(BIOSCOPE People) เมื่อเสียงเล่าเรื่อง: พันธวิต เคียงศิริ นักทำสกอร์หนังชาวไทยในโลกฮอลลีวูด

Home / bioscope / (BIOSCOPE People) เมื่อเสียงเล่าเรื่อง: พันธวิต เคียงศิริ นักทำสกอร์หนังชาวไทยในโลกฮอลลีวูด

เราล้วนเคยได้ยินงานของเขามาแล้วผ่านหนังดังอย่าง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5 (2013),  The Monkey King (2014) ไปจนถึงซีรีส์สารคดีสุดฮิตทางเน็ตฟลิกซ์อย่าง Chef’s Table และซีรีส์ธริลเลอร์เรตติ้งดีอย่าง  The Expanse จากช่อง Syfy

เบื้องหลังดนตรีประกอบที่ดังเป็นฉากหลังของเรื่องราวเหล่านั้น มาจากการเรียบเรียงของ พันธวิต เคียงศิริ หรือบาส งานของเขาไม่เพียงแต่เป็นหลักฐานพิสูจน์ความสามารถในการเรียบเรียงเสียงประสานหรือประพันธ์เพลงเท่านั้น แต่มันยังสะท้อนถึงความหลากหลายต่อรสนิยมการฟังเพลงของเขาโดยไม่ตัดสินมันผ่านฉากหน้า-นั่นจึงเป็นคำตอบว่าทำไมงานของพันธวิตจึงปรากฏอยู่ในหนังและซีรีส์หลายรูปแบบ

ในฐานะลูกศิษย์และผู้ช่วยคนสำคัญของ คริสโตเฟอร์ ยัง (Spider-Man 3, Ghost Rider, Creation) คอมโพสเซอร์และนักทำสกอร์หนังระดับโลก นับเป็นใบเบิกทางเข้าสู่การทำงานในฮอลลีวูดของพันธวิต-ที่ก็แลกมาด้วยความสามารถและความพยายามของเขา

เราคุยกันผ่านอีเมล์ พันธวิตส่งข้อความเสียงกลับมาตอบคำถาม หลายครั้งที่ตั้งใจฟังเขาตอบ เราจะพบเสียงเครื่องดนตรีบางชิ้นแว่วกังวานเป็นฉากหลัง เหมือนเป็นสิ่งยืนยันว่าดนตรีนี่เองที่อยู่กับเขาทุกจังหวะชีวิต

ได้ยินมาว่าคุณสนใจดนตรีตั้งแต่เด็ก

จริงๆ ไม่ได้ชอบดนตรีตั้งแต่เด็กขนาดนั้น ผมจำได้ว่าตอน 5 ขวบแม่ให้ผมเรียนเปียโนดู แต่ไม่ชอบเลยเลิกไปอยู่นานพอสมควร แต่ว่าก็เริ่มกลับมาสนใจดนตรีจริงๆ จังๆ ช่วงอายุ 11-12 ปี ตอนนั้นฟังเพลงเยอะมาก ทั้งเพลงคลาสสิก เพลงประกอบภาพยนตร์ ผมฟังเยอะแต่ไม่ได้กลับมาเล่นดนตรีหรือแต่งเพลง ฟังเฉยๆ จนอายุ 14 ถึงเริ่มสนใจกลับมาเรียนดนตรีจริงๆ จังๆ และเริ่มแต่งเพลงช่วงนั้นครับ

แต่ตอนอายุ 12 ผมได้ฟัง Moonlight Sonata ของ บีโธเฟน เป็นครั้งแรก ฟังปุ๊ปติดใจทันทีเลย ชอบมาก ถึงขั้นฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วก็พบว่าแต่ละครั้งที่ผมฟังซ้ำ มันได้ยินดีรายละเอียดอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลาทุกครั้งที่ฟัง

นี่เป็นสิ่งที่ผมชอบมากในดนตรีคลาสสิก คือแต่ละเพลงมีอะไรให้ผมค้นหาอยู่ในนั้นเยอะ ไม่ใช่แค่ฟังผ่านๆ แล้วจบไป ไม่ว่าจะท่วงทำนองที่แตกต่าง สไตล์ เสียงประสานที่น่าสนใจ หรือว่าสีสันต่างๆ ของเครื่องดนตรีที่นักประพันธ์ผสมขึ้น

