Art of Screenwriting มนุษย์ผู้ทนทุกข์กับความทุกข์ทน มนุษย์ของ เคนเนธ โลเนอร์แกน

Home / bioscope / Art of Screenwriting มนุษย์ผู้ทนทุกข์กับความทุกข์ทน มนุษย์ของ เคนเนธ โลเนอร์แกน

ภารโรงหนุ่มหน้าเศร้านาม ลี แชนด์เลอร์ ได้รับข่าวร้าย พี่ชายของเขาตาย ทิ้งลูกชายวัยรุ่นนาม แพทริค ไว้ให้เป็นมรดกลีจำต้องเดินทางกลับแมนเชสเตอร์อย่างไม่เต็มใจ และแม้เขาจะคาดไว้ถูกต้องว่าการกลับบ้านครานี้จะเป็นประสบการณ์เลวร้าย ทว่าทั้งเขาและเราคนดูไม่อาจเดาได้ว่ามันจะนำมาซึ่งการเผชิญหน้ากับอดีตที่ทั้งขมขื่นสุดแสนและยากเข็ญเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งจะเยียวยาแล้วข้ามพ้น

บ่อยครั้งที่เราได้พบเรื่องราวของคนผู้ “เติบโต” และ “พากเพียรฟันฝ่าบาดแผลแห่งอดีต” เพื่อจะ “ยอมรับมันและมีชีวิตอย่างเป็นสุขต่อไปในอนาคต” แน่ล่ะ มันคือเส้นเรื่องบันดาลใจ เป็นพล็อตและธีมเบื้องหลังหนังทรงคุณค่าจำนวนมหาศาลในโลกนี้

แต่หนังแบบนั้นไม่ใช่หนังของ เคนเนธ โลเนอร์แกน และมนุษย์แบบนั้นก็ไม่ใช่มนุษย์ของเคนเนธ โลเนอร์แกน

โลเนอร์แกนสนุกสนานกับการเขียนหนังสือมาตั้งแต่เรียนป.5 โดยเริ่มด้วยนิยายไซไฟ (ที่ไม่ใช่แค่เขียนเล่นหน้าสองหน้า ทว่าเขียนต่อเนื่องหลายปีจนเสร็จออกมาเป็นเล่ม) ตามด้วยบทละครเวทีในช่วงไฮสคูล จากนั้นเขาเรียนต่อด้านการเขียนบทละครที่ N.Y.U. และได้เข้าร่วมงานกับคณะละครในนิวยอร์กอันทำให้เขารู้แน่ตั้งแต่บัดนั้นว่า หนทางนี้แหละที่จะเลือกเดิน

เคนเนธ โลเนอร์แกน

 

“แค่เพราะไม่มีใครปล้นธนาคาร…ไม่ได้แปลว่าหนังเรื่องนั้นไม่มีพล็อต”

แม้จะมีงานเขียนบท-กำกับเพียง 3 เรื่องในระยะเวลา 16 ปี แต่หนังจำนวนน้อยกว่านิ้วมือหนึ่งข้างนั้นก็ปรากฏลายเซ็นของโลเนอร์แกนอย่างเด่นชัด พร้อมกับที่ได้รับคำชมท่วมท้นถึงความลึกและสมจริง หนังของเขาก็มักถูกประทับตราด้วยว่า “แทบไม่มีพล็อตอะไรเลย”

“ตัวผมสนใจเรื่องการนำเสนอความเป็นธรรมชาติมากกว่า ผมอยากรู้ว่าเราจะสามารถทำให้เรื่องราวชีวิตจริงๆ มีความเป็นดรามาได้ไหมโดยไม่ต้องขยายมันให้ใหญ่โตเกินเหตุ”

“หนังของผมมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายแม้ใครๆ จะชอบบอกว่าดูเหมือนไม่เห็นจะมีเหตุการณ์อะไรเท่าไหร่ก็ตาม แม้แต่คนที่ชอบหนังผมก็ยังพูดแบบนั้น แต่ความจริงมันมีเรื่องเกิดขึ้นเยอะแยะนะครับ”

“การที่ไม่มีใครปล้นธนาคารไม่ได้แปลว่าหนังเรื่องนั้นไม่มีพล็อตนะ เพียงแต่มันเป็นเรื่องของชีวิตประจำวันของผู้คนธรรมดาทั่วไป คนชั้นกลางที่เคยคิดว่าชีวิตมั่นคงปลอดภัย-เหมือนตัวคุณ เหมือนตัวผม-แล้วก็ต้องมาพบกับเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยปัญหาเล็กๆ น้อยๆ แต่แสนจะสร้างความยากลำบาก”

เริ่มต้นที่ความเข้าใจมนุษย์

บทหนังของโลเนอร์แกนขับเคลื่อนด้วยแรงปะทะระหว่าง ‘จิตสำนึก’ และ ‘จิตใต้สำนึก’ ซึ่งมีผลต่อพฤติกรรมและการแสดงออกของตัวละครโดยตรง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่โลเนอร์แกนสนใจพฤติกรรมมนุษย์ เขามักอำตัวเองว่าเขาโตขึ้นมาใน ‘สมาคมจิตวิเคราะห์นิวยอร์ก’ เพราะแม่และพ่อเลี้ยงของเขาเป็นจิตแพทย์ทั้งคู่

ประจักษ์พยานชั้นดีที่พิสูจน์ถึงคำกล่าวนั้น คือการที่ตัวละคร-และนักแสดงผู้สวมบทตัวละคร-ของโลเนอร์แกนจะไม่แสดงอารมณ์ภายในด้วยท่วงท่าภายนอกอันเป็นสูตรสำเร็จ เพราะโลเนอร์แกนชอบปล่อยให้คนดู “ได้เห็นนักแสดงคิด” อันเป็นสิ่งที่หายากในหนังทั่วไป ใช่ว่าโลเนอร์แกนเริ่มต้นเขียนด้วยการตั้งมั่นว่าตัวละครของเขาจะต้องเก๋ ด้วยการพูดน้อยๆ หรือทำเป็นเก็บงำอารมณ์ ตรงข้าม เขาเล่าว่าสำหรับเขาแล้ว ตัวละครลี แชนด์เลอร์ใน Manchester By the Sea เป็นคนที่แสดงออกอย่างสุดขั้วด้วยซ้ำ เพียงแค่ “เขาต้องมาเจอบทสนทนาหลายๆครั้งที่เขาไม่อยากมีส่วนร่วมด้วย” จึงทำให้เราไม่ค่อยเห็นเขาพูดมากนัก

“ลีต้องต่อสู้เพื่อรักษาสติสัมปชัญญะตัวเองไว้อย่างหนักหนาสาหัสทุกวัน ซึ่งสำหรับผมแล้วนั่นแปลว่าเขาเป็นตัวละครที่มีการแสดงออกสูงนะ เขาแบกรับความเจ็บปวดไว้มหาศาลและใช้ความพยายามมากตลอดเวลาเพื่อให้ตัวเองยังอดทนมีชีวิตต่อไปได้”

เคซีย์ แอฟเฟล็ค อีกหนึ่งเพื่อนสนิทของโลเนอร์แกนและผู้รับบทลีเล่าว่า ทั้งคู่ใช้เวลาเยอะมากกับการคุยกันว่าลีแสดงอารมณ์ออกอย่างไรโดยไม่ใช้การพูดแต่ผ่านการกระทำซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ตัว ในฉากที่ช็อคและรวดร้าวที่สุดฉากหนึ่งของหนัง เราเห็นลีใช้มือและแขนหอบถุงใส่ของชำไว้แน่น

“ในบทเขียนไว้แบบนั้นเลย – เขาหอบถุงใส่ของ เป็นหนึ่งในไม่กี่ฉากที่ผมอ่านแล้วสงสัยว่ามันคืออะไรวะ เพราะถ้าจะให้ผมหงุดหงิด ผมก็แสดงอาการหงุดหงิดก็ได้ ทำไมต้องอยากให้ผมหอบถุงใส่ของด้วย จนถึงตอนถ่ายทำนั่นแหละที่ผมเพิ่งเข้าใจว่ามันใช่มากๆ เลย เพราะตัวละครตัวนี้ไม่ใช่คนประเภทแหกปากตะโกน ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เอามือทึ้งผม แต่เขาเป็นคนที่พยายามควบคุมตัวเอง เก็บกดความรู้สึกไว้กับตัวเอง ดังนั้นพอถึงวินาทีที่ผมคว้าถุงขึ้นมาถือ ผมก็เข้าใจว่าทั้งหมดที่เหลือต้องถูกแสดงออกยังไง ลีแค่พยายามจะประคองตัวเองซึ่งลงท้ายกลายเป็นการแบกทุกอย่างไว้มากเกินไป เขาไม่เคยยอมให้ตัวเองได้รับการปลดปล่อยหรือเยียวยาเลย”

Margaret (2011)

บาดแผลของคนที่ไร้ทางเยียวยา

“ผมเคยดูหนังดีๆ หลายต่อหลายเรื่องที่ว่าด้วยผู้คนซึ่งสามารถฟื้นตัวกลับมาได้หลังผ่านเรื่องเลวร้าย …จริงอยู่ครับ ในชีวิตจริงก็มีคนเยอะแยะที่เป็นแบบนั้น แต่ก็มีอีกบางคนเช่นกันที่ไม่มีวันฟื้นกลับมาได้ สำหรับผม ผมนึกไม่ออกว่าคนเราจะพาตัวเองผ่านช่วงย่ำแย่แล้วลุกขึ้นอย่างกล้าหาญราวกับไม่เคยมีแผลบอบช้ำใดๆ ได้อย่างไร ตัวละครของผมคงไม่มีทางเป็นแบบนั้น พวกเขาเป็นคนที่ไม่เคยเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับปัญหาแล้วก้าวต่อไปอย่างสดสวย แต่ปัญหานั้นจะฝังอยู่กับเขา กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขาไปชั่วชีวิต”

แต่อีกเช่นกัน โลเนอร์แกนไม่เคยเขียนบทด้วยการตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่า “ฉันจะเขียนถึงเรื่องบาดแผลในชีวิตล่ะนะ” เพราะ เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มทำแบบนั้น บทของคุณก็จะลงเอยด้วยการไม่มีอะไรเลย”

Margaret เป็นงานเขียนบทกำกับลำดับที่ 2 ของโลเนอร์แกน ลิซา (รับบทโดย แอนนา พาควิน) เด็กวัยรุ่นที่ทุกอย่างในชีวิตต้องล่มจมเมื่อเธอบังเอิญเป็นเหตุให้คนขับรถเมล์ (มาร์ค รัฟฟาโล) ชนคนตาย

“ตอนเขียน Margaret ผมคิดแค่ว่าจะเล่าถึงเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุร้ายแรงและหนีไปไหนไม่ได้ ไม่รู้จะทำอย่างไร ซ้ำยังไม่สามารถจะขอให้ใครช่วยทำสิ่งที่ควรทำได้ เธอจึงต้องจัดการมันด้วยตัวเธอเอง หลังจากนั้นผมจึงคิดรายละเอียดเติมเข้าไปจนมันขยายออกมาเป็นเรื่องเป็นราว”

บทส่งท้าย : 4 เกร็ดน่าศึกษา จากเคนเนธ โลเนอร์แกน

1) ฟอร์มก็เล็ก ตัวละครก็ไม่เยอะ แถมยังเน้นการแสดง แต่เมื่อมีคนถามว่าเรื่องราวของลี แชนด์เลอร์น่าจะเป็นละครเวทีได้ง่ายๆ มั้ย โลเนอร์แกนตอบว่า “ผมไม่คิดงั้นนะ อาจทำได้ก็ได้ แต่ต้องหาโครงการสร้างการเล่าเรื่องแบบละครที่เหมาะกับมันให้ได้ก่อน”

2) ในท่ามกลางความเศร้าโศก อารมณ์ขันจะมีพื้นที่อยู่ได้หรือไม่ “ผมว่าถ้าใครสามารถทำหนังโดยไม่มีอารมณ์ขันเลย เขาต้องเป็นโคตรรอัจฉริยะแน่ๆ …หรือจะว่างั้นก็ยังไม่ถูกนะ แม้แต่หนังของสแตนลีย์ คูบริคเองก็ยังมีอารมณ์ขันทุกเรื่อง อันที่จริงผมไม่เคยเห็นหนังไร้อารมณ์ขันเรื่องไหนเป็นหนังดีเลย”

3) เมื่อเล่าเรื่องท้องถิ่น เขามีวิธีใส่ ‘สำเนียงพูด’ ให้ตัวละครอย่างไร “ผมชอบฟังสำเนียงคนท้องถิ่นต่างๆ ผมชอบฟังเวลาคนคุยกัน และเวลาเขียนผมก็จะพยายามเขียนสำเนียงและศัพท์ท้องถิ่นทั้งจากที่จินตนาการไว้ จากการหาข้อมูล
ในพื้นที่จริง และจากการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ โดยผมก็จะหลีกเลี่ยงการแสดงออกแบบเป็นสูตรสำเร็จด้วย”

4) “ความบังเอิญ” คือเสน่ห์ของความจริง ไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจ “เวลาเขียนบท ผมพยายามวางไว้หลวมๆ ครั้นถึงตอนถ่าย ผมก็พยายามยึดบทเอาไว้ แต่พร้อมกันนั้นก็เปิดกว้างสำหรับอุบัติเหตุดีๆ แบบนี้ด้วย”

 

ติดตามอ่านเนื้อเรื่องแบบเต็มๆ เกี่ยวกับ Art of Screenwriting ของเคนเนธ โลเนอร์แกน โดย ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ได้ใน BIOSCOPE ฉบับที่ 179 จ้า


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine