หนังโลกที่เราอยากดู : Amy (2015) – ชีวิตแสนเศร้าของเอมี ไวน์เฮาส์

Home / ข่าวหนัง, ข่าวหนัง arthouse สารคดี / หนังโลกที่เราอยากดู : Amy (2015) – ชีวิตแสนเศร้าของเอมี ไวน์เฮาส์

Amy (2015)
ชีวิตแสนเศร้าของเอมี ไวน์เฮาส์

Amy (2015)-poster

เอมี ไวน์เฮาส์ (Amy Winehouse) ศิลปิน-นักแต่งเพลงแนวโซล-แจ๊ส เธอเกิดในครอบครัวชาวยิวในลอนดอนแต่กำเนิด ซึ่งด้วยความชอบในดนตรีแจ๊สของที่บ้าน บวกด้วยพรสวรรค์ทางการร้องเพลง ทำให้เธอได้มีโอกาสเซ็นสัญญากับค่ายเพลงตั้งแต่อายุเพียง 13 ปี ก่อนจะมีอัลบั้มแรกเป็นของตัวเองในปี 2003 ที่ชื่อว่า Frank ในสไตล์เพลงแจ๊สร่วมสมัยในวัยเพียง 20 ปีเท่านั้น และก็ประสบความสำเร็จในบ้านเกิดของตน ด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์และเทคนิคการร้องอันแสนมหัศจรรย์

MUNICH, GERMANY - NOVEMBER 01:  Singer Amy Winehouse performs "Back to Black" on stage during the 2007 MTV Europe Music Awards held at the Olympiahalle on November 1, 2007 in Munich, Germany.  (Photo by Jeff Kravitz/FilmMagic)
Amy Winehouse (Photo by Jeff Kravitz/FilmMagic)

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญทางอาชีพของเธอ คือความทะเยอทะยานในความต้องการที่จะทำให้แนวเพลงของตนแตกต่างออกไป ก่อนที่โชคชะตาจะพาเธอมาเจอกับ มาร์ค รอนสัน (Mark Ronson) ศิลปินเพลงและโปรดิวเซอร์เพลงที่มีความสนใจในดนตรีอันหลากหลาย ซึ่งมีส่วนช่วยให้เอมีเกิดแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง และเป็นจุดเริ่มต้นของอัลบั้มชุดที่สองของเธอที่ชื่อ Back to Black ในปี 2006 ที่ได้รอนสันมาช่วยโปรดิวซ์ให้ พร้อมทั้งแนวเพลงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการนำเอาความคลาสสิคแบบเพลงแจ๊สยุค 50’s และ 60’s มาผสมผสานกับแนวโซล ร็อค และอาร์แอนด์บี จนทำให้อัลบั้มชุดนี้พุ่งทะยานไปถึงอันดับ 1 ในชาร์ตอันดับอัลบั้มขายดีที่อังกฤษ และส่งให้เธอดังข้ามฝั่งไปถึงอเมริกาอีกด้วย

Amy (2015)-Back to Black
อัลบั้ม Back to Black ในปี 2006

ทว่าชื่อเสียงที่โด่งดังแบบพลิกฝ่ามือนี้ ก็แลกมาด้วยราคาอันแสนแพง – ชีวิตส่วนตัวของเธอกลายเป็นที่ต้องการของผู้คนและสื่อมวลชน เมื่อบวกกับความอื้อฉาวของแฟนหนุ่มที่คบหาในขณะนั้นอย่าง เบลค ฟิลเดอร์-ซีวิล (Blake Fielder-Civil) ก็เหมือนเป็นจุดเริ่มของชีวิตอันพังทลาย ที่เกิดขึ้นล้อไปกับความสำเร็จในวงการเพลงอันล้นหลามของเธอ

หากทว่าชีวิตของเธอช่างแสนสั้น – เอมี ไวน์เฮาส์ ถูกพบศพในอพาร์ตเม็นต์ของเธอโดยบอดี้การ์ดส่วนตัวในช่วงบ่ายวันที่ 23 กรกฎาคม 2011 โดยผลชันสูตรเผยว่า เธอได้เสียชีวิตมาแล้วถึงสามวัน และพบว่าในเลือดของเธอมีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์สูงกว่า 5 เท่าของกฏหมายจราจรกำหนด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอหัวใจล้มเหลวจากพิษสุรา ด้วยวัยเพียง 27 ปีเท่านั้น…

“หลายคนถามผมว่า ‘ทำไมคุณถึงอยากทำหนังเกี่ยวกับขี้ยาล่ะ?’ ผมเลยตอบไปว่า นี่แหละคือเหตุผลที่ผมอยากทำหนังเรื่องนี้ เพราะมันเป็นสิ่งเลวร้ายมากที่คุณจะตราหน้าเด็กสาวคนหนึ่งแบบนั้น – เธอถูกเข้าใจผิด และมันก็มีเรื่องราวเบื้องหลังที่เกิดขึ้นกับชีวิตเธอมากไปกว่านั้น” อาซีฟ คาพาเดีย (Asif Kapadia – ผกก.สารคดีชื่อดังอย่าง Senna) พูดถึงความตั้งใจที่เขามีต่อการทำ Amy สารคดีเรื่องล่าสุดของเขาซึ่งเล่าถึงชีวิตหลากมุมของนักร้องสาวเจ้าของ 6 รางวัลแกรมมี่ผู้ล่วงลับคนนี้

โดยคาพาเดีย รวบรวมเอาฟุตเตจส่วนตัวของเอมีที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นจนถึงช่วงท้ายๆ เพื่อถ่ายทอดความรักและพลังสร้างสรรค์ที่เธอมีต่อการทำงานดนตรี โดยมีเรื่องราวชีวิตแสนเศร้าจากปากคำของเธอเอง (พร้อมด้วยเสียงจากการสัมภาษณ์คนในครอบครัว, เพื่อนสนิท ไปจนถึงเพื่อนร่วมงาน รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ครั้ง!) เป็นประเด็นแวดล้อมของหนัง โดยเฉพาะกับความสำเร็จในงานเพลงที่ส่งผลเสียไปถึงความเป็นส่วนตัว (ในปี 2003 เธอเคยเปรยไว้ว่า “ฉันไม่เคยคิดเลยสักนิดว่าฉันจะโด่งดัง ฉันไม่คิดว่าฉันจะจัดการมันได้หรอกนะ ฉันคงต้องเป็นบ้าไปก่อนแน่ๆ”), สุขภาพ (เธอเป็นโรคซึมเศร้าและอนอเร็กเซียมาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ก่อนที่จะมาติดเหล้าและสารเสพติดในภายหลัง) และความสัมพันธ์ (ทั้งครอบครัวและอดีตสามีที่รักๆ เลิกๆ กันมานานอย่าง เบลค ฟิลเดอร์-ซีวิล) ก่อนที่เธอจะเสียชีวิต

“ผมรู้สึกแย่มากตอนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ถ้าเอมีได้ดูก็คงฉุนเหมือนกัน” มิตช์ ไวน์เฮาส์ พ่อของนักร้องดัง กล่าวถึงความรู้สึกถึงหนังว่าเป็นการ ‘ชี้นำผู้ชมแบบผิดๆ และเต็มไปด้วยความเท็จมากมาย’ แถมยังให้ภาพเขาว่าเป็น ‘พ่อผู้เห็นแก่ตัว’ ที่เอาเปรียบลูกสาวจนทำให้เธอไม่สามารถเลิกใช้สารเสพติดได้อีกด้วย (เช่น บังคับให้เธอขึ้นเวทีคอนเสิร์ตหลังเพิ่งไปล้างพิษยามาหมาดๆ เพื่อที่เขาจะไม่สูญเสียรายได้ หรือยกกองถ่ายไปหาเธอที่บ้านใหม่ขณะกำลังพักฟื้น เพื่อถ่ายทำเรียลิตี้ว่าด้วยชีวิตการเป็น ‘พ่อของเอมี’ จนทำให้เธอปรี๊ดแตกมาแล้ว!)

โดยคาพาเดียก็แย้งว่า “หนังไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้ใครต้องหัวเสีย แต่มันเพียงเป็นการแสดงให้เห็นถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเธอ มันเต็มไปด้วยความวุ่นวายและเรื่องราวอีกร้อยแปด มันจึงกลายมาเป็นภาพที่เราได้เห็นกันในหนังเรื่องนี้ ซึ่งนั่นแหละคือภาพความเป็นจริง” เขายืนยันว่า หนังไม่ได้กล่าวโทษใครทั้งนั้น แต่มันคือการชี้ให้เห็นถึงปัจจัยรอบตัวที่ทำให้เธอต้องจบชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวมากกว่า “มุมมองของผมก็คือการสร้างหนังที่ซื่อสัตย์และเป็นธรรมกับเอมีที่สุด หนังเต็มไปด้วยความตึงเครียด เพราะหลายสิ่งรอบตัวเธอมันยากเกินกว่าที่เธอจะรับมือไหว และผมก็คิดว่ามันคงเป็นเรื่องยากที่คนเหล่านั้นจะดูมันไปได้จนจบ เพราะมันก็เหมือนกับพวกเขากำลังส่องสำรวจตัวเองไปด้วยนั่นแหละ”

Amy (2015) 01

อย่างไรก็ดี Amy ได้รับคำชมว่าสามารถเผยด้านที่ละเอียดอ่อนของไวน์เฮาส์ออกมาได้อย่างจับใจและทรงพลัง ซึ่งคาพาเดียยืนยันว่า นั่นไม่ได้เป็นเพราะฝีมือของเขา แต่เป็นเพราะตัวตนจริงๆ ของเธอนั้นช่างแสนมหัศจรรย์มาตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก “มีศิลปินแค่ไม่กี่คนหรอกครับที่จะได้รับการยอมรับจากคนแทบทุกกลุ่ม…เธอนี่แหละที่เจ๋งจริง” เขาว่า “แล้วสิ่งที่ผมชอบอย่างหนึ่งในหนังก็คือ เวลาที่เธอหยิบกล้องมาถ่ายตัวเอง และทำตัวผ่อนคลายต่อหน้ากล้อง ซึ่งเส้นทางจากจุดที่ว่านี้ไปยังความโดดเดี่ยวในชั่วขณะที่เธอจ้องมองกล้องของพวกปาปารัซซี่ด้วยความหวาดหวั่นนั้น มันเป็นช่วงเวลาที่แสนสั้นเหลือเกิน”

**เรียบเรียงจากนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 161 (มิ.ย. 2015)