สำรวจโลกของ ‘เต๋อ นวพล’ ก่อนจะมาเป็น ‘ฟรีแลนซ์ฯ’

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / สำรวจโลกของ ‘เต๋อ นวพล’ ก่อนจะมาเป็น ‘ฟรีแลนซ์ฯ’
สำรวจโลกของ ‘เต๋อ นวพล’ ก่อนจะมาเป็น ‘ฟรีแลนซ์ฯ’

nawapol

ก่อนที่ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ จะเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากหนังเรื่องล่าสุดของเขา ‘ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ’ หรือก่อนที่หลายๆ คนจะรู้จักเขาจากผลงานหนังอิสระอย่าง ’36’, Mary Is Happy, Mary Is Happy และ The Master เราขอพาผู้ชมไปย้อนดูผลงานเก่าๆ ตั้งแต่สมัยยังทำหนังสั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นวพลสั่งสมประสบการร์และประกอบสร้างตัวตนจนเป็นเขาในทุกวันนี้

นวพลเริ่มทำหนังสั้นเรื่องแรก ตั้งแต่สมับเป็นนิสิตปีสอง คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือเรื่อง ‘บ้านหด’ (2004) ซึ่งได้รางวัลรองชนะเลิศในงาน Movie Mania ครั้งที่ 5 ก่อนที่จะเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงการหนังสั้น จากการคว้ารางวัลที่ 2 และรางวัลป๊อปปูล่าโหวตในงาน Fat Film Festival 2006 (ครั้งที่ 4) เรื่อง SEE (2006) หนังสารคดีสั้นที่นวพลบันทึกความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับพ่อเอาไว้

“ที่เราเริ่มเล่าจากเรื่องจริง อาจเป็นเพราะมันง่าย เหมือนคนทำหนังแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่พอได้อ่าน ได้รู้อะไรเยอะขึ้น เราเลยเริ่มเห็นโครงสร้างแล้วว่า ทุกคนมีโลกเป็นของตัวเอง คือตาคนเราเห็นสิ่งเดียวกันแต่รู้สึกไม่เหมือนกัน ซึ่งเรารู้สึกว่าเรื่องนี้สนุกสุดกว่าเยอะ …คือตาเราเห็นสิ่งเดียวกัน แต่รู้สึกกับมันไม่เหมือนกัน แล้วแต่ใครจะตีความยังไง หนังเราเลยแบบ … เฮ้ย เข้ามาอยู่ในหัวของผมเถอะ”

เมื่อจบการศึกษา นวพลยังคงสนุกกับการทำหนังสั้นเป็นงานอดิเรก(ที่จริงจัง) ควบคู่ไปกับการทำงาน ‘ฟรีแลนซ์’ ทั้งเขียนคอลัมน์ในนิตยสาร a day และ Hamberger (มีมาเขียนใน BIOSCOPE บ้างเป็นครั้งคราว) และเข้าไปเป็นทีมเขียนบทใน GTH ซึ่งหนังสั้นในช่วงนี้ ได้สะท้อนตัวตนของนวพลและสิ่งที่เขาสนใจรอบตัวมากขึ้น ทั้ง ‘ยุเรียมเป็นผัวฝรั่ง’ (2006 เรื่องสุดเซอร์ของชายหญิงที่ออกเดินทางจากหลุมหลบภัย แล้วออกมากินยาธาตุตรากระต่ายบิน) ที่นวพลทำร่วมกับ รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค (ผกก. หนังสั้น  ‘แหม่มแอนนา หัวนม มาคารอง โพนยางคำ และการศึกษาขั้นพื้นฐาน’ – 2014), Bangkok Tanks (2006 – บทบันทึกสนทนา MSN ในค่ำคืนวันรัฐประหารปี 2549), You have to wait, antway (2007 – การนั่งรอคอยของหญิงสาวสองคน)

ไปจนถึงซีรีส์หนังสั้นชื่อสัตว์ป่าอย่าง ‘เพนกวิน’ (2007 -ชายหญิงเดินตามหาเพนกวินในสวนสาธารณะตอนกลางคืน), ‘ยีราฟ’ (2008 – หญิงสาวนอนคอยความตายด้วยการฟังเพลงโซเดมาคอม), ‘สมเสร็จ’ (2008 – ชายสองคนเดินทางเข้าป่าเพื่อตามหาคลื่นเสียงของสมเสร็จ) ซึ่งสะท้อน ‘ความปลงเชิงวิทยาศาสตร์’ ที่สะท้อนมาจากความหลงใหลในธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ (ช่วงโตแล้ว)

