หนังโลกที่เราอยากดู : White God (2014) – มะหมากบฏ…คน

Home / ข่าวหนัง, ข่าวหนัง arthouse สารคดี / หนังโลกที่เราอยากดู : White God (2014) – มะหมากบฏ…คน

White God (2014) – มะหมากบฏ…คน

White God - poster

…นี่คือหนังสงคราม ที่เหล่าฝูงสุนัข ลุกขึ้นมาก่อกบฏกับมนุษย์ !!

ภาพยนตร์ฮังการี เจ้าของรางวัลหนังยอดเยี่ยมในสาย Un Certain Regard (เอิง แซเตง เรอการ์ – สายประกวดรอง ซึ่งหนังที่ถูกคัดเลือก มักเป็นงานของผู้กำกับหน้าใหม่ ไปจนถึงหนังที่มีความแปลกใหม่ในการเล่าเรื่อง เช่นหนังไทยที่เคยได้รับเลือกไปฉายอย่าง ‘ฟ้าทะลายโจร’ ในปี 2000 หรือ ‘สุดเสน่หา’ ในปี 2002 ซึ่งเรื่องหลังได้รับรางวัลสูงสุดในสายนี้เช่นเดียวกับ White God) ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ฝรั่งเศส เมื่อปี 2014

กระนั้น ชื่อของ กอร์เนล มุนดรักโซ (Kornél Mundruczó) อาจไม่คุ้นหูคอหนังมากนัก แต่เมื่อย้อนไปดูเครดิตของตัวมุนดรักโซแล้ว ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา เพราะ Pleasant Days หนังเรื่องที่สองของเขาเคยได้รางวัลจากเทศกาลหนังเมืองโลการ์โน ในปี 2002 อีกทั้งมาเยี่ยมเยือนเทศกาลหนังเมืองคานส์อยู่เป็นประจำ ทั้งเรื่อง Johanna ในสายเอิง แซเตง เรอการ์ เมื่อปี 2005 และติดสายประกวดหลักมาแล้วถึงสองครั้ง คือในปี 2008 กับ Delta และ Tender Son: The Frankenstein Project ในปี 2010 ก่อนที่มุนดรักโซจะมาโด่งดังจากหนังเรื่องนี้

White God 02

โดยหนังยาวทั้ง 5 เรื่องก่อนหน้านี้ของมุนดรักโซ มักเน้นเล่าแง่มุมดราม่ากับตัวละครมนุษย์ที่ผิดแปลกจากสังคม เช่น แก๊งโจรที่สองหนุ่มสมาชิกเป็นไบเซ็กชวลกับเกย์ หรือเด็กหนุ่มที่กลับออกมาจากสถานสงเคราะห์เพื่อพบว่าตนเองไม่ได้รับการต้อนรับจากครอบครัวจึงแก้ปัญหาด้วยการฆาตกรรม รวมไปถึงโจนออฟอาร์ค “Tender Son คือ จุดฟูลสต็อปของประโยคแรกในชีวิตการทำหนังของผม ตอนนี้ผมเติบโตขึ้นมามาก หมดเวลาสำหรับการทำหนังแบบวัยรุ่นแล้วล่ะ” ปัจจุบันเขาอายุ 39 “ผมกำลังสนใจในความคิดซึ่งเรียกร้องฟอร์มที่แตกต่างในการนำเสนอ ในสภาวะที่ศิลปวัฒนธรรมอยู่ในช่วงขาลง ผมต้องการฟอร์มใหม่ๆ ภาษาใหม่ๆ เพื่อจะเข้าถึงคนวงกว้างมากขึ้น”

มุนดรักโซเล่าไอเดียความสนใจ ตั้งแต่ได้ฟังบิ๊กไอเดียสั้นๆ ว่ามันคือหนัง ‘สงครามของสุนัขที่ลุกขึ้นก่อกบฏกับมนุษย์’ ที่สำคัญ มันถูกเล่าผ่านจากมุมมองของหมาอีกด้วย…หืม? เข้าถึงวงกว้างมากขึ้นด้วยการเล่าเรื่องจากมุมมองของหมาเนี่ยนะ? “ผมกำลังริเริ่มทดลองเล่นกับ genre ต่างๆ โดยเลือก White God เป็นผลงานชิ้นแรกในชีวิตทางภาพยนตร์ของผมหลังจากนี้”

White God - in cannes
กอร์เนล มุนดรักโซ (Kornél Mundruczó) – คนซ้ายมือ กับสองนักแสดงนำอย่างสาวน้อย Zsófia Psotta และเจ้าตูบของเรื่อง

ชื่อหนังที่แสดงนัยยะอย่างแจ่มแจ้งทำให้นักวิจารณ์จำนวนมากหยิบไปเทียบเคียงกับ White Dog (แซมวล ฟูลเลอร์, 1982) ซึ่งเล่าเรื่องสุนัขที่ถูกฝึกพิเศษให้ฆ่าคนผิวดำ “ปัจจุบันระบบชนชั้นวรรณะต้องนิยามกันให้แหลมคมขึ้นกว่าเดิม” มุนดรักโซอธิบายแนวคิดเพิ่มเติมโดยไม่ปฏิเสธการเชื่อมโยงนี้ “ความเหนือกว่าดีกว่ากลายเป็นอภิสิทธิ์ของคนผิวขาวที่เติบโตมาภายใต้ความศิวิไลซ์แบบตะวันตก และแทบเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่ยอมใช้ความได้เปรียบนี้เลยสักครั้งหนึ่งในชีวิต …ใช่แล้ว เรานี่แหละ เราคือสมาชิกของมวลชนเปี่ยมอภิสิทธิ์ ผมเลยอยากทำหนังที่กล่าวถึงความเคียดแค้น ความโกรธเกรี้ยวอันทรงพลังของคนอีกฝั่งหนึ่งพร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์ความมั่นอกมั่นใจในตนเองอย่างน่ารังเกียจของพวกคนขาวทั้งหลายอันเต็มไปด้วยคำลวง ความจริงแบบปิดตาข้างเดียวที่สร้างขึ้นด้วยการกักกรอบผู้ที่ถูกจำกัดให้เป็นคนกลุ่มน้อย เพียงเพื่อหวังว่าสักวันเราจะกำจัดเขาได้อย่างสมบูรณ์ ปฏิเสธความเท่าเทียมอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยทฤษฎีรองรับ และไม่เคยเชื่อในการอยู่ด้วยกันอย่างสันติ”

White God 03

อย่างไรก็ดี หนังก็ไม่ได้เริ่มต้นด้วยอารมณ์ธริลเลอร์สยองขวัญสั่นประสาทเพียงนั้น ออกจะเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย (จนถูกนำไปเทียบเคียงกับหนังฟีลกู๊ดอมตะอย่าง Lassie) เพราะมันเล่าถึงความผูกพันระหว่าง ลิลี เด็กหญิงวัยสิบสามกับ ฮาเกน สุนัขพันธุ์ผสมที่ถูกพ่อสั่งให้เอาไปปล่อย (เพราะรัฐบาลฮังการีในหนังออกกฎหมายเก็บภาษีระดับป่าเถื่อนสำหรับเจ้าของที่เลี้ยงสุนัขซึ่งไม่ใช่สายพันธุ์แท้) เมื่อเธอไม่ยอมปล่อยก็ใช้วิธีหลอกล่อกระทั่งเจ้าหมาหายตัวไป เด็กสาวจึงออกตามหาทั้งด้วยความเป็นห่วงและโกรธแค้นพ่อ – ขนานไปกับความพยายามดิ้นรนหาทางกลับบ้านของฮาเกนที่ไม่ได้ลงเอยอย่างสวยงามและชวนซึ้งใจในความอุตสาหะซื่อสัตย์ของ ‘เพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์’ อย่างที่เรามักเห็นในหนังญี่ปุ่น แต่กลับต้องพบความโหดร้ายนานา ทั้งเจ้าหน้าที่ที่คอยไล่จับสุนัขจรจัด ขอทานที่ใช้ประโยชน์จากความน่ารักของหมาเพื่อเรียกเงิน และเจ้าของแคมป์ฝึกหมาไว้กัดกันให้คนดูพนันขันต่อ และเมื่อมันถูกจับไปรวมไว้กับสุนัขจรจัดอื่นๆ ในที่คุมขัง ฟางเส้นสุดท้ายจึงขาดสะบั้นและหมดเวลาสำหรับความเชื่อที่ว่า ‘มนุษย์คือเพื่อนที่ดีที่สุดของสุนัข’ แล้วหากมองด้วยมุมแบบไทยๆ ที่ ‘หมา’ เป็นคำด่าติดปากในชีวิตประจำวัน อาจรู้สึกว่านี่ไม่ใช่การเหยียดอีกชั้นหนึ่งของ ‘ผู้กำกับคนขาว’ ต่อ ‘ชนกลุ่มน้อย’ หรอกหรือ? (หรือถ้ามองด้วยมุมมองที่กว้างกว่านั้นก็ยังอาจเกิดคำถามว่า ทำไมเขาจึงเลือกแทนภาพคนเหล่านั้นด้วยสัตว์)

