(Spoil) ชำแหละหนัง ฉลาดเกมส์โกง ผ่านสายตาของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล หัวเรือขบถการศึกษาไทย

Home / bioscope / (Spoil) ชำแหละหนัง ฉลาดเกมส์โกง ผ่านสายตาของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล หัวเรือขบถการศึกษาไทย

ชื่อของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล หรือแฟรงค์ นิสิตชั้นปี 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลายกระแสขึ้นมาอีกครั้งหลังเขาคว้าตำแหน่งประธานสภานิสิตจุฬาฯ ขณะที่ก่อนหน้านี้ เราอาจคุ้นชื่อของเขาอยู่เป็นระยะๆ ในฐานะเด็กหนุ่มที่วิเคราะห์และชำแหละวัฒนธรรมจารีตในสังคมอย่างออกรส

กับหนังที่พูดถึงระบบการศึกษาอย่าง ฉลาดเกมส์โกง นั้น เนติวิทย์ก็ไม่พลาดที่จะตีตั๋วเข้าชม ก่อนจะออกมาวิเคราะห์และชำแหละรากของการศึกษาไทยที่เป็นบ่อเกิดความโกงภายในหนังอย่างเฉียบคม

ชอบหนังไหม

ถือว่าเป็นหนังไทยที่น่าสนใจมาก ผมชอบนะ รู้สึกค่อนข้างประทับใจว่านานๆ จะได้เห็นหนังดีๆ แบบนี้สักเรื่อง

 

คิดว่าบ่อเกิดของปัญหาในหนังจริงๆ แล้วคืออะไร

บ่อเกิดของปัญหาจริงๆ คือความเหลื่อมล้ำ และความไม่กล้าเผชิญความจริงของคนในสังคม

พ่อแม่ผู้ปกครองในหนังที่ยินยอมจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะ ทำไมเราต้องจ่ายแป๊ะเจี๊ยะ หรือให้ลูกเข้าเรียนที่โรงเรียนนี้ แล้วลูกอยากเรียนหรือเปล่า เรียนแล้วมีความสุขไหม เรียนแล้วทำให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้นไหม ก็ไม่ถาม ไม่คิดกัน ผู้ปกครองเอาแต่คิดว่าลูกจะได้ไปเมืองนอก มีชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น

ในหนังทุกคนพยายามหลีกเลี่ยงความจริง แม้แต่ลิน ตัวเอกของเรื่อง ที่ยอมรับการเข้าระบบในที่สุด เป็นคนดีของสังคมไปเลย ทั้งที่ตอนแรกผมว่าก็น่าสนใจ ที่ลินชี้หน้าด่า ผอ. โรงเรียนเรื่องค่าแป๊ะเจี๊ยะ แต่ตอนหลังลินก็กลับเป็นตัวละครที่เข้าใจระบบซะเอง เป็นคนดีขึ้นมาเลย

มองเรื่องความเหลื่อมล้ำยังไง

อย่างในหนัง เราเห็นได้ชัดเจนว่าคนรวยกับคนจนมีสถานะที่แตกต่างกันมาก คล้ายๆ เรื่องลูกกระทิงแดงที่เป็นคดีอยู่ นั่นก็เป็นคดีของคนรวย เอาจริงๆ นะครับ แม้คนรวยจะผิดก็จริง แต่สุดท้ายเขาก็จะมีทางไป ขณะที่คนจนนั้นสุดท้ายกลายเป็นแพะ ต้องซวยอยู่ในประเทศนี้ต่อไป คนรวยต่อให้สอบไม่ผ่าน เขาก็มีที่ไป คนรวยจะไปไหนในโลกก็ได้

การศึกษามันเป็นเครื่องมือไต่เต้าทางชนชั้น อย่างการเข้าโรงเรียนนี้จะได้มีโอกาสไปเมืองนอกมากกว่า หนังทำให้เห็นความทุกข์ยากของการศึกษาชัดเจนมาก แล้วมันเป็นเรื่องจริงด้วย ทั้งการไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมฯ, สอบเข้าที่จุฬาฯ ก็ดี หรือโรงเรียนนานาชาติก็ดี ไม่ใช่เพราะว่าอยากไต่เต้าทางชนชั้นกันเหรอ สุดท้ายก็ไปคบคนรวย คนมีระดับ มีเส้นสาย นี่ไม่ใช่เหรอที่คาดหวังกัน

 

