รื้อหิ้งหนังเก่า : Lost in Thailand

Home / ข่าวหนัง, หนังเอเชีย / รื้อหิ้งหนังเก่า : Lost in Thailand

Lost in Thailand – ทัวร์จีนมาแว้วววว

Lost in Thailand poster

ในปีๆ หนึ่ง บ้านเราเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยวที่อ่าแขนต้อนรับบรรดาชาวต่างชาติจากทั่วโลก ทั้งจากอเมริกา ยุโรป หรือประเทศในแทบเอเชียด้วยกัน สร้างรายได้มหาศาลมาอย่างช้านาน แน่นอนว่าเราต่างทุ่มทุนประชาสัมพันธ์จำนวนมากเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่คนทั่วโลก เช่นเดียวกัน ก็มีหนังจากต่างประเทศหลายๆ เรื่อง ที่เข้ามาถ่ายทำในไทย และทำให้ผู้ที่ชมเกิดความรู้สึกอย่างมาเที่ยวที่นี่สักครั้ง

แต่ในยุคที่เกือบทุกสัปดาห์ จะมีข่าววีรกรรมแปลกๆ ของนักท่องเที่ยวชาวจีน มาเล่าข่าวให้ฟังจนเราอดจะอึ่ง ทึ่ง งง ในความไม่เหมือนใครของคนจีนได้เสมอๆ ซึ่งใครจะไปคิดว่า หนังตลกจากประเทศจีนเพียงเรื่องเดียว จะทำให้ประชากรในประเทศที่ใหญ่โตที่สุดในโลก แห่แหนมาเที่ยวเมืองไทยชนิดถล่มถลาย!!

Lost in Thailand 01

Lost in Thailand (ในชื่อไทย ‘แก๊งม่วนป่วนไทยแลนด์’) เป็นผลงานกำกับครั้งแรกของ สวี่เจิง (Zheng Xu) ดาราตลกชื่อดังที่แสดงนำในหนังด้วย โดยหนังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์จีน (สวี่เจิง) ที่มาเยื่อนเชียงใหม่ เพื่อตามตัวเจ้านายให้อนุมัติการผลิตสิ่งประดิษฐ์ของตัวเขาเอง ซึ่งถ้าทำสำเร็จอาจส่งผลให้เขารวยเป็นเศรษฐีไปในพริบตา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องหนีให้พ้นการไล่ตามสืบจากนักประดิษฐ์คู่แข่ง จนสุดท้ายเขาต้องยอมผูกมิตรกับนักท่องเที่ยวจีนสติเฟื่อง เพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของเขา

 

อันที่จริง Lost in Thailand เป็นหนังภาคต่อของเรื่อง Lost on Journey แต่ไม่มีเนื้อเรื่องและตัวละครใดๆ เกี่ยวข้องกันเลย หากแต่หนังตลกทุนสร้าง 2.2 ล้านเหรียญเรื่องนี้ กลับเป็นหนังจีนที่ทำรายได้สูงตลอดกาลได้สำเร็จ ณ ขณะนั้น (ปี 2010) ถึง 208 ล้านเหรียญ โดยหนังที่ถ่ายทำในเชียงใหม่ทั้งเกือบทั้งเรื่องเรื่องนี้ ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนผ่านจากความซบเซาของอุตสาหกรรมหนังฮ่องกง สู่ตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกอย่างจีนแผ่นดินใหญ่อย่างชัดเจน

ตัวอย่าง Lost on Journey

https://www.youtube.com/watch?v=SCmJdOYduVY

 

สิ่งหนึ่งที่คนไทยเห็นได้จาก Lost in Thailand คือมุมมองที่ชาวจีนมีต่อประเทศของเรา ซึ่งมีทั้งมุมที่รัฐไทยอยากให้ชื่นชม เช่น มวยไทย วัดวาอาราม ช้าง Ladyboy (สาวประเภทสองที่แม้แต่หนังฮอลลีวูดอย่าง Hangover part II ยังเคยเอาไปเล่าอย่างเมามันมาแล้ว) หรือแม้กระทั่งมุมมองในอุดมการณ์ของรัฐอย่างการค้าพระพุทธรูปโบราณก็ยังถูกเล่าผ่านหนังเรื่องนี้อีกเช่นกัน

Lost in Thailand 03

โดย Lost in Thailand ใช้การปะทะกันของตัวละครสองสไตล์ อันเป็นสูตรสำเร็จที่เห็นได้บ่อยๆ ในหนังสไตล์ “โรดมูฟวี่” เรื่องต่างๆ นั้นเอง “ผมมองเห็นตัวละครในแง่ของชนชั้น ซึ่งตัวละครที่ผมเล่นนั้นเป็นชนชั้นกลางฐานะร่ำรวยและใช้ชีวิตอย่างมีแบบแผน แต่แผนการของเขาก็พังทลายลง เมื่อพบนักท่องเที่ยวจอมป่วนซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่คนละโลกกับเขา ทั้งชนชั้นฐานะ การมองโลกในแง่ดี และไม่ยึดติดกับเงินทอง แม้ในที่สุดตัวละครหลักทั้งสองจะแตกต่างกัน แต่การที่ได้มาร่วมทางกัน ก็ทำให้การมองโลกของแต่ละฝ่ายเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง” สวี่เจิงกล่าว

Lost in Thailand 04

ปีเตอร์ ชาน ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ชาวฮ่องกงเคยกล่าวไว้ว่า “หนังใหญ่เท่านั้นที่สามารถดึงคนดูให้เข้าโรงได้!” แต่ความสำเร็จของ Lost in Thailand พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่จริงเสมอไป แม้จะมีนักวิเคราะห์หลายคนพยายามหาสาเหตุแห่งความสำเร็จนี้ต่างๆ นานา แต่ในท้ายที่สุดแล้ว การที่หนังสักเรื่องไม่ว่าจะฟอร์มใหญ่หรือฟอร์มเล็กแค่ไหนก็ตาม หากแต่สิ่งที่คนทำหนังต้องนึกถึงอยู่เสมอนั้นคือ ‘การทำหนังอย่างไรให้ถูกใจคนดู’ นั่นเอง

***เรียบเรียงจาก Lost in Thailand : เวรี่ไทย เมดอินไชนา โดย ปราชญ์
นิตยสาร BIOSCOPE #133 กุมภาพันธ์ 2013