รื้อหิ้งหนังเก่า : Bashing (2005) – คนที่ชาติไม่ต้องการ

Home / ข่าวหนัง, หนังเอเชีย / รื้อหิ้งหนังเก่า : Bashing (2005) – คนที่ชาติไม่ต้องการ

Bashing (2005) – คนที่ชาติไม่ต้องการ

poster bashing

หลังภาพวิดีโอสุดสะเทือนขวัญของการเสียชีวิตของนาย เคนจิ โกโตะ ผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่น ที่ถูกกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส สังหารอย่างโหดเหี้ยม ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก นำมาซึ่งกระแสความโกรธเกรี้ยวของชาวโลกที่มีต่อความป่าเถื่อนไร้ปราณีของกลุ่มก่อการร้ายนี้ แต่ในทางกลับกัน ก็มีกระแสโจมตีถึงความไม่จริงจังในการเจรจาเพื่อหาหนทางปล่อยตัวนายเคนจิ ที่ถูกกลุ่มไอซิสเรียกค่าไถ่ตัวสูงถึง 200 ล้านดอลลาร์

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้กับประเทศญี่ปุ่น แต่ครั้งที่ถูกพูดถึงอย่างรุนแรง และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้ว คือเหตุการณ์ในเดือนเมษายนปี 2004 เมื่อ นาโฮโกะ ทาคาโตะ พร้อมกับชาวญี่ปุ่นอีกสองคน ถูกจับเป็นตัวประกันในอิรัก โดยมีข้อเสนอว่า ญี่ปุ่นต้องถอนกำลังออกจากอิรัก แม้สุดท้ายทั้งสามจะได้กลับสู่บ้านที่ญี่ปุ่น แต่เหมือนตลกร้ายที่พวกเขากลับต้องจ่ายค่าธรรมเนียมโดยสารทางอากาศเกือบสองแสนบาท พร้อมการต้อนรับจากชาวญี่ปุ่นด้วยกัน ด้วยป้ายข้อความที่ว่า “สมควรแล้วที่พวกแกเจอแบบนี้” และ “แกคือความอับอายของญี่ปุ่น”!!

นั่นเพราะช่วงเวลานั้น ประเทศญี่ปุ่นภายใต้การนำของ จุนอิจิโร่ โคอิซุมิ นายกรัฐมนตรี มีท่าทีสนับสนุนรัฐบาลสหรัฐอเมริกาของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ในการทำสงครามในอิรัก นอกจากนั้นโคอิซุมิยังออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อด้วยตนเองว่า ตัวประกันชาวญี่ปุ่นก็มีส่วนผิดที่เดินทางไปในพื้นที่อันตรายอย่างนั้น จนทำให้เกิดกระแสเกลียดชังจากคนในชาติดังกล่าว

Nene Otsuka, Masahiro Kobayashi and Fusako Urabe in 2005 at Cannes for Bashing
(กลาง) ผู้กำกับ มาซาฮิโร่ โคบายาชิ พร้อมนักแสดงนำทั้งสองคน ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ ปี 2005

เหตุการณ์นี้ถูกผู้กำกับ มาซาฮิโร่ โคบายาชิ นำมาเล่าในหนังเรื่อง Bashing ในปี 2005 และได้เข้าสายประกวดในเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีนั้นอีกด้วย โดยพล็อตเรื่องของหนังที่แทบจะถอดออกมาจากเรื่องจริง ว่า ยูโกะ หญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่เข้าไปทำงานอาสาสมัครในประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง (ในหนังละไว้ในฐานที่เข้าใจ) ก่อนที่เธอจะถูกกลุ่มก่อการร้ายจับตัว แต่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลจนได้กลับบ้านในที่สุด เพื่อกลับมาพบชะตากรรมที่ว่า เธอถูกนิยามจากคนในชาติว่า “เป็นการแส่ไม่เข้าเรื่อง”

bashing 01

แม้ยูโกะจะไม่ถึงถูกกระทำรุนแรงทางร่างกาย (ชื่อเรื่องหมายถึง การทุบหรือฟาดอย่างรุนแรง) แต่สิ่งที่เธอถูกกระทำกลับเลวร้ายจนเหลือทน แม้เหตุการณ์จะผ่านมาถึง 6 เดือนแล้วก็ตาม เธอถูกโทรศัพท์ก่อกวน ถูกไล่ออกจากงาน หรือแม้แต่แฟนยังด่าว่าและขอเลิก แต่ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับยูโกะก็คือ “สายตา” ของคนอื่นที่มองมายังเธอ

คนที่ดูอาจสงสัยว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงดูใจร้ายขนาดนี้ แต่หากคุณรู้จักประเทศนี้ประมาณหนึ่งแล้วละก็ คงไม่แปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย … คนญี่ปุ่นขึ้นชื่อในเรื่องการยึดมั่นกฎเกณฑ์ (หรือที่เรียกว่า Taboo) ของสังคมอย่างมาก ฉากที่เราเห็นบ่อยๆ ในทีวีคือ เวลาพนักงานบริษัทไปกินเหล้าหลังเลิกงาน แม้เวลาจะเลยถึงเที่ยงคืนแล้ว พวกเขาก็จะไม่ยอมถอดเนคไทออก มันอาจดูตลกในสายตาเรา แต่นี่แหละคือสังคมญี่ปุ่น

bashing 02

ดังนั้นการกระทำของยูโกะจึงถือว่าละเมิดกฎเกณฑ์ของสังคมอย่างรุนแรง มุมมองของคนญี่ปุ่นต่อเธอคงคล้ายๆ สิ่งที่แฟนหนุ่มพูดใส่เธอว่า “ถ้าเธอว่างไปช่วยประเทศอื่นละก็ ทำไมไม่คิดจะมาพัฒนาประเทศของตนเองบ้าง”  นอกจากนั้นคนญี่ปุ่นยังโกรธแค้นที่ผู้หญิงคนเดียวทำให้คนทั้งชาติต้องเดือดร้อน ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และงบประมาณที่เสียไป พูดให้ถึงที่สุดคือ ชาวญี่ปุ่นทุกคนพร้อมใจกันคิดว่า มันคงดีกว่าถ้ายูโกะตายเสียในอิรัก จนกลายเป็นกระบวนการ “พวกมากลากไป” ของสังคม ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ที่ไหนก็ได้ ไปจนถึงสังคมยังลงโทษครอบครัวของเธอ พ่อของยูโกะถูกไล่ออกจากงานที่ทำมากว่า 30 ปี ด้วยการอ้อนวอนและบีบบังคับให้ลาออกเอง!!

น่าสงสัยเหมือนกันว่า ผู้คนในหมู่บ้านของยูโกะเคยอ่านข่าวต่างประเทศหรือเปล่า เพราะสิ่งที่พวกเขาลืมตั้งคำถามคือ “ทำไมยูโกะถึงถูกจับในอิรัก” ก็เพราะญี่ปุ่นส่งทหารเข้าไปในอิรักนะสิ!! นี่คือสิ่งที่ผู้คน “ลืม” ได้อย่างร้ายกาจ เหมือนกับที่ญี่ปุ่นเคยพยายามลืมว่าตัวเองเคยทำอะไรกับจีนและเกาหลีด้วยการลบทิ้งทุกอย่างออกจากตำราเรียน และก็เหมือนประวัติศาสตร์สังคมไทย (หรือแม้แต่ในปัจจุบัน) ที่พยายามกลบลบบางอย่างเพื่อให้ผู้คนลืมไปจากมัน…แต่ไม่จริงหรอก สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การลืม เพียงแต่มนุษย์เราเลือกรับแต่ “ความจริง” ที่เราอยากได้ยิน

bashing 03

Bashing จึงเปรียบเสมือนการนำความจริงที่ชาวญี่ปุ่นไม่อยากให้ชาวโลกเห็นมาบันทึกสู่แผ่นฟิล์ม (แม้จะชี้แจ้งไว้ตอนต้นว่า นี่เป็นเรื่องแต่งในส่วนใหญ่ก็ตาม) ดังนั้นในช่วงท้ายเรื่องที่ยูโกะคิดจะกลับไปอิรักอีกครั้ง จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายใดๆ เลย ในเมื่อชาติที่เธออยู่ ต่างขับไสและประณามหยามเหยียดเธอจนชีวิตป่นปี้

ฉากสุดท้ายที่ยูโกะลากกระเป๋าใบใหญ่ไปยืนประจันหน้ากับท้องฟ้าและทะเลจึงเป็นภาพที่สื่อความหมายอย่างลึกซึ้ง เพราะห่วงเวลานั้นหูของเธอก็ไม่ได้ยินเสียงของคลื่นลมทะเล (ที่ผู้กำกับเปรียบเสมือนเสียงก่นด่าของคนในชาติ) อีกต่อไป เธอได้ยินเพียงเสียงออกตัวของเครื่องบิน เธอกำลังเฝ้าฝันถึงดินแดนอันแสนไกล…และคำว่าอิสรภาพ

เพราะนับตั้งแต่วันแรกที่เธอกลับมา เธอก็ไม่ได้อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว

หมายเหตุ : ปัจจุบัน นาโฮโกะ ทาคาโตะ หนึ่งในแรงบันดาลใจของหนังเรื่องนี้ เดินทางกลับไปสู่ตะวันออกกลางเพื่อทำงานอาสาสมัครกับเด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ใครสนใจสามารถไปติดตามได้ที่เฟซบุ๊ค facebook.com/nahoko.takato ได้เลยครับ
**เรียบเรียงจาก Bashing : She donsn’t live here anymore.
โดย คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง
นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 65 (เมษายน 2550)