถ้าเกิดเด็กไม่ถามอะไรเลยละ มันก็ต้องเกิดการเซ็ตติ้งเพื่อจะได้สิ่งที่เราต้องการ ซึ่งมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากได้อยู่ดี ก็เลยเลือกจะมาถ่ายทำด้วยวิดีโอแทน ซึ่งแม้จะไม่ได้ภาพสีสันแบบฟิล์มแต่เราก็ประหยัดไปได้มากขึ้น จากที่เราจะสนใจแต่เด็กเราก็มาสนใจคนหลายๆ แบบที่ขึ้นมาบนรถไฟ ซึ่งมันก็มีผลต่อวิธีการตัดต่อสิ่งที่เราเก็บมาได้ด้วย มันเกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น จนรู้สึกว่าหนังสั้นคงจะไม่พอแล้วละ เพราะรถไฟมันว่าด้วยการเดินทางระยะไกล ซึ่งมู้ดของการเดินทางไกลมันจำเป็นต้องใช้เวลาที่มากขึ้นในการเก็บความรู้สึกของคนที่นั่ง

สุดท้ายพอถ่ายไปหนึ่งปีเราก็ยังรู้สึกว่ามันไม่พอ มันยังมีหลายที่ที่อยากไปและยากถ่ายเพิ่ม แต่สุดท้ายก็ส่งนะ แต่เป็นเวอร์ชั่นสั้นนะ  แล้วก็บอกอาจารย์ไปว่าเราจะทำมันต่อนะ คือเราก็ถามอาจารย์นะถ้าสมมติหนังเรื่องนี้มันยาว 2-3 ชั่วโมงจะเป็นอะไรไหม? ซึ่งเจมส์ เบนนิ่ง ที่เป็นหนึ่งในกรรมการ Thesis ของเราก็บอกว่างั้นสี่ชั่วโมงครึ่งไปเลยไหม (หัวเราะ) คือเขาก็พยายามจะผลักดันให้เราต่อให้สุด ซึ่งฟีดแบ็กจากอาจารย์ก็โอเคนะ เพียงแต่โครงสร้างของหนังมันอาจจะยังไม่ชัดเจนเท่ากับฉบับปัจจุบันนี้ ซึ่งอาจารย์ดูแล้วก็เข้าใจละว่ามันต้องยาว สุดท้ายก็ให้เราจบ

หลังจากเรียนจบแล้วมีพักไหม หรือกลับมาถ่ายเลย

ก็กลับมาทำต่อเลยแต่มันก็ยากขึ้น คือกลับมาถ่ายต่อได้สักพักก็ต้องเริ่มทำงานหาเงินละ ก็กลับมาทำกับพี่เจ้ยเหมือนเดิม มันก็เลยทำให้หนังมันถูกเลื่อนออกมาเรื่อยๆ รวมไปถึงเราก็รอพวกการขอทุนต่างๆ เพื่อมาทำโพสต์โปรดักชั่น เพราะเราเองก็ลงทุนกับมันมาพอสมควรแล้ว ก็เลยคิดว่าถ้ายังไม่ได้ทุนก็ยังไม่ต้องรีบทำให้จบก็ได้ (หัวเราะ)

การมีเครดิตในการทำงานกับพี่เจ้ย มันช่วยให้เรามีโอกาสได้ทุนเหล่านี้เยอะขึ้นไหม

เราก็คิดว่ามันน่าจะช่วยนะ แต่เอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้ช่วยเรามากนัก คือมันคงช่วยให้กรรมการเวลาเห็นชื่อเขาคงสนใจที่จะอ่านโปรเจ็กต์ของเรามากขึ้น แต่สุดท้ายเขาจะให้ไม่ให้ มันก็ต้องเกิดมาจากความน่าสนใจของแต่ละโปรเจ็กค์ด้วย อีกอย่างคือ ช่วงที่รอทุนทำโพสต์ ก็มีการแก้ตอนจบกันเยอะมาก อย่างที่เห็นในหนังฉบับปัจจุบันคือตอนจบแบบที่ 7 ละ ซึ่งเราก็มีการไปถ่ายเพิ่มตัดใหม่เยอะมาก ซึ่งสิ่งที่เรารู้สึกคือ ถ้ามันจะมีสารคดีไทยที่พูดถึงรถไฟ มันก็ควรจะใส่ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับมันเข้าไปด้วย คืออย่างเราเองก็ไม่เคยรู้ประวัติศาสตร์ของรถไฟไทยมาก่อน พอมาได้รู้มันก็น่าสนใจจริงๆ ก็เลยรู้สึกว่ามันควรจะถูกใส่ไว้ในหนังด้วย

