(World Cinema) เมื่อ Moonlight + La La Land = Saturday Church หนังเกย์ผิวสีกับดนตรีมิวสิคัล

Home / bioscope / (World Cinema) เมื่อ Moonlight + La La Land = Saturday Church หนังเกย์ผิวสีกับดนตรีมิวสิคัล

เด็กหนุ่ม, เกย์, สีผิว, ศาสนา, ความเชื่อ, ดนตรีมิวสิคัลและการเล่าเรื่องอันหมดจด เหล่านี้ทำให้ Saturday Church กลายเป็นหนังม้ามืดจากผู้กำกับหน้าใหม่ที่กวาดคำชมและเสียงปรบมือกราวใหญ่ในการฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลหนังทริเบกา จนมันถูกวางให้เป็นม้ามืดและเป็นรุ่นน้องของหนังเกย์ของคนผิวสีรุ่นพี่ที่เพิ่งคว้ารางวัลออสการ์ไปอย่าง Moonlight (2016) และความที่มันเป็นดนตรีมิวสิคัล ก็ทำให้มันถูกมองว่าเป็นรุ่นน้องของ La La Land (2016) เช่นกัน

แม้จะดูใกล้เคียงกับหนังชิงออสการ์ของปีก่อนทั้งสองเรื่อง แต่ Saturday Church ก็ไม่ได้เดินรอยตามหนังรางวัลทั้งหมด มันเล่าถึง ยูลิสซีส (ลูคา คาอิน) เด็กหนุ่มผิวดำวัย 14 ที่เริ่มตั้งคำถามต่อเพศและความเชื่อของตัวเองอย่างซื่อตรง ท่ามกลางการดูแลของพ่อผู้เคร่งครัดประจำครอบครัว

นี่เป็นหนังยาวเรื่องแรกของผู้กำกับ ดามอน คาร์ดาซิส ที่ได้รับคำวิจารณ์ว่าราวกับเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง Moonlight และ La La Land เมื่อหนังของคาร์ดาซิสว่าด้วยเรื่องเกย์ผิวสีหนุ่มน้อยที่รู้สึกโดดเดี่ยวแปลกแยก และบอกเล่าความรู้สึกตัวเองเป็นบทดนตรีอย่างหนังมิวสิคัล!

หนังเล่าถึงความแปลกแยกและเป็นอื่นของคนผิวสีที่เริ่มเรียนรู้ว่าตัวเองเป็นเกย์ในสังคมใหญ่ ผ่านท่าทีของหนังก็อบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขัน ทั้งฉากที่ยูลิสซีสแอบเอาส้นสูงของแม่มาใส่, แอบอ่านนิตยสารเกย์ (ด้วยความรู้สึกผิดแกมประหม่า) ทั้งยังไปไกลถึงการตั้งคำถามต่อความเชื่อและศาสนาที่ปิดกั้นเสรีภาพความต้องการพื้นฐานของมนุษย์อย่างเรื่องเพศด้วยท่าทีเป็นมิตร

“Saturday Church เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวของมนุษย์ ซึ่งผมคิดว่าทุกคนน่าจะเชื่อมโยงกับเรื่องราวในหนังได้” คาร์ดาซิสเล่า “ไม่ว่าคุณจะเคยตั้งคำถามกับเพศหรือตัวตนของคุณหรือไม่ แต่มันคือการเดินทางค้นหาตัวตนของคนเรานั่นเอง และตรงนี้แหละที่ผมคิดว่าเราทุกคนน่าจะมีประสบการณ์ร่วมกัน”

ดามอน คาร์ดาซิส

ทันทีที่ตั้งโจทย์เรื่องที่อยากเล่าได้ คาร์ดาซิสก็วางแผนว่าจะเล่ามันออกมาเป็นมิวสิคัล-ซึ่งแน่นอนว่าท้าทายเขาพอสมควร “หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยความหลากหลายพอสมควร อย่างหนังบางเรื่องเน้นบทพูด บางเรื่องก็แทบไม่มีส่วนประกอบของดนตรีเลย สำหรับเรื่องนี้ ผมใส่ทั้งดนตรี ทั้งท่าเต้น ทุกอย่างเลย”

หนังได้รับคำวิจารณ์ว่าถ่ายทอดออกมาอย่างบริสุทธิ์ ผ่านสายตาของยูลิสซีสที่เต็มไปด้วยการตั้งคำถามต่อสิ่งรอบตัว และการเรียนรู้ที่จะได้รับการยอมรับจากสังคมต่อสิ่งที่ตัวเองเป็นด้วยท่าทีชวนอบอุ่นและเป็นมิตร ทั้งยังบอกเล่าความรู้สึกของตัวเอกผ่านบทเพลงและบัลเลต์ซึ่งถ่ายทอดออกมาได้อย่างสวยงามชวนฝัน เหนืออื่นใด หนังยังทำให้เราตระหนักได้ถึงความหลากหลายและการค้นหาตัวตนของวัยรุ่นผู้เปราะบางอีกด้วย

“ความรักและการได้รับการยอมรับนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด มนุษย์เต็มไปด้วยความหลากหลายทางรูปร่างหน้าตา เพศ เชื้อชาติ ซึ่งถึงที่สุดแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สำคัญอะไรเลย”

“เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะยอมรับคนอื่น เรียนรู้ที่จะรัก และเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเอง-เมื่อนั้นแหละครับที่คุณเข้มแข็งแล้ว”

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่
facebook : BIOSCOPE Magazine