 

จุดเริ่มต้นของการมาทำดนตรีประกอบหนังคืออะไร

ย้อนกลับไปตอนเด็กอีกแล้ว คือผมได้ดูหนังเรื่อง Star Trek: Insurrection (1998) เป็นครั้งแรกที่ดูหนังแล้วสังเกตว่ามันมีดนตรีประกอบอยู่ คือในสตาร์เทร็คภาคนั้นหรือภาคอื่นๆ เองก็ตาม มันจะมีทำนองหลักที่ติดหูมาก และทำให้ผมติดใจมากตอนดูหนัง และสังเกตว่าดนตรีประกอบแบบนี้ไม่ต่างจากดนตรีคลาสสิกเท่าไร การสร้างทำนอง การสร้างเสียงประสาน หรือสีเครื่องดนตรีที่ใช้ ทั้งหมดมันมาในลักษณะคล้ายๆ ดนตรีคลาสสิกเลย

พอดูหนังจบ ผมรีบวิ่งไปร้านซีดี ไปหาดนตรีซาวด์แทร็คมา แล้วก็ฟังแล้วฟังอีก ซ้ำๆ กันเหมือนตอนเจอดนตรีคลาสสิกช่วงแรกๆ เลยทำให้ผม อยู่ๆ ก็ลุกมาคิดเลยว่า วันหนึ่งผมจะต้องไปเขียนเพลงประกอบหนังแบบนี้ให้ได้เลย

สำหรับคุณแล้วดนตรีประกอบหนังสำคัญแค่ไหน 

สำคัญมากครับ เพราะดนตรีประกอบสามารถเข้าถึงผู้ชมได้อย่างรวดเร็ว และสามารถช่วยให้เรารู้สึกถึงอารมณ์ของหนังหรือฉากนั้นๆ ที่เราดูอยู่ อย่างเช่น เราดูหนังผีแล้วปิดเสียง ช่วงผีออกมามันจะไม่น่ากลัวเลย แต่พอเราใส่ดนตรีที่มันน่าตกใจ น่ากลัวเข้าไป มันจะทำให้เราสะดุ้งเฮือกได้ทันที ส่วนใหญ่ที่เราไปดูหนังผีแล้วตกใจอยากจะกระโดดออกจากที่นั่ง 95 เปอร์เซ็นก็มาจากดนตรีประกอบทั้งนั้น (หัวเราะ)

แล้วมันยังทำให้เราเข้าใจ เข้าถึงตัวละครแต่ละตัวได้ดีขึ้นอีกเช่นกัน คือทำหน้าที่บอกผู้ชมในสิ่งที่ตัวละครหรือตัวนักแสดงไม่สามารถสร้างให้เรารู้สึกได้

 

ในตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5 คุณก็ทำดนตรีประกอบให้ด้วย

นักแต่งเพลงหลักที่เป็นหัวหน้าทีมของพวกเราคือ พี่ต๋อย-เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน และมีนักแต่งเพลงอีกสองคนที่ช่วยทำเพลงประกอบเพิ่มเติม คือ พี่เอิง-นฤพล ณ พัทลุง และตัวผมเอง ผมทำทั้งหมดห้าฉาก

ฉากแรกคือฉากที่คิดว่าตัวเองทำได้ดีที่สุดและภูมิใจมากๆ คือฉากที่สมเด็จพระนเรศวรกำลังสถาปนาช้างศึกของพระองค์ให้เป็นเจ้าพระยาไชยานุภาพ ซึ่งฉากนี้แทบไม่มีบทพูดหรือซาวด์เอฟเฟกต์ใดๆ เลย ผมเลยมีโอกาสใส่ของลงไปเต็มที่เลยเพราะดนตรีจะเป็นจุดเด่นของฉากนี้