**(Spoiler Alert – หลังจากนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนัง)**

แต่ดูเหมือนวิธีการที่ใส่รายละเอียดของรถไฟไทยเข้ามาจะประหลาดมากๆ

คือเราไม่รู้จะใส่มันมายังไงให้แนบเนียนที่สุดเหมือนกัน คือด้วยสไตล์หนังมันก็ไม่ได้เอื้อขนาดนั้น เคยมีไอเดียจะใช้การนั่งสัมภาษณ์คนที่ทำงานรถไฟจริงๆ ในตอนท้ายของหนัง ซึ่งเราก็ไปสัมภาษณ์มาเรียบร้อยแล้วนะ เป็นพี่คนหนึ่งที่ทำงานการรถไฟมาสามสิบปี กะจะใช้เสียงของเขาในการอธิบายความเป็นรถไฟไทย แต่ปรากฏว่าพอมาลองฟังเสียงจริงๆ มันก็น่าสนใจแต่มันก็ยังไม่แข็งแรงพอที่จะเอามาใช้เป็นตอนจบ คือมันได้ในเชิงความสัมพันธ์ส่วนตัวของเขากับการทำงานรถไฟ แต่มันยังขาดความหมายในเชิงกว้างของหนังอยู่ คือเรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องการมองบริบทของประเทศ

จนเราค้นข้อมูลมากขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอประวัติของวิศวกรคนหนึ่ง ที่เขาบันทึกการทำรถไฟไทยตั้งแต่ยุคแรกเริ่มสำรวจเลย คือเขาเป็นคนที่มีประวัติศาสตร์อยู่ในตัวเอง ซึ่งเราก็คิดว่าเราจะสามารถเปลียนมาคุยกับคนๆ นี้แทนได้ไหม แต่เขาก็ตายไปแล้ว สุดท้ายมันเลยกลายเป็นการสร้างตัวละครหนึ่งขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของวิศวกรคนนั้น ซึ่งก็ไม่เชิงจะเอาเขามาแสดงเป็นวิศวกรรถไฟคนนี้เลยเสียทีเดียว เขาก็ยังเป็นตัวของตัวเองอยู่ โดยเราใส่ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องรถไฟไทยให้กับเขาไป และทำให้บทสนทนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมันอิงกับความเป็นไปได้จริงอยู่ มีความเป็นสัจนิยมมหัศจรรย์ (Magical Realism) ซึ่งมันก็ล้อไปกับความเป็นรถไฟไทยดี ที่เราไม่รู้ว่าสุดท้ายเราอยู่ในยุคไหนกันแน่ มีความเป็นอดีต แต่ก็มีความเป็นปัจจุบัน ดังนั้นการสร้างตัวละครนี้ขึ้นมามันก็เป็นการเล่นกับห่วงเวลาด้วยเหมือนกัน เพราะทั้งเรื่องที่ผ่านมา เราก็เล่าเรื่องด้วยโครงสร้างของห้วงเวลา เช้า-กลางวัน-เย็น อยู่แล้ว แต่ในส่วนนี้เป็นก็เป็นเล่นกับห้วงเวลาที่หนักหน่วงมากเข้าไปอีก ข้ามภพข้ามชาติไปเลย