White God 00

ลองฟังมุนดรักโซเล่าต่อในประเด็นนี้ “ผมเลือกใช้สัตว์เป็นภาพแทนการเล่าถึงคนที่ถูกทำให้เป็นกลุ่มน้อยโดยตรง เพราะผมต้องการพูดถึงซับเจ็คต์ที่อ่อนไหวมากๆ นี้ได้อย่างเสรี หลีกเลี่ยงการแสดงภาพที่มีลักษณะต้องห้าม (taboo) ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมจึงเล่าเรื่องของสัตว์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมิตรที่ดีที่สุดของมนุษย์ซึ่งลุกฮือขึ้นต่อต้านนายเก่าและเครือข่ายด้วยความโกรธแค้นหลังถูกทรยศ เพื่อที่การดำรงอยู่ของพวกเขาจะได้ ‘มีคุณค่า’ มากกว่าที่เป็นอยู่

“มุมมองในหนังเรื่องนี้สุนัขเป็นตัวแทนของผู้ที่ตกอยู่ในสถานะ ‘คนชายขอบตลอดกาล’ และนายคือพระเจ้า …คาแร็กเตอร์ของ ‘พระเจ้า’ นี่แหละที่ผมสนใจ พระเจ้าผิวขาวจริงหรือ? หรือแต่ละคนมีพระเจ้าเป็นของตนเองกันแน่? เพราะเอาเข้าจริงแล้ว สิ่งที่คนขาวทำเป็นและทำได้ดีก็คือการออกคำสั่งกับการล่าอาณานิคมในบริบทต่างๆเท่านั้น” ก่อนจะเผยแรงบันดาลใจหนึ่งที่มีส่วนสำคัญสำหรับทิศทางนี้ว่า “สำหรับงานศิลปะ การอธิบายความจริงอันไร้กาลเวลาด้วยวิถีใหม่ๆ นั้นเป็นเรื่องยาก กระทั่งผมได้พบกับงานเขียนของ (J. M. Coetzee) ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ปลดปล่อยตัวเองอย่างแรง หนังสือของเขาแสดงให้เห็นมิติที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างอีกชั้นหนึ่งเสมอ แม้กระทั่งในบริบทหรือพื้นที่ซึ่งถูกจัดให้เป็นชายขอบของชายขอบแล้วก็ตามที ผมจึงเริ่มคิดถึงสัตว์ในฐานะสิ่งมีชีวิตซึ่งมีปัญญา มีเหตุผล และถูกกดทับใช้ประโยชน์จากมนุษย์ตลอดมา ก่อนจะคิดหาวิธีถ่ายหนังโดยใช้สุนัขจำนวนมากให้ได้และให้ทั้งตัวละครเด็กสาวกับสุนัขเป็นภาพสะท้อนซึ่งกันและกัน ในภาวะที่ทั้งคู่ต้องสูญเสียความเยาว์วัยและความบริสุทธิ์ทางจิตใจไปพร้อมๆ กัน” (สุนัขที่เขาใช้ถ่ายทำล้วนเคยอยู่ในสถานอภิบาลสัตว์จรจัด และทั้งหมดได้บ้านใหม่หลังจากถ่ายหนังเรื่องนี้จบ “ประสบการณ์ในการถ่ายทำบอกผมว่า หนังเรื่องนี้ถือเป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมที่แสดงให้เห็นความร่วมมือระหว่างสองเผ่าพันธุ์”)

White God 01

เช่นเดียวกับในบริบทสังคมภาพกว้างที่อ้างอิงถึงเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ที่ยังคงทำงานอยู่ White God ก็ทำงานกับสังคมฮังการีในปัจจุบันด้วย “ผมมองว่านี่คือการวิพากษ์ฮังการีในอนาคต เมื่อกฎอันคับแคบทำงานเหนือมวลชนกลุ่มใหญ่ ซึ่งสภาวการณ์เช่นนี้กำลังกัดกินไปทั่วทวีปยุโรป นักการเมืองถูกลดรูปเป็นเหมือนแค่เรียลิตีโชว์ที่เรากดโหวตคนนี้ขึ้น เอาคนนั้นออก ผมมองว่าความตึงเครียดลักษณะนี้เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง หากเรามองมันอย่างผิวเผิน ในอนาคตก็จะถึงเวลาที่ประชาชนลุกฮืออย่างไม่อาจต้านทาน ทั้งหมดนี้ผมทำภายใต้การนำเสนอภาพกรุงบูดาเปสต์ในแบบที่ร่วมสมัยที่สุด ให้หลุดจากภาพจำในหนังยุโรปตะวันออกที่มักผูกติดกับภาพแบบยุคหลังโซเวียต ผมโฟกัสที่สภาพความเป็นจริงที่ว่า เราดำรงอยู่ภายใต้ผลลัพธ์จากความโกลาหลครั้งใหญ่
ความไม่แน่นอนที่ฝังรากลึก และความไม่มั่นคงที่ทำให้เราไม่อาจวางแผนหรือคาดการณ์อนาคตระยะยาวได้เลย”

White God จึงประกอบไปด้วยโครงสร้างที่หยิบจับลักษณะเด่นของหนังแต่ละประเภทมารวมกัน มีทั้งความเป็นเมโลดรามา หนังผจญภัย และหนังล้างแค้น “ทั้งหมดที่ว่ามานี้มีอยู่จริงในสังคมยุโรปตะวันออกนะครับ บางคนมีชีวิตแบบละครน้ำเน่าในขณะที่คนอื่นๆ อยู่กันแบบหนังธริลเลอร์ เราเห็นมันเปลี่ยนไปมาง่ายพอๆ กับกดรีโมตเปลี่ยนช่องทีวี การคว้าจับ genre ต่างๆ ขึ้นมารับใช้ไอเดียสำคัญเพียงประเด็นเดียวถือเป็นเรื่องตื่นเต้นสำหรับตัวผมเอง ผมอยากรู้ว่าเราใช้ภาพจำซ้ำซากควบคู่ไปกับความจริงแท้ได้ไหม ตอนนี้ผมมองว่ามันอยู่ใกล้กันมากจนเริ่มรุกล้ำซึ่งกันและกัน”

และท่าทีแบบหนึ่งที่เขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ใช้ในหนังเรื่องนี้แน่นอนก็คือการล้อเลียนแบบ parody “เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องตลก และผมทำหนังเรื่องนี้เพื่อตั้งคำถามทางจริยธรรมที่สำคัญมาก ผู้ชมต้องเดินทางมาถึงจุดที่ผมแถลงสาร พร้อมหัวใจที่เต้นระรัว”

ตัวอย่างภาพยนตร์
เบื้องหลังการถ่ายทำ