หนังโลกที่เราอยากดู : Kumiko, the Treasure Hunter (2014)

Home / ข่าวหนัง, ข่าวหนัง arthouse สารคดี, หนังฮอลลีวูด / หนังโลกที่เราอยากดู : Kumiko, the Treasure Hunter (2014)

Kumiko, the Treasure Hunter (2014)

หญิงสาวผู้ตามหาสมบัติใน Fargo

เรื่อง : พัทธดนย์ สิริอมราพร / ชายธี

Kumiko, the Treasure Hunter - poster

ท่ามกลางหิมะขาวโพลนรอบถนนไฮเวย์ที่แผ่ขยายอาณาเขตไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา ชายหนุ่มแปลกหน้าในชุดเสื้อคลุมสีน้ำตาลเข้มกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ริมรั้วแบ่งเขตระหว่างถนนกับทุ่งหญ้าซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเตอะ ใบหน้าที่แสดงความเจ็บปวดอยู่เป็นระยะของเขาเกรอะกรังไปด้วยเลือด สองมือแดงฉานของเขากำลังฝังกลบกระเป๋า

ใส่เงินสีเข้มตรงหน้าด้วยอาการลุกลี้ลุกลน ก่อนที่มันจะจมหายกลืนไปกับพื้นหิมะจนมองแทบไม่เห็น เขาปักมีดขูดน้ำแข็งด้ามสีแดงสดเอาไว้เหนือผืนหิมะเพื่อทำเป็นเครื่องหมาย ก่อนจะเร่งรีบไปจากที่นั่นเพื่อหาทางจบเรื่องบ้าๆ ทั้งหมดนี้เสียที…

Fargo
Fargo (1996)

นั่นคือฉากหนึ่งใน Fargo หนังธริลเลอร์-ตลกร้ายฝีมือพี่น้อง โจเอล และ อีธาน โคเอน ในปี 1996 ที่เล่าเรื่องราวของเซลส์แมนขายรถกิ๊กก๊อกคนหนึ่งที่ร้อนเงินหนัก จนคิดพิเรนทร์จ้างโจรกระจอกสองคนให้มาจับเมียตัวเองไปเรียกค่าไถ่จากพ่อตาผู้ร่ำรวย แต่แผนการกลับเลยเถิดเกินควบคุม และนำพาทุกคนที่เกี่ยวข้องไปสู่หายนะชนิดที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ – โดยฉากในข้างต้นก็ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์บ้าๆ เหล่านั้น เมื่อโจรหัวหมอที่กำลังบาดเจ็บ (สตีฟ บุสเซมี) ตัดสินใจเอาเงินเรียกค่าไถ่ส่วนหนึ่งมาซุกไว้กลางหิมะ หลังได้พลั้งมือฆ่าตัวละครสำคัญตัวหนึ่งไป และมันก็คงจะเพียงแค่เรื่องบ้าๆ ในหนังเรื่องหนึ่งเท่านั้น

…หากแต่ในอีก 5 ปีถัดมา หญิงสาวชาวญี่ปุ่นวัย 20 ตอนปลายที่ชื่อ ทาคาโกะ โคนิชิ จะลงทุนเดินทางมายังรัฐมินเนโซตา สหรัฐอเมริกา -อันเป็นฉากหลังของ Fargo- เพื่อค้นหาเงินสดในกระเป๋าซึ่งถูกฝังเอาไว้ใต้ผืนหิมะตามที่ปรากฏอยู่ในหนัง!

Kumiko, the Treasure Hunter 01

ข่าวสุดพิลึกพิลั่นเช่นนี้ ไปเตะตาสองพี่น้องนักทำหนังอย่าง เดวิด และ นาธาน เซลล์เนอร์ ขณะกำลังนั่งอ่านข่าวทางอินเตอร์เน็ตเข้าอย่างจัง “เรื่องของเธอมีคุณสมบัติในการเป็นตำนานที่จะไม่มีวันเชย มันเหมือนกับเป็นนิทานปรัมปราของคนยุคโมเดิร์นพวกเราเอาแต่คิดว่าอะไรกันที่จะดลใจให้คนคนหนึ่งเดินทางเพื่อการนี้” เดวิดที่รับหน้าที่เป็นผู้กำกับกล่าว และแม้ว่าข่าวนี้จะยังมีช่องโหว่เรื่องความสมเหตุสมผลอยู่อีกหลายจุด แต่นั่นก็ยิ่งทำให้พวกเขาอยากเติมเต็มมันด้วยจินตนาการของพวกเขาเอง ซึ่งหลังจากร่วมกันพัฒนาไอเดียมานานกว่า 14 ปี (!) มันก็ได้กลายมาเป็น Kumiko, the Treasure Hunter

Kumiko, the Treasure Hunter03

 

หนังขวัญใจนักวิจารณ์ตามเทศกาลหนังหลายแห่งในช่วงปีที่ผ่านมาเรื่องนี้ ว่าด้วย คูมิโกะ (รินโกะ คิคูชิ) หญิงสาวชีวิตเส็งเคร็งจากโตเกียวที่เริ่มเชื่อว่าสมบัติซึ่งถูกฝังอยู่กลางหิมะในหนังอเมริกันที่เธอชอบดูนั้นมีอยู่จริง ซึ่งแม้ว่า Kumiko, the Treasure Hunter จะต้องใช้เวลานานถึง 14 ปีในการปลุกปั้น แต่พี่น้องเซลล์เนอร์บอกว่ามันกลับส่งผลดีต่อตัวหนังอยู่ไม่น้อย เพราะ…

ยุคสมัยช่วยบ่มเพาะเรื่องเล่า : ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีให้เลือกเสพอย่างจำกัด (ไม่ต้องพูดถึงโซเชียลมีเดียที่ยังไม่เกิด!) เรื่องราวของโคนิชิจึงมีสถานะเป็นเหมือนกับเรื่องเล่าสุดพิศวงที่ดูสดใหม่และน่าสนใจในทุกครั้งที่นึกถึง และข้อมูลที่มีอยู่จำกัดนี้เองก็ทำให้พวกเขาสามารถต่อยอดเรื่องราวไปได้อีกไม่รู้จบ ซึ่งถ้าหากว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน พวกเขาก็คงลังเลที่จะเขียนบทหนังเกี่ยวกับมัน เพราะ “มันคงเป็นข่าวที่ถูกเคี้ยวและคายทิ้งในเวลาอันรวดเร็ว”

Kumiko, the Treasure Hunter 03

มีเวลาฝึกปรือฝีมือ : แม้จะเป็นบทที่ถูกเขียนไว้เป็นเรื่องแรกๆ แต่กว่าจะได้เปิดกล้องก็ปาเข้าไปสิบกว่าปีแล้ว แต่กระนั้น พวกเขาก็ไม่ได้ทำตัวว่างไปวันๆ แต่เลือกที่จะสั่งสมประสบการณ์ด้วยการทำทั้งหนังสั้นและหนังยาว อาทิ Goliath (2008) และ Kid-Thing (2012) ซึ่งหลังจากที่ได้ผ่านผลงานมามากขึ้น มันก็ช่วยให้พวกเขาสามารถหาเงินทุนในการทำ Kumiko ได้ง่ายขึ้น แถมยังทำให้ อเล็กซานเดอร์ เพย์น (Nebraska) เล็งเห็นฝีมือและยอมมาเป็นผู้อำนวยการสร้างให้อีกด้วย

Kumiko, the Treasure Hunter 05

การทำหนังคือการวิ่งมาราธอน : “การทำหนังไม่ใช่การวิ่งแข่งระยะสั้นๆ ถ้าคุณรู้จักอดทนเรียนรู้และปรับปรุงผลงานไปเรื่อยๆ มันก็จะช่วยให้คุณสามารถสร้างสิ่งที่ถูกที่ควรขึ้นมาได้” เดวิดพูดถึงการใช้ชีวิตอยู่กับหนังสักเรื่องเป็นเวลานานๆ “ข้อดีก็คือ มันช่วยให้พวกเราได้มีเวลาขัดเกลาเรื่องราวให้ดียิ่งขึ้น แล้วพอเราเริ่มถ่ายทำจริง มันเหมือนว่าเราได้ตัดต่อหนังไว้ในหัวเรียบร้อยแล้ว การทำงานเลยง่ายขึ้น …แต่ก็คงดีกว่า ถ้าเรื่องหน้าเราจะไม่ใช้เวลาเตรียมงานกันนานขนาดนี้” (ฮา)

This Is a True Story (2003) 01
ภาพจาก This Is a True Story (2003)

จริงๆ แล้ว ไม่ได้มีแค่พี่น้องเซลล์เนอร์เท่านั้นที่สนใจเรื่องของโคนิชิ เพราะย้อนกลับไปในปี 2001 พอล เบิร์กเซลเลอร์ ผู้กำกับชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในกรุงลอนดอน ก็หยุดคิดถึงข่าวชิ้นนี้ที่เขาได้อ่านมาจากหนังสือพิมพ์ The Daily Telegraph ไม่ได้เช่นกัน เขาจึงตัดสินใจที่จะทำหนังเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเริ่มต้นสืบหาความจริงด้วยการโทรไปหาตำรวจเมืองดีทรอยต์เลคส์เพื่อขอดูแฟ้มคดี ก่อนที่จะใช้ข้อมูลและชื่อของผู้คนที่ปรากฏอยู่ในนั้นมาเป็นเบาะแสเบื้องต้น พร้อมกับจ้างตากล้องรวมถึงนักแสดงสาวอย่าง มิมิ โอโมริ ให้มาสวมบทโคนิชิด้วย

“ผมอยากให้มิมิแต่งตัวแบบเดียวกับที่โคนิชิแต่ง เจอกับคนที่โคนิชิเจอ ถ่ายทำในห้องพักที่โคนิชิเคยพักผมอยากให้ทุกอย่างใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด ให้เหมือนกับว่าได้นำตัวตนของเธอกลับมา” แล้วพวกเขาก็ตรงดิ่งไปที่มินเนโซตา และรวบรวมข้อมูลตามสถานที่ต่างๆ ที่โคนิชิเคยไปเยือน

This Is a True Story (2003) 03
พอล เบิร์กเซลเลอร์ – ภาพจาก This Is a True Story (2003)

ทว่าจุดพลิกผันในการสืบเรื่องนี้ของเบิร์กเซลเลอร์ เกิดขึ้นหลังจากการสนทนากับ เจสซี เฮลแมน จนท.ตำรวจผู้อ้างว่าเคยได้พูดคุยกับโคนิชินานกว่า 4 ชั่วโมง เขาเล่าว่ามือของโคนิชิกุมแผ่นกระดาษที่ไม่มีรูปอะไรเลยนอกจากถนนกับต้นไม้เอาไว้ แถมยังเอาแต่พูดอะไรงึมๆ งำๆ ที่ฟังดูคล้ายกับคำว่า Fargo อีกต่างหาก “ผมฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออกหรอกนะ และเธอก็พูดอังกฤษไม่ได้ด้วย แต่เธอก็เอ่ยคำว่า Fargo ออกมา เธอคงอยากไปที่ที่เงินถูกฝังเอาไว้ในหนัง” เฮลแมนว่า

แต่เรื่องเล่านี้ของเขากลับทำให้เบิร์กเซลเลอร์เกิดเอะใจขึ้นมา “อ้าว! แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าเธอพูดถึง Fargo ในเมื่อเธอไม่ได้พูดอังกฤษเลยสักนิด” คำถามนี้ทำเอาเฮลแมนถึงกับอึ้งกิมกี่ “ตอนนั้นเองที่ผมเข้าใจทุกอย่าง …หมอนั่นกุเรื่องขึ้นมาเองทั้งหมด! เรื่องสาวญี่ปุ่นบ้าๆ ผู้ดั้นด้นมาตามหาเงินที่ทุกคนสนใจกันนักหนา มันเป็นแค่เรื่องโกหกคำโต!” เบิร์กเซลเลอร์เล่า

This Is a True Story (2003) 02
ภาพจาก This Is a True Story (2003)

แต่ถึงกระนั้น เขายังคงมีคำถามที่ค้างคาใจ ‘ถ้าโคนิชิไม่ได้เดินทางมาตามหาสมบัติ แล้วเธอมาทำอะไรกันแน่?’ เขาจึงเดินทางไปยังบ้านพักของโคนิชิที่ย่านชิบูยะในโตเกียวตามที่อยู่ที่ปรากฏในแฟ้มคดี จนได้พบกับเจ้าของบ้านผู้พาเขาไปดูห้องที่โคนิชิเคยพักอาศัยอยู่ เขาจึงได้รู้ว่า โคนิชิเป็นเพียงหญิงบ้านนอกที่เดินทางมาทำงานเป็นสาวบาร์ในย่านโคมแดงของกรุงโตเกียว ซึ่งเมื่อประกอบเข้ากับอีกหนึ่งข้อมูลสำคัญที่ระบุว่า ในคืนสุดท้ายที่โคนิชิยังมีชีวิตอยู่ เธอใช้เงินไม่ต่ำกว่า 88 ดอลลาร์ในการโทรศัพท์ 40 นาทีไปยังสิงคโปร์ เบิร์กเซลเลอร์จึงสืบสาวตามไปจนพบว่ามันเป็นเบอร์ฯ ของนายธนาคารหนุ่มชาวอเมริกันจากเมืองฟาร์โกผู้ที่โคนิชิเคยตกหลุมรักในโตเกียว ก่อนที่เขาจะทิ้งเธออย่างไม่ใยดีแล้วย้ายไปอยู่สิงคโปร์

This Is a True Story (2003) 04
ภาพจาก This Is a True Story (2003)

ในจดหมายลาตายของโคนิชิที่เธอเขียนส่งถึงครอบครัว -ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่เบิร์กเซลเลอร์ตามสืบไปถึง- มีเนื้อความสุดสะเทือนใจว่า เธอได้เดินทางมายังบ้านเกิดของคนรักเก่าเพื่อปลิดชีพตัวเอง โดยศพของเธอถูกพบที่เมืองดีทรอยต์เลคส์ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2001 และผลการชันสูตรก็ทำให้พบยาในร่างกายมากกว่าหกชนิด ตั้งแต่ยานอนหลับ, ยากล่อมประสาท ไปจนถึงยาต้านโรคจิต “เธอดื่มแชมเปญสองขวด ก่อนจะเอนกายลงบนพื้นหิมะ ความเป็นจริงนี้ช่างน่าหดหู่เกินกว่าที่เราทุกคนจะคาดคิดไปถึงเสียอีก” เบิร์กเซลเลอร์ทิ้งท้าย – ซึ่งต่อมา เบิร์กเซลเลอร์ก็รวบรวมทั้งหมดกลายเป็นหนังสารคดีทางโทรทัศน์ยาว 25 นาทีที่ชื่อ This Is a True Story (2003) นั่นเอง (ดูแบบเต็มเรื่องได้ ที่นี่)

**เรียบเรียงจาก BIOSCOPE ฉบับที่ 159 (เมษายน 2015)