รื้อหิ้งหนังเก่า : Closer (2004) – ตกหลุมรัก ทรยศ และปวดร้าว

Home / ข่าวหนัง, หนังฮอลลีวูด / รื้อหิ้งหนังเก่า : Closer (2004) – ตกหลุมรัก ทรยศ และปวดร้าว

Closer (2004)
ตกหลุมรัก ทรยศ และปวดร้าว

Closer (2004) - poster

“ผมคิดว่าการค้นหาคนรักเป็นการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่เคยน่าเหนื่อยหน่าย มันคือเหตุผลว่า ทำไมเราเกิดขึ้นมา ผมคิดว่าเมื่อคุณพบคนพิเศษสำหรับตัวคุณ ทุกๆ อย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปหมด ชีวิตของคุณเปลี่ยน ความคิดที่คุณจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรก็เปลี่ยน คุณเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับคนที่คุณรัก”

ไมค์ นิโคลส์ นักทำหนังชาวอเมริกัน (แต่เกิดในเยอรมัน) พูดถึงผลงานหนังในปี 2004 ของเขา ที่แม้หน้าหนังจะพูดถึงเรื่องความรักความสัมพันธ์ของคนในรุ่นปัจจุบัน แต่มันก็ยังแฝงไว้ด้วยประเด็น ‘การเมืองเรื่องเพศ’ เช่นเดียวกับในยุค 60 และ 70 ที่เขาสำรวจเรื่องนี้ผ่านหนังเสมอมา

Closer (2004) 03
ไมค์ นิโคลส์ (Mike Nichols, 1931–2014)

ชื่อของ ไมค์ นิโคลส์ (Mike Nichols, 1931–2014) อาจถูกมองข้ามอย่างง่ายดาย เพียงเพราะเขาไม่ได้สร้างสไตล์หรือลายเซ็นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างชัดเจน ไม่ได้นำเศษเสี้ยวของชีวิตหรือบุคลิคส่วนตัวมาใส่ในหนังอย่างเห็นเป็นรูปธรรม งานของนิโคลส์ไม่ได้ซ้ำซ้อนเกินความเข้าใจ ทว่า…มันกลับ ‘เข้าใจง่าย’ เกินไปเสียด้วยซ้ำ – แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ลดทอนคุณค่าของตัวเขาแต่อย่างใด เพราะแทนที่เขาจะเป็นผู้กำกับออเตอร์ เขากลับเลือกเป็น ‘นักเสียดสี’ (Satirist)

นิโคลส์เป็นนักเสียดสีสังคมตัวฉกาจ ไม่ว่าจะเป็นการเสียดสีแบบ ‘ขำขื่น’ หรือ ‘ขำขัน’ ก็ตาม ตัวอย่างเช่นงานสุดคลาสสิคของเขา The Graduate (1967) ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างหนุ่มหัวกบฏ (ดัสติน ฮอฟฟ์แมน) กับแม่แฟนสาวของเขา (แอนน์ แบนครอฟต์) ที่แม้ดูผิวเผินมันคือเรื่องราวดราม่าเข้มข้นของตัวละครที่มีความขัดแย้งรุนแรง แต่ The Graduate คือบันทึกของนิโคลส์ที่มีต่อสังคมอเมริกันช่วงเชื่อมต่อยุค 60 และ 70 -มันคือช่องว่างระหว่างวัยที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์อเมริกา- แบนครอฟต์ คือ ‘มิสซิส โรบินสัน’ เปรียบเสมือนคนรุ่นเก่าที่มือถือสากปากถือศีล ส่วนฮอฟฟ์แมน คือ ‘เบนจามิน’ ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ มีไฟแห่งความสร้างสรรค์ และหัวใจของขบถ

…แต่ในฉากสุดท้ายของ The Graduate เบนจามินตัดสินใจพาแฟนสาววิ่งหนีออกจากงานแต่งงานที่เธอไม่เต็มใจ ทั้งคู่รีบวิ่งห้อขึ้นรถประจำทาง ก่อนจะพบกับบรรดาสายตาของผู้โดยสารที่จ้องมายังชายหนุ่มและหญิงสาวในชุดแต่งงาน รอยยิ้มที่มีเริ่มจางหายกลายเป็นความรู้สึกหลงทางกับอนาคตที่ไม่รู้ข้างหน้า ความขบถที่ได้มาซึ่งความว่างเปล่า ล้อไปกับเพลง Sound of Silence ของไซม่อนและการ์ฟังเกล ที่อธิบายและบันทึกอารมณ์จิตวิญญาณขบถผู้หลงทางในปลายยุค 60 ได้อย่างดี

Closer (2004) 04

แม้ Closer (2004) จะมีโครงสร้างคล้ายงานยุคแรกๆ ของเขา เพียงแค่แนวคิดการเมืองเรื่องเพศที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย นี่จึงเป็นหนังทีมีแง่มุมต่างออกไปในแบบที่เขาไม่เคยเล่ามาก่อน แต่กระนั้นสิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยคือความแตกต่างระหว่าง ชาย และ หญิง

“ผมคิดว่า ผู้หญิงคนหนึ่ง สามารถเข้าใจผู้ชายคนหนึ่งได้ทั้งหมด แต่ผู้ชายคนหนึ่งไม่สามารถเข้าใจผู้หญิงสักคนได้หรอก” ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่ นี่คือทฤษฎีของนิโคลส์ “มันอยู่ในดีเอ็นเอที่ทำให้ผู้ชายฆ่าผู้ชายอีกคน แต่ผู้หญิงไม่ได้ถูกตั้งโปรแกรมมาให้ฆ่ากันเอง ผู้หญิงเป็นคนลืมง่าย เช่น เธอลืมไปอย่างรวดเร็วว่าผู้ชายของเธอนอกใจ ถ้าเหตุการณ์กลับกันผู้ชายจะลืมช้ากว่า นอกจากนี้ ผู้ชายมีเพื่อนคู่หูและพวกเขาจะรักกันมาก แต่ทว่าพวกเขาจะไม่หยุดแข่งขันกันเอง”

เมื่อหญิง-ชายไม่เหมือนกัน ดังนั้นทั้งคู่จึงต้องระวังตัวในความสัมพันธ์เสมอ นิโคลส์ยกตัวอย่างว่า “เช่นเมื่อคนหนึ่งเผลอนอกใจ  แล้วอีกคนหนึ่งพูดว่า ‘บอกฉันมาเถอะ ฉันไม่โกรธหรอก แต่ฉันแค่อยากรู้ความจริง’ …ทุกๆ คนที่อายุมากกว่า 11 ขวบรู้ว่าไม่ควรตอบคำถามนี้ เพราะการตอบมันคือจุดเริ่มต้นของการสร้างความเจ็บปวดของทั้งสองฝ่าย”

Closer (2004) 02

“ผมจึงคิดว่า Closer เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ‘อันตรายของการใกล้ชิด’ คุณมีสิทธิ์ที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างในหัวของอีกคนหรือเปล่า? คุณมีสิทธิ์ที่จะปกป้องความคิดในหัวของคุณรึเปล่า? คำตอบคือ มีสิ! ความรักเป็นเรื่องของการให้อิสระต่อกันและกัน มากกว่าการซึมซับตัวตนของอีกฝ่ายหนึ่ง”

“คนสองคนไม่มีทางรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้หรอก ในประสบการณ์ของผม ความสุขเกิดขึ้นได้เมื่อคนสองคนอยู่ด้วยกันและระมัดระวังระยะห่างที่พอเหมาะ ยกตัวอย่างเช่น ภรรยาของผมจะไม่ตอบคำถามว่า ‘ตอนนี้คุณกำลังคิดอะไรอยู่?’ เธอแค่ไม่ตอบ ผมก็ลองไม่ตอบเหมือนกัน แต่ผมไม่เก่งเท่าเธอ มันน่าสนใจดีนะ สิ่งสำคัญก็คือ คุณควรจะจำไว้ว่าคุณไม่จำเป็นต้องตอบไปซะทุกคำถามหรอก คำถามว่า ‘คุณกำลังคิดอะไรอยู่?’ ไม่ได้หมายความว่า ‘คุณกำลังจะพูดอะไร?’ ความคิดของคุณเป็นของคุณและมันอยู่ในหัวของคุณได้ คุณไม่จำเป็นต้องบอกมันออกมา”

Closer เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของคน 2 คู่ : นักเขียน (จู๊ด ลอว์), นักเต้นระบำเปลื้องผ้า (นาตาลี พอร์ตแมน), ช่างภาพ (จูเลีย โรเบิร์ตส์) และ แพทย์ (ไคลฟ โอเวน) พวกเขามีความสัมพันธ์สลับไปสลับมา ในขณะที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มีดาราหน้าตาดีถึง 4 คน แต่ตัวละครเหล่านี้กลับมีนิสัยไม่ดีเอาเสียเลย ถึงขนาดที่หลายคนตกใจว่าทำไม จูเลีย โรเบิร์ตส์ และ นาตาลี พอร์ตแมน จึงรับเล่นเป็นตัวละครที่ไม่เอาใจคนดู

แต่ทว่า นี่เป็นจุดมุ่งหมายหนึ่งของนิโคลส์

Closer (2004) 01

“ถ้าคุณเป็นผู้กำกับเพื่อจะเอาใจผู้ชม งานคุณก็เจ๊งตั้งแต่ตรงนั้นแล้วล่ะ คุณต้องเล่าเรื่องที่คุณอยากเล่า แล้วหวังว่า จะมีปริมาณคนที่สนใจเรื่องที่คุณเล่า มากเพียงพอที่จะทำให้มันมีคุณค่าขึ้นมา ผมคิดว่าการทำหนังเอาใจคนดูเป็นไอเดียแบบฮอลลีวูด ดูตัวละครคลาสสิคอย่างคู่ผัวเมียใน Macbeth ของเชคสเปียร์สิ พวกเขาไม่ได้เป็นที่รักของใครเลย แต่พวกเขาเป็นตัวละครที่ดี ผมคิดว่าถ้าทุกคนเป็นคนที่น่าชื่นชมไปหมด ผมคงไม่กล้าออกจากบ้านแล้วละ (หัวเราะ)”

“ผมรู้สึกแปลกใจที่หลายคนช็อคที่ผมนำเสนอด้านเลวร้ายของตัวละคร เพราะสำหรับผมแล้ว พวกเขาคือด้านที่เลวร้ายของพวกเรานี่เอง”

“เรามักพูดกันง่ายเกินไปว่า ตัวเองเป็นคนสะอาดบริสุทธิ์” นิโคลส์ปิดท้าย

**เรียบเรียงจาก นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 38 (มกราคม 2548)