ตัวคุณเองก็เรียนอยู่จุฬาฯ มองเรื่องนี้ยังไง

มหาวิทยาลัยก็คล้ายๆ ในหนัง ถามหน่อยว่าในหนังนี่มีใครอยากมุ่งเรียนเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการไหม ไม่มี ไม่มีเลย ไม่มีใครบอกว่าเรียนเพราะอยากเรียน แต่ทุกคนเรียนเพราะถูกบังคับ ที่จุฬาฯ ก็เหมือนกัน หลายคนคิดว่า มาเรียนแล้วเมื่อไหร่จะจบ จบไปจะมีงานทำหรือเปล่า

เคยลอกข้อสอบเพื่อนไหม

ผมลอกประจำและรู้สึกผิดด้วย เข้าใจตัวละครเลย ผมลอกวิชารักการอ่าน ซึ่งเขาให้หนังสือเรามาอ่าน 60-70 หน้า แล้วมีทุกกลุ่มสาระ กลุ่มภาษาไทย กลุ่มศิลปะ กลุ่มสุขศึกษา กลุ่มละ 5-6 เล่ม แล้วให้เราเขียนว่าอ่านอะไร ใครจะไปอ่าน ผมไม่สนใจศิลปะทำไมผมต้องอ่าน เรียนก็เยอะและหนัก ก็ลอก ระบบมันทำให้เราชินกับเรื่องแบบนี้

แต่เราก็จะมาโทษบุคคลไม่ได้ เพราะพวกเราเองก็ดีไซน์ให้ระบบมันเป็นแบบนี้ การศึกษาคือการยัดเยียด เหมือนฝากธนาคารน่ะ ฝากไปเรื่อยๆ ไมได้คิดว่าเด็กรู้สึกอะไร การศึกษาเราไม่มีความรู้สึกมากเพียงพอ เหมือนที่ครูในหนังก็ไม่ได้สนใจเวลามีคนมาบอกว่ามีการลอกข้อสอบในห้อง เขาแค่นั่งๆ นอนๆ นี่คือการศึกษาที่ถูกออกแบบมาแล้ว จงแข่งขันกัน

ผมว่าตัวละครทุกตัวมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แต่ประเทศไทยกดเรื่องเหล่านี้ไว้ ช่วยไม่ได้จริงๆ มันต้องกลับมาถามว่าระบบการศึกษาเราให้ค่ากับอะไร

 

ในฐานะที่ตัวคุณเองถูกมองว่าเป็นฝ่ายขบถต่อจารีตต่างๆ โดยเฉพาะระยะนี้ที่คุณเพิ่งถูกเลือกให้เป็นประธานฯ คุณเทียบเคียงตัวเองกับหนังยังไง

ผมจะไม่ยอมเป็นตัวละครแบบนางเอกในหนัง คือทำไปเป็นคนดีในท้ายที่สุด ไม่ใช่สิ มันไม่ดีก็คือมันไม่ดี ก็ต้องเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ใช้ความสามารถของเราในการแก้ปัญหาเหล่านี้ จะเห็นว่าในหนังนั้นไม่มีใครกล้าหาญเลย ไม่มีใครกล้าแหวกอะไร ทุกคนเก็บกดหมด มีปมด้อยลึกๆ แล้วเวลาปลดปล่อยออกมาก็เป็นการปลดปล่อยในเชิงโกงหรือทำลายล้าง

ตัว ผอ. เองก็ถูกกดจากระบบ คืออยากได้เด็กเก่งๆ มาเข้าเรียนที่โรงเรียน เอาเด็กที่สอบได้คะแนนดีๆ ขึ้นป้าย เพราะความเหลื่อมล้ำทางสังคมนี่แหละ แต่หนังไม่ได้เสนอทางเลือกอื่นให้เราได้เห็น นอกจากทางเลือกว่าถ้าจะขบถ ก็ต้องขบถในรูปแบบนี้ คือเป็นการโกงไปเลย แต่มันไม่ได้ขบถแล้วเปลี่ยนแปลงอะไร

เสียดาย ถ้าหนังรู้จักกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท (กลุ่มนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวเรื่องความหลากหลายในการเรียนและอิสรภาพของนักเรียน) ก็น่าจะสนุกกว่านี้ อาจจะทำให้เรื่องมีมิติมากขึ้น ผมอยากให้หนังมันนำเสนอความขบถที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรมากกว่านี้นะ

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่
facebook : BIOSCOPE Magazine