จากหนังสือการ์ตูนสู่ความอลังการบนจอยักษ์ใน “X-Men: Days of Future Past”

Home / ข่าวหนัง, หนังฮอลลีวูด / จากหนังสือการ์ตูนสู่ความอลังการบนจอยักษ์ใน “X-Men: Days of Future Past”

X-Men-Days-of-Future-Past

ในช่วงที่สร้างภาพยนตร์ปี 2011 เรื่อง “X-Men: First Class” ไซมอน คินเบิร์กได้เริ่มร่างเรื่องของเอ็กซ์-เม็นภาคต่อไปร่วมกับผู้สร้างภาพยนตร์แมทธิว วอห์นขึ้นมา พวกเขาเน้นไปที่เรื่องราวที่นำเอ็กซ์-เม็น 2 ยุคมาเปรียบเทียบกัน

พวกเขาได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือการ์ตูน “Days of Future Past” ภาคต้นฉบับที่เขียนขึ้นโดยคริส แคลร์มอนต์ ที่มารับบทบาทสำคัญในภาพยนตร์ “ผมคิดว่ามันเป็นความรู้สึกที่ลงตัวมากเมื่อมีเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นช่วงต้นยุค 70 ตอนที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงและความวุ่นวายอย่างยิ่งใหญ่” บุคคลแห่งตำนานหนังสือการ์ตูนกล่าว  “แน่นอนว่ามันต้องเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังเรื่อง ‘First Class’ ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1960”

X-Men: Days of Future Past

สำหรับแคลร์มอนต์ องค์ประกอบสำคัญสุดของการถ่ายทอดเรื่องราวคือการสร้างความประหลาดใจให้ผู้อ่าน เขารู้สึกว่าเรื่อง “Days of Future Past” เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ได้ถ่ายทอดสู่จอยักษ์ “โดยภาพรวมแล้วนี่เป็นเรื่องราวที่มีเอกลักษณ์มาก” แคลร์มอนต์กล่าว “มันเป็นการผสมผสานระหว่างจินตนาการของไบรอัน ซิงเกอร์กับนักแสดงที่มีความหลากหลายจนน่าทึ่ง และมีความลึกซึ้งมาก”

การเดินทางข้ามเวลาเป็นส่วนประกอบสำคัญทั้งในหนังสือการ์ตูนและภาพยนตร์เรื่องใหม่ ซิงเกอร์เล่าว่า ภาพยนตร์เรื่อง “X-Men: Days of Future Past” ได้ฉีกกฏของเรื่องนั้น “ความแตกต่างอยู่ที่เราไม่ได้ส่งใครย้อนเวลากลับไป” เขาอธิบาย “แต่ในทางกลับกันเราส่งกระแสจิตของตัวละครกลับไปหาตัวเองตอนที่ยังอายุน้อยอยู่ โลแกนที่อยู่ในอดีตก็ยังเชื่อมโยงกันได้ทั้งอดีตและอนาคต ฉะนั้นผมจะได้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นควบคู่กันไปทั้งสองช่วงเวลา

X-Men: Days of Future Past

“ในเรื่องมีทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ที่อธิบายถึงปรากฏการณ์นั้น” เขาเล่าต่อยว่า “มันเรียกว่า ‘การวางทับซ้อน’ ที่อธิบายว่าหากเราไม่ยอมให้เหตุการณ์ใดเกิดขึ้น เหตุการณ์นั้นก็จะไม่เกิดขึ้นจริง เมื่อผู้สังเกตการณ์ในเรื่องของเราคือ วูล์ฟเวอรีน ได้ย้อนกลับไปหาอดีต ซึ่งหมายความว่าทุกสิ่งในอดีตที่เขาเปลี่ยนแปลงไปจะส่งผลถึงอนาคต”

ในระหว่างที่ซิงเกอร์ศึกษาตรรกะและกฏฟิสิกส์ของการเดินทางข้ามเวลา คินเบิร์กก็กำลังศึกษางานเขียนเรื่องการเดินทางข้ามเวลาและภาพยนตร์ต่างๆ ในช่วงที่เขียนบทภาพยนตร์ “ความแปลกของเรื่อง ‘Days of Future Past’ อยู่ที่การสลับสับเปลี่ยนและการส่งผลถึงกันระหว่างอดีตกับอนาคต” คินเบิร์กเห็นด้วย “ความท้าทายอย่างหนึ่งของโปรเจ็กต์ไม่ใช่แค่การรักษาความสมเหตุสมผลเอาไว้ แต่เป็นการรักษาความต่อเนื่องของอารมณ์ ความแนบเนียนระหว่างตัวละครตอนอายุน้อยกับอายุมากที่สร้างข้อกำหนดใหม่ขึ้นมา และรักษาอารมณ์แห่งความสมเหตุสมผล ซึ่งไม่ใช่แค่เหตุผลในเชิงรูปธรรม แต่สิ่งที่ท้าทายคือเรื่องฟิสิกส์และจิตวิทยาแห่งการเดินทางข้ามเวลา”

X-Men: Days of Future Past

คินเบิร์กคว้าโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับซิงเกอร์ในภาพยนตร์ที่มีนักแสดงจากผลงานต้นฉบับไตรภาคและทีมงานจากเรื่อง “X-Men: First Class” คินเบิร์กเล่าว่า “ภาพยนตร์เหล่านี้เป็นเรื่องราวของคนนอก และ surrogate family เวลาที่ครอบครัวเราเองไม่ยอมรับเรา และทั้งหมดสะท้อนกลับไปที่ไบรอัน” คินเบิร์กกล่าว

คินเบิร์กเล่าว่าหนึ่งในความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของซิงเกอร์จากภาพยนตร์เรื่อง “X-Men” ภาคแรกคือนักแสดงที่สร้างความตื่นเต้นได้มาก “ไบรอันไม่ได้จ้างแค่นักแสดงรับจ้าง แต่ยังได้ทีมนักแสดงที่มีพลังอย่างน่าทึ่งซึ่งเคยมีพื้นฐานด้านการแสดงละคร รวมถึงเอียน แม็คเคลเลน, แพทริค สจ๊วต และ ฮิวจ์ แจ็คแมน เช่นเดียวกับนักแสดงรุ่นต่อไป เช่น  เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์, เจมส์ แม็คอะวอย, ไมเคิล ฟาสเบ็นเดอร์ และ นิโคลาส ฮอลท์ “ผมไม่แน่ใจว่าเคยมีการรวมตัวทีมนักแสดงที่น่าประทับใจ มีประสบการณ์ และได้รับรางวัลต่างๆ ไว้ในเรื่องเดียวหรือเปล่า”

ภาพยนตร์เรื่อง “X-Men: Days of Future Past” เป็นภาพยนตร์เอ็กซ์-เม็นที่ยิ่งใหญ่อลังการที่สุดถึงทุกวันนี้  การยืนยันผลสำเร็จของภาพยนตร์ชุดนี้ สิ่งที่สำคัญสุดคือการรวบรวมพลังความสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่จากนักแสดงและผู้สร้างภาพยนตร์ฯ นี่เป็นเรื่องราวที่ครอบคลุมผู้ชมทุกขอบเขต

X-Men: Days of Future Past

X-Men: Days of Future Past   X-เม็น: สงครามวันพิฆาตกู้อนาคต 22 พฤษภาคม 2014  ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

http://www.xmendaysofthefuturepast-thai.com/
https://www.facebook.com/XMenmoviesTh