ทุกอย่างมันก็ผนวกรวมเข้ามาด้วยกันทั้งหมด อีกอย่างคือด้วยความเป็นตัวละครชาวต่างชาติที่พูดเรื่องเกี่ยวกับรถไฟไทยมันก็ดูย้อนแย้งจากที่มาของรถไฟไทย ซึ่งเราสร้างเพื่อหนีจากการตกอยู่ใต้อาณานิคมจากต่างประเทศ แต่การที่เราจะหนีจากเขาด้วยการสร้างสิ่งนี้เราก็ยังต้องพึ่งพาชาวต่างชาติเพื่อมาสร้างมันอยู่ดี ซึ่งความย้อนแย้งตรงนี้มันกระตุ้นให้เกิดมิติในแง่มุมต่างๆ กับผู้ชมได้ ทั้งเรื่องเชื้อชาติ อดีต-อนาคต การพัฒนา-ความล้าสมัย หลายอย่างในตัวละครเพียงคนเดียว

ทำไมถึงเลือกที่จะให้ช่วงเวลาทั้งหมดที่ถ่ายทำมากลมกลืนไปทั้งหมด โดยไม่ทำให้มันเป็นหนังที่มีการเล่าเรื่องอย่างชัดเจน

คือหลายปีที่ผ่านมารถไฟไทยมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก มันแค่เห็นบ้างว่ามันการเปลี่ยนแปลง มันจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้ผู้ชมเห็นความเปลี่ยนแปลงของรถไฟไทยอย่างชัดเจน อีกอย่างคือ พอเราทำมาถึงจุดหนึ่งเรารู้สึกว่ามันคือบันทึกทางประวัติศาสตร์ไปแล้ว ความทรงจำตลอด 7-8 ปีที่ผ่านมาในการถ่ายทำมันกลายเป็นก้อนเดียวกันไปหมดแล้ว แม้กระทั่งทางกายภาพของสถานที่แต่ละแห่งที่เราไป มันก็ไม่ได้ถูกแยกอย่างชัดเจนอีกต่อไปว่าคือที่ไหน มันเลยเป็นการเล่าเรื่องที่อุปมาโดยไม่ระบุชี้ชัดถึงเวลาและสถานที่ไปแล้ว รู้แค่ว่ามันคือประเทศไทย เราทั้งตัดเสียงซึ่งประกาศสถานีออกไปหมดเลย ตัดภาพป้ายระบุสถานที่ หรือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกสถานที่ออกทั้งหมดเท่าที่จะทำได้ เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตลาดร่มหุบ ทุ่งทานตะวัน ฯลฯ ยกเว้นอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาลซึ่งเป็นจุดเปิดของเรื่อง เพราะหนึ่งเราไม่ได้อยากให้มันเป็นหนัง ททท. ส่งเสริมการท่องเที่ยว ไม่ได้อยากให้คนดูสังเกตได้ว่ามันคือที่ไหน เพราะมันจะดึงความสนใจจากคนดูออกไป เราเลยทำให้มัน Abstract กว่านั้น ไม่งั้นมันจะกลายเป็นหนังตามแลนด์มาร์คกันไป คือถ้าไม่ได้เป็นคนที่เคยไปหรือแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทยมานั่งดูก็จะไม่มีทางรู้เลยเลยว่ามันคือที่ไหน

(ขวา) สมพจน์ กับกล้องคู่ใจ Canon XL2 Mini DV

ในแง่ความเป็นส่วนตัว เราจำเป็นต้องขออนุญาตคนที่เราถ่ายทำด้วยไหม

คือเราแอบถ่ายเขาไม่ได้อยู่แล้ว เพราะกล้อง Canon XL2 Mini DV มันใหญ่มาก ขาตั้งก็ต้องใหญ่มากเพื่อที่จะไม่ให้มันสั่นมันล้มได้ คือเอาขึ้นรถไฟไปทุกคนรู้หมดว่าเราถ่ายเขาละ แต่อาจจะไม่รู้ว่าเราถ่ายเขาตอนไหน แต่ก็เห็นกล้องโดยตลอด กล้องก็หันไปทางเขา ซึ่งแน่นอนเขาก็จะมาถามเราว่าเรามาถ่ายอะไร เราก็บอกไปว่าเรามาทำสารคดีเกี่ยวกับชีวิตคนบนรถไฟนะ ซึ่งพอเขาถามจนพอใจแล้วก็จะไม่ยุ่งกับเราต่อ อีกอย่างคือพอเราถ่ายเสร็จเราก็จะพยายามขอชื่อทุกคนที่เราถ่ายตลอด แต่ก็จะมีบางคนที่เราถามไม่ทันหรือลุกไปก่อนก็มี แต่ขนาดนี้ก็รวมๆ แล้วหลายร้อยคน

การต้องยกกล้องขนาดใหญ่พอสมควรขึ้นไปถ่ายบนรถไฟ เราสามารถเก็บภาพต่างๆ เหล่านี้มาได้อย่างไร

จริงๆ ในหนังมันแทบจะไม่มีการเคลื่อนกล้องเลยนะ แต่จริงๆ มันมีการเคลื่อนกล้องอยู่ 1 ซ็อต แต่คนดูไม่รู้หรอกมันเนียนมาก (หัวเราะ) คือเกือบทุกซีนในหนังมันจะมาแค่เดี๋ยวนั้นจริงๆ ซึ่งเราก็ต้องเปิดหูเปิดตาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ต้องคอยมองให้ทัน

ด้วยความเป็นหนังสารคดีที่ทดลองในการเล่าเรื่องแล้ว จริงๆ มันได้มีการเขียนบทสารคดีไว้หรือเปล่าครับ

ก็ไม่เชิงเป็นการเขียนบทนะเพราะหนังเองก็ไม่มีเส้นเรื่อง แต่จะมีเป็นลักษณะสตอรีบอร์ด ที่เราก็ต้องมาวางโครงสร้างในการเล่าแทน คือพอเราไปถ่ายฟุตเตจมาหลายๆ ร้อยชั่วโมง เราไม่มีทางจำได้หรอกว่าเราถ่ายอะไรมาบ้าง เราก็จะแคปเจอร์จากที่เราถ่าย แล้วก็มาปริ๊นต์เป็นภาพเล็กๆ ทั้งหมดสามสี่พันภาพ เอาภาพเหล่านั้นมาใส่สมุดสะสมสแตมป์ที่มีเป็นช่องเล็กๆ แล้วแต่ละภาพก็จะเขียนรายละเอียดไว้เลยนะว่ามาจากเทปม้วนไหน ภาพที่เท่าไหร่ แล้วก็ระหว่างที่ถ่ายทำเราเทคโน๊ตเยอะมาก คือจดไว้หมดว่าม้วนนี้เราถ่ายอะไรไว้ได้บ้าง เหมือนเป็นสกิลที่ได้จากการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับด้วย

เสร็จแล้วก็มานั่งเรียงซีนต่างๆ เหล่านี้อีกที มันก็เลยเป็นการกึ่งๆ เขียนบทหลังจากที่เราถ่ายทำมาแล้ว มาดูว่าซีนนี้มันน่าจะต่อกับอันนี้ได้ ซีนนี้มาต่อกับอันนี้มันจะเล่าเรื่องหรือสื่อถึงอะไรได้บ้าง ในขณะเดียวกันมาเมคเซ็นต์ในเชิงแสง ในเชิงเวลาไหม ไปจนถึงความเร็วของรถไฟในแต่ละซีนมันจะสัมพันธ์กันไหม เพราะเราแคปมาเป็นภาพนิ่งไง ก็ต้องมาเช็คตอนตัดอีกทีด้วย ซึ่งมันก็คล้ายๆ คนที่เขียนบทเป็นซีนๆ ใส่โพสต์อิท ก่อนจะมาเรียงในภายหลังอีกที แค่สลับกันว่าเขาเขียนบทก่อนไปถ่าย ส่วนเราไปถ่ายแล้วค่อยมาทำทีหลัง ซึ่งพอเราตั้งใจจะตัดมันแบบตามลูปเวลาเช้า-กลางวัน-เย็น พอมานั่งเรียงซีนแบบนี้เราเลยเห็นว่าเราถ่ายช่วงเวลากลางคืนมาน้อยไป ก็ต้องไปถ่ายเพิ่ม หรืออยากได้ช่วงตอนเช้าๆ แสงสวยๆ เราก็ไปถ่ายเพิ่มมาได้

การนำซีนที่ถ่ายทำมาเรียงเพื่อลำดับการเล่าเรื่องก่อนตัดต่อ

ส่วนตรงท้ายเรื่องที่เป็นการแสดง เราก็เขียนบทไว้ แต่พอถึงเวลาแสดงจริงๆ ก็เป็นลักษณะการอิมโพรไวส์มากกว่าซึ่งนักแสดงก็ทำได้ดีมากๆ ด้วย ดูเป็นธรรมชาติทั้งๆ ที่ไม่ใช่ภาษาที่หนึ่งของเขา คือเขาเป็นคนฝรั่งเศส แต่เล่นเป็นคนอังกฤษแถมพูดไทย คือมันก็น่าขำดีตรงที่สมัยนั้นมันยังเป็นยุคล่าอาณานิคม มีอังกฤษ มีฝรั่งเศส มีโปรตุเกส ซึ่งสุดท้ายตัวละครนี้ก็เลยกลายเป็นคอเคเซียนไปเลย (หัวเราะ)

ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นต่อดู ‘หมอนรถไฟ’ คือเหมือนหนังพยายามจะเล่นกับคำว่า “หมอน” ทั้งการจับจ้องไปที่คนซึ่งนอนหลับอยู่ หรือในเชิงความรู้สึกตอนดูที่ผ่อนคลายชวนพักผ่อนมากๆ

คือตั้งใจนะที่ให้ผู้ชมรู้สึกอย่างนั้น เพราะตอนแรกหนังมันใช้ชื่อว่า Are We There Yet? ซึ่งก็มาจากไอเดียแรกที่เป็นเด็กถามพ่อแม่ว่าจะถึงหรือยัง ซึ่งพอมันเปลี่ยนไป เราก็อยากได้ชื่อที่มันมีความเป็นกวีมากขึ้นเพราะหนังมันไปในโทนนั้น ซึ่งก็ยังคิดไม่ออกจนไปเจอคำว่า Railway Sleeper ซึ่งมันก็แปลว่าไม้หมอนรถไฟจริงๆ แล้วมันเป็นคำที่น่ารักดี แล้วคำว่า Sleeper มันก็น่าสนใจด้วย เพราะมันแปลได้หลายความหมาย ทั้งแปลว่าคนนอน หรือแปลว่าคนที่มีความสามารถซุกซ่อนอยู่ เป็นคนที่ดูเหมือนจะเฉยๆ แต่มีอะไรบางอย่างอยู่ แล้วในหนังเราเองมันก็มีภาพคนหลับเยอะ บรรยากาศในหนังก็คล้ายกับผู้คนกับตกอยู่ในห่วงความฝัน

ในขณะเดียวกันหนังเราก็พูดถึงรถไฟที่มันพัฒนาช้ามากๆ เหมือนถูกแช่แข็งในกาลเวลา แต่มันก็ยังมีศักยภาพที่ซุกซ่อนอยู่ รถไฟสามารถนำพาความเจริญมาสู่ผู้คนได้ เพียงแต่มันยังไม่ได้ถูกปลุกขึ้นมาเท่านั้น ทุกๆ อย่างที่ว่ามามันก็ล้อกับคำว่า หมอนรถไฟ ในภาษาไทยได้หลายชั้นดี ก็เลยมาลงตัวที่ชื่อนี้

เรื่อง : ชลนที พิมพ์นาม
ภาพ : Phim Umari

 

Railway Sleepers เข้าฉายแล้ววันนี้
ติดตามรอบฉายของ ‘หมอนรถไฟ’ ได้ที่ facebook.com/DocumentaryClubTH


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่
facebook : BIOSCOPE Magazine