(BIOSCOPE People) คอนเนอร์ เจสส์อัป นักแสดงผู้ลุ่มหลงหนังตะวันออก และการร่วมงานกับ เจ้ย-อภิชาติพงศ์

Home / bioscope / (BIOSCOPE People) คอนเนอร์ เจสส์อัป นักแสดงผู้ลุ่มหลงหนังตะวันออก และการร่วมงานกับ เจ้ย-อภิชาติพงศ์

สำหรับคอซีรีส์ อาจคุ้นหน้าคุ้นตากับนักแสดงหนุ่มชาวแคนาดาอย่าง คอนเนอร์ เจสส์อัป จาก Falling Skies (2011) และ American Crime (2015) รวมถึงหนังฉายโรงฟอร์มดีอย่าง Closet Monster (2015)

นอกจากนี้ เขายังลงมือกำกับหนังสั้นไปฉายตามเทศกาลใหญ่ต่างๆ เขาเริ่มลองกำกับหนังสั้นความยาว 6 นาทีเรื่องแรก I Don’t Hurt Anymore! เมื่อปี 2010, Boy หนังสั้นปี 2014 เล่าถึงวิญญาณของเด็กหนุ่มที่ออกสำรวจโลกหลังเขาตายไปแล้ว ( และได้ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เขียนคำโปรยให้ว่า “เป็นหนึ่งในหนังที่งดงามที่สุด ที่ผมเคยได้ดูภายในปีนี้เลย”) และได้ฉายในรอบปฐมทัศน์เทศกาลหนังโตรอนโตด้วย

และวันนี้ เขาคือหนึ่งในทีมงานที่ติดตามผู้กำกับ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ไปเก็บข้อมูลทำหนังเรื่องใหม่ที่โคลอมเบีย

เรื่องใสๆ ของวัยเด็ก

ในฐานะนักแสดงแล้ว เจสส์อัปพิสูจน์ฝีมือและตัวตนมาตั้งแต่อายุ 11 ขวบจากซีรีส์ The Jon Dore Television Show (TV Series) ในบทเล็กๆ ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะรับบทที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นตัวละครหลัก

เจสส์อัปเติบโตในครอบครัวที่รักการดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะแม่-ซึ่งทำให้เขาออกตัวว่าชีวิตนี้ไม่เคยต้องขาดแคลนหนังเลย-และเช่นเดียวกับเด็กยุคเดียวกัน เขานั่งดู The Wizard of Oz (1939) และหนังอีกสารพัดเรื่องของ สตีเวน สปีลเบิร์ก (“ซึ่งคงเป็นเรื่องปกติของเด็กๆ ในอเมริกาเหนือนะว่าไปแล้ว หนังพวกนี้ช่างมีอิทธิพลจริงๆ”)

ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น

ช่วงวัยรุ่น เจสส์อัปดิ่งเข้าสู่โลกของการถ่ายทำ-ไม่ใช่แค่งานหน้ากล้องเท่านั้น-แต่เขายังหลงใหลกับงานเบื้องหลังจนกระโจนเข้าแคมป์ เซ็นทอรี อาร์ต (ค่ายสำหรับเยาวชนที่สนใจศิลปะทุกแขนง) ในออนตาริโอ และทำให้เขาพบปะกลุ่มวัยรุ่นที่ลุ่มหลงในดนตรี, งานภาพ, การเต้น รวมถึงหนังแบบเดียวกับเขา และในที่นี้เองที่เขารู้จักหนังของผู้กำกับต่างชาติคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ไมเคิล ฮาเนเก (ผู้กำกับชาวออสเตรเลีย), ได้ไล่ดูหนังตระกูล French New Wave เกือบทุกเรื่อง และรวมถึงหนังของผู้กำกับต่างประเทศคนอื่นๆ

“มันเหมือนกับเรานั่งดูหนังไปเรื่อยๆ แล้วก็ อ้อ คนนี้นี่เองที่ชื่อ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล!”

เล่าเรื่องเบื้องหน้ากล้อง

การที่เจสส์อัปเข้าวงการตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้เขาเข้าใจวิธีการทำงานทั้งเบื้องหลังและเบื้องหลัง-ในฐานะผู้เฝ้ามอง-ซึ่งเขาบอกว่าเป็นประสบการณ์ที่โรงเรียนสอนทำหนังมอบให้ไม่ได้โดยสิ้นเชิง

สำหรับเจสส์อัปแล้ว การแสดงคืองานที่เปล่าเปลี่ยวและโดดเดี่ยวของมนุษย์ เพราะมันคือการเข้าไปสำรวจความรู้สึกและเนื้อตัวอย่างละเอียด “ผมมักนั่งอยู่คนเดียวกลางค่ำคืน เงียบเชียบ อ่านบทบรรทัดแล้วบรรทัดเล่า ในภาพรวมเราคือส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานและเราก็ต้องทำงานออกมาให้ดีที่สุดใช่ไหมครับ

“แต่ในฐานะปัจเจกแล้ว ลึกๆ ผมรู้สึกเปล่าเปลี่ยวไม่น้อย มันเหมือนเราไม่มีตัวตนอยู่จริง สัมผัสระหว่างบรรทัดในบทที่เราจะรู้สึกได้ว่าตัวละครต้องทำหรือไม่ต้องทำอะไร สิ่งที่เราอยากได้จริงๆ จากงานแสดงแต่ละบทมันเบาบางมากและยากจะเห็น”

แม้ระยะหลังเราจะเห็นเขาขลุกอยู่กับงานเบื้องหลังมากกว่าก็ตาม (ทั้งจากการเดินหน้ากำกับหนังสั้น, ไปทำงานกับอภิชาติพงศ์ที่โคลอมเบียก็ตาม) แต่เจสส์อัปก็ยืนยันว่ายังไม่ได้ทิ้งงานแสดงแน่นอน

“ผมยังไม่ทิ้งงานแสดงเร็วๆ นี้แน่นอน เพราะอย่างไรเสีย งานแสดงก็เป็นส่วนหนึ่งของผมและผมก็สนุกกับมันมากด้วย มันทำให้ผมเจอผู้คนเยอะแยะเลยนะ”


และยังเบื้องหลัง

ด้วยวัยเพียง 22 ปี เจสส์อัปปักหมุดถึงอนาคตของตัวเองในวงการนี้อย่างชัดแจ้ง ทั้งในฐานะนักแสดงและผู้กำกับ-ที่นับว่าเป็นความทะเยอทะยานไม่น้อยทีเดียว

“ระยะหลังๆ ช่วงห้าปีที่ผ่านมา ผมสนใจหนังจากฝั่งตะวันออกมากๆ โดยเฉพาะหนังจากญี่ปุ่นและไต้หวัน เอ็ดวาร์ด หยาง, ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ, โหว เสี่ยวเซี่ยน, อภิชาติพงศ์ นี่เป็นคนทำหนังที่ยิ่งใหญ่สำหรับผมมาก”

“อย่างหนังสยองขวัญตะวันตก เราก็มักบอกเล่าความกลัวที่ทำให้เราต้องโดดเหยงๆ หรืออารมณ์เดือดพล่าน แต่ถ้าเป็นหนังจากเอเชีย อย่างหนังญี่ปุ่นแบบนี้ มันก็มีตำนานเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผี ผีจากตะวันออกใจดีก็ได้ อยู่เคียงข้างมนุษย์ก็ยังได้ ผมว่ามันมีแนวความคิดเกี่ยวกับโลกหลังความตายอยู่เยอะ”

“เหมือนเราสนุกตอนดูหนังเรื่อง Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives (ลุงบุญมีระลึกชาติ ) ของอภิชาติพงศ์ได้โดยไม่ต้องรู้เรื่องความซับซ้อนของตำนานหรือการเมืองไทยก็ได้เพราะภาพและรายละเอียดอื่นๆ ในหนังมันแข็งแรงมากๆ”

“ความฝันของผมตอนนี้-ก็อยากจะมีเรื่องเล่าแบบนี้บ้าง-ผสมความเชื่อและตำนานฝั่งตะวันตกเข้าด้วยกันอะไรแบบนั้น”

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่
facebook : BIOSCOPE Magazine