(BIOSCOPE Theatre) Office ‘พนักงานดีเดือด’

Home / bioscope / (BIOSCOPE Theatre) Office ‘พนักงานดีเดือด’

คงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่ต้องรับมือกับเรื่องชวนหงุดหงิดระหว่างวันทั้งจากเจ้านายจู้จี้ เพื่อนร่วมงานขี้เม้าธ์ หรือกระทั่งแม่บ้านจอมสู่รู้ …แม้แต่พนักงานผู้สุดแสนอุทิศตนแห่ง ‘ทีมขาย 2’ ของบริษัทชื่อดังอย่าง คิมบยองกุก (รับบทโดย แบซองวู) ยังต้องเผชิญกับวันห่วยแตกในออฟฟิศ ซึ่งนำเขาไปสู่การระเบิดความโกรธแค้นเกินคาดใส่ลูกเมียแท้ๆ ของตนอย่างโหดเหี้ยม ก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ร้อนถึงนายตำรวจสืบสวน จองฮุน (ปักซองวุง) ที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามาคลี่คลายคดี โดยเริ่มจากสอบปากคำบรรดาเพื่อนร่วมงานของคิมที่ออฟฟิศ ทว่าทุกคนดูเหมือนจะปิดบังความลับบางอย่างไว้ รวมถึงพนักงานฝึกหัดนาม ลีมิเร (รับบทโดย โคอาซุง จาก The Host, Snowpiercer) ผู้แม้จะสนิทสนมกับคิมที่สุดก็ยังไม่สามารถปริปากให้การ เพราะถูกเพื่อนร่วมงานตำแหน่งสูงกว่าห้ามเปิดเผยข้อมูล ‘ภายใน’ แก่ตำรวจ

แต่ยิ่งจองฮุนถลำลึกมากเท่าไร เขาก็ยิ่งพบความจริงว่าสังคมในออฟฟิศแห่งนี้เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งขนาดไหน และยิ่งวัน ชะตาของพนักงานออฟฟิศที่เหลืออยู่ก็ยิ่งแขวนอยู่บนเส้นด้าย ทุกคนต่างหวาดผวาว่าสิ่งที่ตนเองก่อไว้ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจจะย้อนกลับมาล้างแค้นเป็นโบนัสส่งท้ายอย่างน่าสยดสยอง!

BIOSCOPE Theatre : Office ‘พนักงานดีเดือด’
วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม / 13.00 น. และ 22.00 น.
ชมฟรีทางออนไลน์ที่ movie.mthai.com/bioscopetheatre

ฮ็องวอนชัน คนเขียนบทที่ผันตัวมากำกับเรื่องแรก โดยผลงานหนังลำดับก่อนๆ ที่เขาร่วมเขียนบท ไม่ว่าจะเป็น The Chaser (2008, นาฮงจิน) The Yellow Sea (2010, นาฮงจิน) และ Confession of Murder (2012, จองบยองกิล) ก็ล้วนเป็นธริลเลอร์ โดยมีจุดร่วมที่น่าสนใจคือ การพยายามกะเทาะด้านมืดอันแสนป่วยไข้ของสังคมเกาหลี ผ่านตัวละครชนชั้นล่าง ภายใต้โจทย์หนังเขย่าขวัญ

สำหรับ Office (2015) แล้ว มองในแง่หนังธริลเลอร์-สยองขวัญ พล็อตข้างต้นอาจทำให้หนังดูเป็นเพียงหนังสืบสวนธรรมดาๆ ที่ผสมความเป็นหนังสยองขวัญ แต่แท้จริงแล้ว แกนสำคัญของมันไปไกลเกินกว่าหนังธริลเลอร์เรื่องอื่นๆ มาก “ผมรู้สึกว่าหนังตระกูลธริลเลอร์ส่วนใหญ่มักนำเสนอเรื่องราวที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร และมุ่งเน้นไปที่การสร้างความระทึกขวัญโดยละเลยที่จะถ่ายทอดปัญหาสังคมใกล้ตัว” ผู้กำกับ ฮ็องวอนชัน อธิบาย “ตอนอ่านบทครั้งแรก ผมก็รู้สึกว่าหนังสามารถสร้างความลุ้นระทึกและขณะเดียวกันก็ตีแผ่และวิพากษ์ปัญหาสังคมเกาหลีปัจจุบันได้ร้ายกาจมากๆ”

ความเครียดที่ก่อตัวขึ้นระหว่างการเรียนและการทำงานอันหนักหน่วงนี่เองที่เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งซึ่งทำให้ประเทศเกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลก

ฮ็องเสริมอีกว่า ออฟฟิศคือระบบสังคมซึ่งเปรียบ ‘การทำงาน’ เทียบเท่า ‘การดิ้นรนเอาชีวิตรอด’ และ ‘การถูกไล่ออก’ ก็ไม่ต่างจาก ‘ความตาย’ …ดังที่เรารู้กันว่า ประเทศเกาหลีใต้ขึ้นชื่อมากเรื่องการทำงานหนัก สังเกตได้จากสถิติขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) ประจำปี 2012 ที่ระบุว่า ชาวเกาหลีใต้ทำงานถึง 2,092 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งเยอะเป็นอันดับสามของประเทศสมาชิก OECD (ชั่วโมงการทำงานของประเทศสมาชิกอื่นๆ เฉลี่ย 1,776 ชั่วโมงต่อปีเท่านั้น) สังคมมนุษย์เงินเดือนจึงเสมือนเกมที่เดิมพันด้วยความอยู่รอดในออฟฟิศ การได้เลื่อนตำแหน่งเปรียบได้กับการเคลียร์คู่แข่งไปทีละสเตจ ส่วนผู้พ่ายแพ้ก็ต้องระทมทุกข์จากความสิ้นหวังที่เอ่อล้นจนข้ามขอบเขตของความตึงเครียดไปหลายเท่า

ยิ่งกว่านั้น ระบบการทำงานในเกาหลีใต้ยังเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยามและกดขี่คนที่ด้อยตำแหน่งกว่า เนื่องจากบุคคลมากอำนาจชอบเล่นระบบการเมืองในองค์กรนั่นเอง “หลังจากสงครามเกาหลีสงบ เกาหลีใต้พัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วเป็นระยะเวลาสั้นๆ จนกระทั่งเกิดรัฐประหารขึ้น วัฒนธรรมทางการทหารมีอิทธิพลต่อสังคมและสถานทำงานอย่างมหันต์ คนเกาหลีใต้จึงมีวัฒนธรรมก้มหัวทำตามผู้ที่มีอำนาจมากกว่าและพยายามเอาชั่วไปโทษคนอื่น นี่คืออิทธิพลห่วยๆ จากระบบทหารที่ส่งผลกระทบทั่วสังคม ไม่เพียงเฉพาะภายในองค์กร แต่ระบาดไปจนถึงภายในโรงเรียนด้วย”

การถูกข่มเหงและความเครียดที่ก่อตัวขึ้นระหว่างการเรียนและการทำงานอันหนักหน่วงนี่เองที่เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งซึ่งทำให้ประเทศเกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลก

“ก่อนเริ่มทำโปรเจ็กต์นี้ มีหลายๆ เหตุการณ์จริงที่เชื่อมโยงกับประเด็นสำคัญของเรื่อง เช่น มนุษย์เงินเดือนที่ฆ่ายกครัวก่อนจะฆ่าตัวตายตาม ซึ่งบางกรณีเขาอาจพยายามปลิดชีพตนเองด้วย แต่ไม่สำเร็จ” ฮ็องเล่า “นอกจากนี้ ยังมีคดีพนักงานออฟฟิศก่อเหตุแทงเพื่อนร่วมงานกลางที่ทำงาน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เมื่อเราลองมองเข้าไปในปัญหาเหล่านี้ก็จะพบว่า มันแสดงถึงสภาพวัฒนธรรมองค์การที่ผันผวนปรวนแปร และเราก็ได้เห็นว่ามันกัดกร่อนและโหดร้ายต่อความเป็นมนุษย์มากเพียงใด”


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine