รวมเกร็ดหนังเปิดเมืองคานส์ – จะรุ่ง หรือ รุ่งริ่ง!

Home / ข่าวหนัง, ข่าวหนัง arthouse สารคดี / รวมเกร็ดหนังเปิดเมืองคานส์ – จะรุ่ง หรือ รุ่งริ่ง!

รวมเกร็ดหนังเปิดเมืองคานส์ – จะรุ่ง หรือ รุ่งริ่ง!

โดยกองบรรณาธิการ BIOSCOPE

cannes-film-festival-saidaonline

เริ่มต้นไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับเทศกาลหนังที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดแห่งหนึ่งอย่าง Cannes International Film Festival ซึ่งในปีนี้หนังที่ได้รับคัดเลือกเพื่อเปิดงานในปีนี้ ได้แก่หนังคราม่าของผู้กำกับหญิงชาวฝรั่งเศส เอมมานูเอล เบร์โกต์ (Emmanuelle Bercot) อย่าง Standing Tall แม้ดูจะเข้ากับธีมของคานส์ปีนี้ผู้หญิงดูจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ แต็ไม่วายโดนวิจารณ์จากสื่อว่า เป็นหนังเปิดเทศกาลที่ออกจะจริงจังไปสักนิด เมื่อเทียบกับหนังแมนๆ ที่สนุกกว่าอย่าง Mad Max: Fury Road ที่ก็มีความเป็นเฟมินิสอยู่สูงเช่นกัน

Standing Tall - หนังเปิดเทศกาลหนังนานาชาติเมืองคานส์ ปี 2015 นี้
Standing Tall – หนังเปิดเทศกาลหนังนานาชาติเมืองคานส์ ปี 2015 นี้

หากย้อนไปมองหลายๆ ปี ดูเหมือนว่าเทศกาลหนังเมืองคานส์มักจะเลือกหนังจากฮอลลีวูดเพื่อเพื่อเรียกแขกและสร้างสีสันเป็นหลัก แต่ด้วยความเคี่ยวของสื่อมวลชนในเทศกาลนี้ จึงเป็นเหตุให้ชะตากรรมของหนัง (หรือแม้แต่ตัวผู้กำกับ) ที่มาเปิดตัวในคานส์ ถูกจับตามองและคาดหวังมากเป็นพิเศษ ซึ่งในที่สุด บรรดาคำวิจารณ์ต่างๆ ก็มักส่งผลกับหนังในเวลาหลังจากนั้น ทั้งลบและบวกยากจะคาดเดา…และนี้คือตัวอย่างของหนังที่เคยถูกเลือกมาเปิดในเทศกาลหนังแห่งนี้

 

Moulin Rouge! (2001)

ก่อนฉาย : ชื่อของผู้กำกับชาวออสเตรเลียอย่าง บาซ เลอร์มานน์ ถูกรู้จักในฐานะผู้กำกับหนังโศกนาฏกรรมความรักที่ดัดแปลงมาจากหนังสือของ วิลเลี่ยม เซคสเปียร์ อย่าง Romeo + Juliet (1996) ในเวอร์ชั่นที่เปรี้ยวจี๊ดสไตล์จัดจาน จนคนดูอดคาดหวัง เมื่อเขากลับมาในรอบ 5 ปี ด้วยหนังแนวมิวสิคัลเต็มรูปแบบที่ว่าด้วยความรักระหว่างนักเขียนหนุ่มกับนางโชว์สุดอลังการเรื่องนี้

Moulin Rouge! (2001)

หลังฉาย : ด้วยสไตล์องค์ประกอบศิลป์อันฉูดฉาด ไปจนถึงการนำบรรดาสารพันเพลงฮิตจากยุคต่างๆ ที่มีตั้งแต่เพลงป็อบจากยุค 80 อย่าง Like a Virgin ของมาดอนน่า หรือเพลงกรันจ์ร็อคสุดดังของ Nirvana อย่าง “Smells Like Teen Spirit” มาเรียบเรียงใหม่ใช้ในสไตล์ละครมิวสิคัลได้อย่างมีเสน่ห์ จนได้รับการตอบรับจากนักวิจารณ์อย่างอบอุ่นและได้รับการยกย่องว่าเป็นมาสเตอร์พีชของเลอร์มานน์จนถึงวันนี้ซึ่งก็รวมไปถึงรายได้ทำไปแบบไม่เจ็บตัวในอเมริกา แถมไปไกลถึงการคว้า 5 รางวัลออสการ์กลับบ้าน ซึ่งรวมไปถึงสาขาใหญ่สุดอย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย

 

My Blueberry Nights (2007)
ก่อนฉาย : หนังภาษาอังกฤษเรื่องแรกของผู้กำกับชาวฮ่องกงที่มีลายเซ็นชัดเจนอย่าง หว่อง กาไว ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องอันเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงการกำกับภาพอันวูบไหวของ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ตากล้องคู่บุญ และการเอา “ความเหงา” มาทำให้เป็นอารมณ์อันสุดป็อบ จนทำให้ช่วงยุค 90 กลายเป็นช่วงเวลาทองของผู้กำกับคนนี้ก็ได้ ทั้ง Chungking Express (1994), Happy Together (1997– ที่ส่งเขาได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมในเทศกาลนี้) หรือ In the Mood for Love (2000) เป็นต้น ก่อนจะหายไปสี่ปีกับการทำ 2046 (2004) ที่โดนนักวิจารณ์หลายๆ คนตำหนิว่า หว่องยังคงวนเวียนอยู่กับสไตล์เดิมๆ จนน่าเบื่อไปเสียแล้ว

My Blueberry Nights (2007)

หลังฉาย : แม้จะมีองค์ประกอบอันน่าตื่นเต้น ทั้งการได้นักร้องสาวอย่าง นอร่าห์ โจนส์ มาเล่นหนังเป็นเรื่องแรก แถมด้วยนักแสดงเกรดเออย่าง จู๊ด ลอว์, ราเชล ไวซ์, นาตาลี พอร์ตแมน ที่มากันคนละนิดละหน่อย ปรากฏว่าเสียงวิจารณ์หลังฉายแตกออกเป็นทั้งเกลียดและรักแยกกันชัดเจน ทั้งกล่าวชมหนังโรแมนติก – โรดมูฟวีที่ว่าด้วยสาวผู้ใจสลายจากแฟนเก่า ก่อนออกเดินทางเพื่อเยียวยาใจตัวเองเรื่องนี้ สามารถถ่ายทอดความรู้สึกเหงาเศร้าผ่านการเล่าเรื่องด้วยภาพ ผ่านฝีมือของ ดาริอุส คองยี (ตากล้องชั้นครูของวงการที่มารับหน้าที่แทน คริส ดอยล์) ผ่านทัศนียภาพของประเทศอเมริกาและบรรยากาศแสงไฟในยามกลางคืน แต่ทั้งหมดที่ว่ามานั้นอีกฝั่งกลับมองว่ามันช่างห่างไกลจากสิ่งที่น่าจดจำซึ่งตัวหว่องเคยทำได้เมื่อครั้งทำงานนอกอเมริกาเหลือเกิน

สุดท้าย หนังทุนสร้าง 10 ล้านเหรียญ กลับทำเงินในอเมริกาไปได้ไม่ถึงล้านเหรียญแต่ในส่วนตัวหว่องก็ออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า สำหรับตัวเขาMy Blueberry Nights คือหนังฮ่องกงที่มาถ่ายทำในอเมริกาและทีมงานที่มีฝีมือของที่นี่เท่านั้นเอง)

 

Blindness (2008)
ก่อนฉาย : ผู้กำกับชาวบลาซิเลียน เฟอร์นันโด ไมเรล์เลส (Fernando Meirelles) ที่โด่งดังจาก City of God (2002) (หนังcoming of age ที่เล่าเรื่องของเด็กหนุ่มผู้เติบโตท่ามกลางความรุนแรงในชุมชนแออัดกลางริโอ เดอ จาเนโร) ก่อนจะข้ามมาแจ้งเกิดในอเมริกาด้วย The Constant Gardener (2005) ที่ได้เข้าชิงออสการ์หลายสาขา ก่อนจะคว้ารางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (จาก ราเชล ไวซ์) และสาขาบทดัดแปลงยอดเยี่ยม โดยคราวนี้ไมเรล์เลส์ กลับมาพร้อม Blindness หนังที่ดัดแปลงจากนวนิยายไว-ไฟลึกลับของนักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม โชเซ สารามาโก (José Saramago) ว่าโรคระบาดประหลาดที่ทำให้ผู้คน “ตาบอดสีขาว”

Blindness (2008)

หลังฉาย : หนังได้รับคำวิจารณ์ในด้านบวก โดยเฉพาะการสร้างบรรยากาศโลก dystopia ได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ของไมเรล์เลสที่ตั้งใจดัดแปลงให้ใกล้เคียงกับตัวหนังสือมากที่สุด (ซึ่งประทับใจ สารามาโก จนถึงขนาดหลั่งน้ำตา และกล่าวว่าการดูหนังเรื่องนี้ มันให้ความรู้สึกเหมือนเขาเขียนหนังสือจบก็ไม่ปาน) ไปจนถึงการแสดงของสามตัวละครหลักอย่าง จูลีแอนน์ มัวร์, มาร์ค รัฟฟาโร และ กาเอล กาเซีย เบอร์นัล

แต่ปรากฏว่า…หนังเจ๊งไม่เป็นท่า หลังเข้าฉายจริงในอเมริกา จากทุนสร้าง 25 ล้านเหรียญ แต่หนังเก็บไปได้เพียงราว 20 ล้านเหรียญเท่านั้น ส่วนตัวของไมเรล์เลสเอง หลังไม่ประสบความสำเร็จนักกับหนังเรื่องนี้ก็กลับไปทำหนังและซีรีส์ในบ้านเกิดของตนเองจนถึงปัจจุบันนี้

 

Up (2009)

ก่อนฉาย : สำหรับการเลือกแอนิเมชั่นจากค่ายพิกซาร์เรื่องนี้มาเปิดในเทศกาลหนังเมืองคานส์ ถือได้ว่ามีความเป็นพิเศษอยู่สองอย่าง คือหนึ่งนี้เป็นแอนิเมชั่นเรื่องแรกที่ได้ฉายเปิดในเทศกาลนี้ และสองคือ นี่ยังเป็นหนังเปิดคานส์ที่ฉายในระบบสามมิติเรื่องแรกอีกด้วย โดย UP เป็นแอนิเมชั่นลำดับที่สิบของสตูดิโอพิกซาร์ และเป็นผลงานกำกับเรื่องที่สองของ พีท ด็อกเตอร์ จาก Toy Story 2 โดยว่าด้วยการผจญภัยของ คาร์ล คุณตาหน้าเบื่อโลก กับ รัซเซล เด็กอ้วนช่างสงสัยที่มาวุ่นจนทำให้เขา ต้องผูกบ้านกับลูกโป่งเพื่อหนีให้พ้น ก่อนจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่พวกเขาลืมไม่ลง

UP (2009)

หลังฉาย : มีนักวิจารณ์บางคนถึงกับให้คะแนนเต็มสิบ! นั่นอาจจะดูเว่อร์เกินความคาดหมาย แต่กระแสที่ออกมานั่นไปในทางบวกอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยเฉพาะแง่มุมความสัมพันธ์ของคาร์ลและภรรยาที่ถูกปูมาในต้นช่วงเรื่องที่ทำให้ผู้ชมสนุกและอินกับหนังไปตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งการที่คานส์เลือกเอาแอนิเมชั่นเรื่องนี้มาเปิดเทศกาล ก็อาจจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการสื่อถึงยุคทองของแอนิเมชั่น ณ ขณะนั้นก็ว่าได้

ซึ่งสุดท้าย UP ได้กลายเป็นความสำเร็จที่สุดครั้งหนึ่งของพิกซาร์ ด้วยการทำเงินในอเมริกากว่า 293 ล้านเหรียญสหรัฐ และกวาดทั่วโลกกว่า 730 ล้านเหรียญ พร้อมทั้งกวาดคำชมและรางวัลไปมากมาย รวมไปถึงสาขาแอนิเมชั่นยอดเยี่ยมบนเวทีลูกโลกทองคำและออสการ์ในปีนั้นอีกด้วย

 

Grace of Monaco (2014)
ก่อนฉาย : หนังถูกจับตามองอย่างมากในฐานะภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ เกรซ เคลลี นักแสดงฮอลลีวูดที่โชคชะตาพลิกผันดั่งเทพนิยาย กลายเป็น ‘เกรซแห่งโมนาโก’ โดยได้ผู้กำกับชาวฝรั่งเศสอย่าง โอลีวีเยร์ ดาอ็อง (Olivier Dahan) ที่มีเครดิตจาก La Vie en Rose (2007) ที่แจกเกิดนักแสดงสาว มาริยอง โกติยาร์ด แบบเต็มตัวมาแล้ว

โดยใน Grace of Monaco ยังได้นักแสดงดังอย่าง นิโคล คิดแมน มารับเจ้าหญิงเกรซ และ ทิม ร็อธ เป็นเจ้าชายเรนีเยร์ที่สาม แต่กระนั้น หนังก็มีเค้าลางแห่งหายนะ เมื่อเกิดปัญหาระหว่างดาอ็องกับ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ที่สั่งให้เขาไปตัดหนังมาเสียใหญ่เพราะมันเศร้าและน้ำเน่าเกินไป จนกระทั่งไปไกลถึงขั้นหนังมีสองเวอร์ชั่น คือเวอร์ชั่นฝรั่งเศสของดาอ็อง และเวอร์ชั่นฮอลลีวูดของไวน์สตีน (ที่ดาอ็องเรียกหนังเวอร์ชั่นนี้แบบเสียๆ ว่า “เศษขี้ก้อนโต” !)

Grace of Monaco (2014)

หลังฉาย : เราจะไม่ขอลงลึกละกันว่าหนังเรื่องนี้โดนด่าแบบเสียๆ หายๆ ยังไงบ้าง เอาเป็นว่ามันโดนสับเละเสียจนไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดกันเลยทีเดียว มิหนำซ้ำยังโดนตำหนิจาก เจ้าชายอัลแบร์ที่สอง, เจ้าหญิงกาโรลีน และเจ้าหญิงวเตฟานีแห่งโมนาโก พระบุตรและพระธิดาของเจ้าหญิงเกรซและเจ้าชายเรนีเยร์ที่สาม ว่าเต็มไปด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริง จนเรียกหนังเรื่องนี้ว่า “เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น” เท่านั้น