หนังโลกที่เราอยากดู : Maps to the Stars

Home / ข่าวหนัง, ข่าวหนัง arthouse สารคดี, หนังฮอลลีวูด / หนังโลกที่เราอยากดู : Maps to the Stars

Maps to the Stars – มายาวิปลาส!

โดย ธิดา ผลิตผลการพิมพ์

Maps to the Stars มายาวิปลาส

ชิงรักหักสวาท! พยาบาทเสน่หา!วัยระเริง! เพลิงมายา!รักซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อนทรยศ!– องค์ประกอบน้ำเน่าเร้าอารมณ์ทั้งหมดนั่นมีครบในหนังชิงปาล์มทองคำเรื่องนี้ของ เดวิด โครเนนเบิร์ก ซึ่งได้รับคำชมล้นหลามว่าเป็นการกลับมาอย่างท็อปฟอร์ม เป็นงานเกรี้ยวกราดอาละวาดโลกที่สุดของเขา เป็นหนังเสียดสีฮอลลีวูดที่สุดแซ่บ และเป็นครั้งแรกอันงดงามที่ผู้กำกับวัย 71 ผู้นี้เบนเข็มมาทำหนังตลก

แต่ขึ้นชื่อว่าโครเนนเบิร์ก มันย่อมใช่แค่หนังก่นด่าวงการบันเทิงแบบขอไปที ที่จริงแล้วเขาบอกว่าเปล่าหรอก เรื่องราวความวิบัติของมนุษย์ใน Maps to the Stars ไม่จำเพาะต้องหมายถึงแค่ฮอลลีวูด แต่เหมารวมถึงวงการไหนก็ได้ที่มีคนโลภ คนผิดหวัง และวัฒนธรรมบ้าคนดัง ตั้งแต่วอลล์สตรีตไปยันซิลิคอนวัลเลย์, เขาบอกอีกว่าเปล่าหรอก ความโกรธเกรี้ยวทั้งปวงในหนังเรื่องนี้ไม่ได้จากเขา หากหลุดมาจากจิตใจของ บรูซ แวกเนอร์ คนเขียนบทต่างหาก, เขาปฏิเสธด้วยว่านี่ไม่ใช่หนังตลกเรื่องแรกของเขาสักหน่อย อันที่จริงหนังทุกเรื่องของเขาตลกทั้งนั้นถ้าเราจะมองว่าโศกนาฏกรรมในชีวิตมนุษย์ล้วนเป็นเรื่องน่าขบขันในสายตาพระเจ้า (!) และเหนืออื่นใด เขายืนยันว่าทั้งเขาและแวกเนอร์ไม่ชอบเลยที่มันถูกนักวิจารณ์เรียกว่าหนังเสียดสี

ดูเหมือนคนที่ให้นิยามได้ดีกว่ากลับเป็น จอห์น คูแซ็ค หนึ่งในนักแสดงนำซึ่งเรียกหนังเรื่องนี้ว่า ‘อาการเพ้อเพราะพิษไข้’

“ดีกว่า ‘เสียดสี’เยอะเลย” โครเนนเบิร์กบอก “ความหมายของคำว่าเสียดสีทุกวันนี้อ่อนลงเยอะ อะไรตลกหน่อยห่ามหน่อยก็เรียกกันว่าเสียดสีไปหมด สำหรับผม ต้องงานเขียนของ โจนาธาน สวิฟต์ อย่าง A Modest Proposal หรือ Gulliver’s Travels สิถึงจะเรียกว่าเสียดสีของจริง เพราะเป็นการใช้องค์ประกอบน่าทึ่งมากมายมาโจมตีสังคม ส่วนหนังเรานั้นสมจริงเกินกว่าจะเป็นการเสียดสี บรูซอ้างว่าทุกบทพูดในหนังเรื่องนี้เป็นสิ่งเขาเคยได้ยินมากับหูตัวเองจริงๆ ซึ่งผมเห็นด้วย และผมเชื่อว่าผู้คนในฮอลลีวูดก็เหมือนกำลังเพ้อคลั่งเพราะพิษไข้แห่งความวิตกจริตจิตป่วนกันอยู่จริงๆ น่ะแหละ”

file_177163_1_map-of-the-stars1
จุดหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ควรถูกเรียกว่าหนัง ‘เสียดสี’ ก็คือการที่อารมณ์ขันของมันเคล้าด้วยความเศร้า สิ้นหวัง เกรี้ยวกราด และเปลี่ยวเหงา ซึ่งถูกเน้นด้วยเฟรมภาพที่มักให้ตัวละครปรากฏอยู่อย่างโดดเดี่ยว โครเนนเบิร์กเล่าว่าระหว่างถ่ายทำ จูลีแอนน์ มัวร์เป็นดาราคนแรกที่สังเกตเห็นจุดนี้และเข้าใจทันทีว่าเขาต้องการสื่อความหมายอะไร (“คุณจงใจจับพวกเราแยกออกจากกันใช่มั้ยคะ? เราเหมือนต่างคนต่างอยู่ในโลกฟองสบู่เล็กๆ ของตัวเอง”) น่าสนใจด้วยว่า แม้หนังจะมีแต่ตัวละครเพี้ยนเฮี้ยนซึ่งเอื้อมากต่อการแสดงหลุดโลกชวนฮา แต่โครเนนเบิร์กกลับต้องการให้หนังดูสมจริงที่สุดโดยเรียกร้องให้นักแสดงเล่นอย่า‘เล่นใหญ่’ แม้ตัวละครจะอยู่ในสถานการณ์กดดันแค่ไหนก็ตาม

ความปั่นป่วนที่ว่านั้นถูกเล่าผ่านตัวละครซึ่งวิปลาสถ้วนหน้า แกนกลางของเรื่องคือครอบครัวเซเลบแห่งแอลเอ อันประกอบด้วยพ่อ (คูแซ็ค) ผู้เป็นกูรูด้านให้คำปรึกษาแก้ปัญหาชีวิต, แม่ (โอลิเวีย วิลเลียมส์) ผู้ที่วันๆ คอยเคร่งเครียดกับการต่อรองค่าตัวให้ลูกชายวัยแตกหนุ่ม (อีแวน เบิร์ด) ผู้เป็นอดีตดาราเด็กซึ่งพยายามหวนคืนสู่สปอตไลท์หลังมีปัญหาติดยา โดยหนึ่งในลูกค้าสำคัญของพ่อก็คือดาราสาวใหญ่ (จูลีแอนน์ มัวร์ – คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงจากคานส์) ที่กระสันอยากกลับมาดังแม้จะต้องแลกด้วยการเล่นหนังที่รีเมคจากหนังของแม่เธอเองที่เธอแสนเกลียดกลัว และเธอเพิ่งได้ผู้ช่วยคนใหม่เป็นเด็กสาวลึกลับแปลกประหลาด (มีอา วาสิคาวสกา) ผู้ตกหลุมรักหนุ่มรับจ้างขับลีมูซีนพาเที่ยวบ้านดารา (โรเบิร์ต แพ็ตทินสัน) ผู้ซึ่งใฝ่ฝันอยากเป็นคนเขียนบทหนัง

Maps to the Stars มายาวิปลาส
Maps to the Stars มายาวิปลาส

ตัวละครของแพ็ตทินสันนี้เป็นบทเล็กๆ แต่สำคัญ นอกจากเพราะมันราวจะล้อเลียนกับบทมหาเศรษฐีในรถลีมูซีนที่เขาแสดงในหนังเหวอก่อนหน้านี้ของโครเนนเบิร์กอย่าง Cosmopolis แล้ว มันยังมีที่มาจากแวกเนอร์เองผู้เติบโตในครอบครัวที่มีพ่อทำงานธุรกิจบันเทิง และตัวเขาก็เคยดิ้นรนเป็นทั้งคนเขียนบทและรับจ้างขับรถพาเที่ยวบ้านดารา (ชื่อหนัง ‘maps to the stars’ หมายถึงแผนที่ระบุตำแหน่งบ้านดาราดังในฮอลลีวูดที่มีไว้ขายนักท่องเที่ยว) อันล้วนเป็นประสบการณ์ที่สะสมให้เขาทั้งหลงใหลและชิงชังแวดวงบันเทิงอย่างรุนแรง (ด้วยความที่ทั้งพล็อตและทัศนคติในหนังมาจากแวกเนอร์เป็นหลัก โครเนนเบิร์กจึงชวนเขามาอยู่ในกองถ่ายด้วยเพื่อคอยแนะนำนัยซ่อนเร้นต่างๆ ในบทที่เขาเขียน)

โครเนนเบิร์กเล่า “บรูซโตมาโดยพบเจอแต่เรื่องพวกนี้จึงเข้าใจความกดดันบิดเบี้ยวของครอบครัวที่พยายามเล่นเกมในฮอลลีวูดเป็นอย่างดี หนังเรื่องนี้เป็นหนังดรามาครอบครัวนะ เพียงแต่ไม่ใช่ดรามาครอบครัวธรรมดาๆ …เพราะครอบครัวในฮอลลีวูดที่กระเดือกผลแอปเปิลแห่งสวนสวรรค์ฮอลลีวูดเข้าไป – กระเดือกความกระหายะเป็นคนดังและประสบความสำเร็จในสายตาชาวโลกเข้าไป- ย่อมไม่ใช่ครอบครัวธรรมดาแน่!”

Maps to the Stars
เดวิด โครเนนเบิร์ก (ใส่แว่น) ขณะกำกับ จอห์น คูแซ็ค และ โอลิเวีย วิลเลียมส์

เผยสูตรหนังอินดี้แบบโครเนนเบิร์ก

ใช่ว่าตัวโครเนนเบิร์กเองจะไม่เคยกระเดือกแอปเปิลนั่น เขายอมรับว่าเหตุผลที่ยังวนเวียนมาทำหนังในอเมริกาก็เพราะได้ทั้งเงินและชื่อเสียง แต่กระนั้น Maps to the Stars ก็เพิ่งนับเป็นหนังเรื่องแรกของเขาที่มีฉากหลังเป็นฮอลลีวูดและมาถ่ายบางส่วนในสหรัฐอเมริกาจริงๆ นั่นเพราะที่ผ่านมาเขาเลือกให้ชีวิตอยู่ไกลจากความน่าสยองของแอลเอให้มากที่สุด

“ผมไม่ใช่คนอเมริกัน ผมเป็นคนแคนาดา และผมไม่ได้หมกมุ่นหนังฮอลลีวูดอะไรนักหนา หนังที่ผมหลงใหลกว่าคือหนังอาร์ตยุค 60 และหนังยุโรปทั้งหลาย …ในฐานะคนทำหนังอินดี้ หนังส่วนใหญ่ของผมเป็นการร่วมทุนระหว่างแคนาดากับยุโรปซึ่งแปลว่าเราจะใส่อะไรที่เป็นชาติอื่นๆ เข้าไปได้ไม่เยอะ เช่น มีดาราอเมริกันได้แค่คนเดียว ซึ่งสำหรับเรื่องนี้ก็คือจอห์น คูแซ็ค ส่วนจูลีแอนน์นั้นถือพาสปอร์ตอังกฤษ, มีอาถือพาสปอร์ตโปแลนด์, อีวานมาจากแวนคูเวอร์, โรเบิร์ตเป็นอังกฤษ ฯลฯ (คล้าย Cosmopolis ซึ่งในกองก็มีดาราอเมริกันแค่คนเดียวคือ พอล เจียแม็ตที)

“นี่แหละโครงสร้างเร้นลับของหนังผม เหตุผลที่ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะได้ทำ Maps ก็เพราะต้องมัวหาจิกซอว์มาใส่โครงสร้างนี้ให้เหมาะนี่แหละ เราไม่เคยได้รับอนุญาตให้ใช้คนเขียนบทอเมริกันมาก่อน แถมยังไม่ให้เอาทุนมาใช้ในอเมริกาเยอะด้วย แต่ผมต้องการเวลาถ่ายในแอลเออย่างน้อย 5 วันเพื่อให้หนังดูเหมือนเกิดขึ้นในฮอลลีวูดจริงๆ เราก็เลยต้องใช้เวลาเยอะมากไปกับการหาความลงตัวให้แก่สูตรการทำงานนี้

“ฟังดูน่าปวดกบาลแต่ก็นี่แหละเกมที่หนังอินดี้ต้องเล่น ถ้าทำหนังกับสตูดิโอใหญ่อาจไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องพวกนี้ แต่ก็ต้องปวดหัวกับเกมแบบสตูดิโอใหญ่แทน ไม่เชื่อคุณก็ดู กิลเยร์โม เดล โตโร สิ เขาเสียเวลาตั้งหลายปีกับการปั้นโปรเจ็คต์ยักษ์ใหญ่กับสตูดิโอแล้วสุดท้ายก็ไม่ได้ทำ หรือต่อให้เขาได้ทำ Pacific Rim โดยได้ทุนตั้ง 200 ล้าน แต่เขามีอิสระในการทำงานมั้ยล่ะ? เขาไม่มี แต่ผมมี นี่แหละสิ่งที่ต้องแลก!”

ตัวอย่างภาพยนตร์

** อ่านเพิ่มเติมได้ในคอลัมน์ hot of the mouth ใน BIOSCOPE ฉบับ 156 (มกราคม 2558)