ผมชอบเรียกโมเมนท์แบบนี้ว่า สตีเวน สบีลเบิร์ก โมเมนท์ครับ เพราะว่าสปีลเบิร์กเป็นผู้กำกับที่ให้ความสำคัญกับดนตรีประกอบอย่างมาก เวลาเขาสร้างหนังแต่ละเรื่อง เราจะเห็นว่าจะมีอย่างน้อยๆ หนึ่งฉากที่เขาเว้นภาพแบบไม่มีเสียงอื่นมารบกวน ซาวด์เอฟเฟ็กต์หรือบทพูดก็ไม่มี เป็นภาพยาวๆ ว่างไว้ ปล่อยให้คอมโพสเซอร์ที่เขาทำงานด้วยเป็นประจำ คือ จอห์น วิลเลียมส์ ได้แต่งเพลงและโชว์ของได้เต็มที่ เพราะฉะนั้นเวลาผมเห็นฉากแบบนี้ผ่านมาเลยดีใจเป็นพิเศษ และชอบตะโกนว่า ยอดเยี่ยม! สบีลเบิร์ก โมเมนท์มาแล้ว! (หัวเราะ) ดีใจจัง

นอกจากนั้นก็ได้เรียบเรียงเสียงประสานให้วงเครื่องสายสำหรับเพลงปิดท้าย เป็นเพลงร้อง ชื่อสมรภูมิสุดท้าย แต่งโดยพี่ต๋อย เทิดศักดิ์ เครื่องสายในเพลงรวมถึงเพลงประกอบในฉากอื่นๆ เราได้นำมาบันทึกเสียงที่ฮอลลีวูด นักดนตรีเครื่องสายที่เชิญมาบรรเลงก็เป็นนักดนตรีชั้นนำจากที่นี่ทั้งสิ้น

 

สิ่งที่อยากแนะนำรุ่นน้องหรือคนที่อยากเป็นคนทำดนตรีประกอบหนัง

นี่เป็นคำถามที่ผมถูกถามบ่อยมากเลยครับ

การทำเพลงประกอบหนัง เราไม่ได้อยู่กับตัวเองอย่างเดียว ไม่เหมือนการแต่งซิมโฟนีหรือคอนแชร์โตซึ่งเราอยู่กับตัวเอง สมองเราเอง ความคิดตัวเอง แต่งยังไงก็ได้แล้วแต่เรา แต่พอทำเพลงประกอบหนัง มันเป็นทีมเวิร์ค เราต้องทำงานร่วมกับคนอีกร้อยคนในหนังแต่ละเรื่อง ไม่ว่าจะผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ หรือคนทำเสียงอย่างซาวด์ ดีไซเนอร์ก็ดี เราต้องไม่อวดดี ต้องถ่อมตัวตลอดนะครับ เพื่อให้การทำงานของเราราบรื่นที่สุด

แล้วก็… ผมอยากให้ทุกคนที่ทำเพลงประกอบหนังมองหาทีม สร้างทีมของตัวเองให้แน่นเข้าไว้ ทีมของเราจะต้องประกอบไปด้วยคนที่เราสามารถเชื่อใจได้ ยกตัวอย่าง บางตำแหน่งที่เราควรจะมองหาไว้คือ มิวสิคโปรดิวเซอร์ เป็นคนที่จัดแจงการจ้างนักดนตรี ดูสนธิสัญญาทั้งหลาย หรือจัดการตารางเวลา ตอนนี้ของผมมีภรรยาผมชื่อคุณจูจู้มาช่วยทำ การทำงานสเกลใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ต้องมีทีมครับ หาคนที่ไว้ใจได้จะช่วยให้เราทำงานได้ราบรื่นและได้เวลาโฟกัสกับการแต่งเพลงมากขึ้น

สุดท้าย ผมอยากให้น้องๆ ทุกคนได้หมั่นหาความรู้ทางด้านดนตรีเข้าหาตัวอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเทคนิคใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือเพลงแนวใหม่ๆ ที่เราไม่ค่อยได้ฟัง ฟังเพลงให้ครบทุกแนว ฝึกฝนตัวเองให้ทำเพลงให้ได้ทุกแนวและต้องทำให้ดี เพราะนักแต่งเพลงประกอบหนัง เราจะไม่ถูกสั่งให้แต่งเพลงสไตล์เดียวหรือสไตล์ของเราเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่ แต่ละงานก็จะขอให้เราแต่งเพลงในสไตล์ที่แตกต่างกันไป มันหลากหลาย

ขอแนะนำว่าให้เปิดใจกว้างเอาไว้ อย่าดูถูกดนตรีประเภทอื่นที่เราไม่ชอบ-วันหนึ่งมันอาจจะเป็นประเภทเพลงที่ช่วยชีวิตเราไว้ก็ได้ครับ


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine