หนังโลกที่เราอยากดู : Court (2014)

Home / ข่าวหนัง, หนังเอเชีย / หนังโลกที่เราอยากดู : Court (2014)

Court (2014) – ข้าแต่ศาลที่เคารพ!!

International_poster_-_Court

กระบวนการยุติธรรมอันบกพร่องและการละเมิดสิทธิมนุษยชนแทบจะเป็นประเด็นร่วมที่ประสบพบเจออย่างถ้วนทั่วในประเทศที่การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยหลายมาตรฐาน ขาดหลักการนิติรัฐอันเข้มแข็งรองรับในทางปฏิบัติ (หรือกระทั่งในทางทฤษฎี) บ้างก็จำกัดวงอยู่ในระดับเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย แต่สำหรับหลายๆ ประเทศหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์ไม่สิ้นสุดเช่นนี้โดยปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ ‘ศาล’

Court 03

ชัยทันยา ทัมฮาเน (Chaitanya Tamhane) ผู้กำกับเจ้าของรางวัล Venice Horizons Award (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสายรอง) เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิซ อิตาลี ปี 2014 ประกอบสร้างหนังเรื่องนี้อย่างชาญฉลาดจนกลายเป็นผลงานหนังยาวเรื่องแรกที่ทรงพลังไม่ละทิ้งความเป็นมนุษย์ (แบบที่บางครั้งหนังแนวขึ้นโรงขึ้นศาลมักประสบ เพราะเลือกจะเฉดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ขาวหรือดำกว่าอีกฝ่ายชัดเจน) และแสดงให้เห็นอย่างหนักแน่นว่าไม่แค่ตัวบทกฎหมายที่บกพร่องหรือถูกละเลยเท่านั้น แต่บุคคลผู้เกี่ยวข้องและมีหน้าที่‘ตีความ’กฎหมายนั้นคือผู้เล่นสำคัญในเกมการตัดสินคดีความอันวิปลาสเหล่านี้

Chaitanya Tamhane
ชัยทันยา ทัมฮาเน (Chaitanya Tamhane) ผู้กำกับเจ้าของรางวัล Venice Horizons Award

จุดเริ่มต้นของเรื่องคือการจับกุมตัว นารายัน คัมเบิล นักต่อสู้เคลื่อนไหวทางสังคมด้านดาลิต (จัณฑาล) วัย 65 ปีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังด้านการแต่งและร้องเพลงวิพากษ์วิจารณ์การเมือง เขาถูกฟ้องด้วยข้อหาประหลาดล้ำโลกว่าเพลงของเขาเป็นสาเหตุให้กรรมกรคนหนึ่งฆ่าตัวตาย การตัดสินคดีเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็วเมื่อผู้พิพากษากับอัยการมีความคิดไปในทางเดียวกัน พร้อมพยานที่ผ่านการซักซ้อมมาอย่างดีให้ปรักปรำจำเลย (ภายใต้การถ่ายลองเทคและเน้นช็อตกว้าง) ช่วงเวลาอันเด็ดขาดที่สุดของหนังจึงเริ่มต้นขึ้น ผู้ชมได้ติดตามชีวิตนอกศาลของเหล่าผู้ตีความกฎหมายทั้งผู้พิพากษา อัยการ และทนายจำเลย กระทั่งเห็นแง่มุมรายละเอียดต่างๆ ในชีวิตส่วนอื่นนอกเหนือจากการทำงานในสายนิติศาสตร์ ซึ่งมีทั้งส่วนที่สนับสนุน ขัดแย้งซึ่งหน้า (ทั้งต่อตัวเองและต่อตัวละครอื่นที่กำลังถูกเล่าเปรียบเทียบกัน) สร้างความเชื่อมโยง และกระทั่งความประหลาดใจให้ก่อตัวขึ้นในห้วงความคิดของคนดู – ตัวละครที่ถูกคนดูพิพากษาเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ฉากว่าความในศาล อาจได้รับโอกาสให้รื้อคดีขึ้นมาต่อสู้ใหม่ได้อย่างเฉลียวฉลาด

Court 02

“หนังกลุ่มหนึ่งที่ติดในใจผมมานานคือ หนังว่าด้วยการสู้คดีในศาล (courtroom drama) ที่ฉลาด ชัดเจน และลื่นไหล นั่นทำให้ผมสงสัยจนอยากลงไปค้นว่าคดีในชั้นศาลมีบทบาทจริงๆ อย่างไรในประเทศ” ทัมฮาเนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของหนังที่สร้างชื่อให้เขา ณ เวนิซ “จากที่คิดจะทำหนังว่าความให้สมจริงในแบบอินเดีย ผมค้นลึกลงไปเรื่อยๆ จนรู้สึกกับบริบทรอบศาลมากกว่าพล็อตเรื่องสู้คดี ตอนนั้นผมอายุแค่ 24 รู้สึกแปลกแยกหวาดกลัวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มดาลิต ไม่เคยมีประสบการณ์หรือรับรู้เรื่องศาลมาก่อน หลังจากลงพื้นที่ค้นคว้าและสัมภาษณ์ใครต่อใครอยู่หนึ่งปี ผมถึงพยายามกลับมาหาแง่มุมส่วนตัวที่เชื่อมโยงกับเรื่องเหล่านี้ เพื่อไม่ให้หนังกลายเป็นแบบฝึกหัดโชว์ออฟว่าตัวเองรู้มาก” จากข้อมูลที่ผ่านการบันทึกทั้งเทปเสียง จดด้วยลายมือและวิดีโอกับสารคดี ตัวละครทั้งหมดจึงค่อยปรากฏตัวขึ้นหลังการจัดระเบียบข้อเท็จจริง

Court 01

ด้วยตอนจบแบบปลายเปิดที่กระแทกใจคนดูจนนิ่งอึ้งราวกับจำเลยถูกศาลตัดสินให้ผิดจริง และเป็นที่กล่าวขวัญ จึงทำให้เกิดคำถาม “ผมไม่คิดว่าหนังสัจนิยมจะมีข้อจำกัดนะครับ” เขาตอบคำถามเรื่องความสมจริงของหนัง “ศาลในมุมไบแต่ละหลังไม่เหมือนกันตั้งแต่สถาปัตยกรรมแล้ว ชีวิตจริงอาจไม่เกิดเรื่องแบบเดียวกับที่ผมหยิบมาเป๊ะๆ แต่นี่คือสิ่งที่ผมต้องการนำเสนอ และหนักแน่นกับสาระสำคัญของเรื่องที่เราได้รับรู้มา”

***เรียบเรียงจาก BIOSCOPE : World Cinema Issue (Online Only At Okkbee)