“การปลงเชิงวิทยาศาสตร์คือ เวลาเรามีความทุกข์มากๆ เราก็จะคิดว่าเราเป็นแค่ลิงประเภทหนึ่ง จะเอาอะไรมาก เราไม่ได้ต่างไปจากหมา แมว ยีราฟ ปลาวาฬ หรือตัวกินมดเลย เราแค่หาอาหารมากินให้ได้อิ่มท้องในทุกวัน ใช่กล้ามเนื้อปีนป่ายต้นไม้บ้างก็โอเค อย่าไปยึดติดมาก เพราะของแบบนี้มันทำให้เราเป็นทุกข์ได้เสมอ สุดท้ายเราก็ตาย หายไป ไม่มีชาตินี้ชาติหน้า ทุกวันนี้คนเราก็เหมือนหาอะไรทำแก้เบื่อในระหว่างรอความตายกันทุกคนนั่นแหละ”

 

metawee
เบื้องหลัง ‘มั่นใจว่าคนไทยเกินหนึ่งล้านคนเกลียดเมธาวี’ (2011)

ความก่ำกึ่งของ mass และ indy ในตัวนวพล

อีกสิ่งที่นวพลโดดเด่นคือ การมีรสนิยมในความชื่นชอบในศิลปะกระแสหลักและกระแสรองพร้อมๆ กัน ทั้งหนัง เพลง หรือสิ่งต่างๆ รอบตัว จนทำให้เกิดงานหนังสั้นรสประหลาดเหล่านี้

ชุดหนังสั้น ‘บันทึกกรรม’ – โปรเจ็กต์ที่นวพล ได้ทดลองทำหนังสั้นฉายทางโทรทัศน์ โดยการชักชวนของ ทรงยศ สุขมากอนันต์ ซึ่งเคยร่วมงานกันใน ‘Top Secret วัยรุ่นพันล้าน’ (2011) ซึ่งนวพลเขียนบทหนังเรื่องนี้ โดยนวพลได้ทำทั้งสิ้น 3 ตอน คือ ‘ทางโลก’ (2009 – พระหนุ่มผู้ถูกขอร้องให้ช่วยเหลือจากโยมพ่อให้ฆ่าเสี่ยผู้ชั่วช้า) ‘ปาณาติปาตา’ (2010- เมื่อแม่ได้ชมคลิปการฆ่าวัว เธอจึงหันมากินแต่พืชผักแทน จนเดือดร้อนไปถึงลูกและสามีของเธอผู้ชื่นชอบการกินเนื้อเป็นชีวิตจิตใจ) และ ‘มั่นใจว่าคนไทยเกินหนึ่งล้านคนเกลียดเมธาวี’ (2011- หนังซึ่งถ่ายทอดในสไตล์สารคดีปลอม ว่าด้วยหลากมุมมองของผู้คนในรั้วโรงเรียนมัธยม ที่มีต่อดาวโรงเรียนที่ชื่อ เมธาวี) ซึ่งทำให้เห็นว่า แม้จะเป็นผลผลิตที่อยู่ในกระแสหลักอย่างทีวี (ออกอากาศทาง ช่อง 3 ตอนบ่ายๆ วันเสาร์ ซึ่งมีกลุ่มผู้ชมเป็นคนทั่วไป) แต่นวพลก็ยังสามารถใส่สไตล์ของตัวเองลงไปในหนังสั้นทั้งสามเรื่องได้ ภายใต้อารมณ์ขันร้ายๆ และการแช่กล้องลองเทคที่กลายเป็นเอกลักษณ์ติดตัวมาจนถึง ‘ฟรีแลนซ์ฯ’ (ทั้งสามเรื่องสามารถหาดูได้ใน ยูทูบ ของนวพลเอง)

'ฝรั่งเศส' (2009)
‘ฝรั่งเศส’ (2009)

หนังสั้นตามโจทย์ และโครงการพิเศษต่างๆ – ตามเวทีประกวดหนังสั้นทั้งหลายที่คนทำหนังสั้นคุ้นเคย นวพลก็สามารถตีโจทย์และทำหนังออกมาได้อย่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ภายใต้กติกาและเนื้อหาของเวทีประกวดนั้นๆ ได้อย่างคมคายและเจ็บแสบ เช่น ‘ฝรั่งเศส’ (2009) ที่เล่าเรื่องชีวิตของนักศึกษาตาบอดที่ต้องไปสอบวิชาฝรั่งเศส ในโครงการของสถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ ( สสพ. ) และ ‘พี่หมีอยากไปอียิปต์’ (2009) ที่ทำขึ้นในโครงการ “สูบไปทำไม” โดยมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ด้วยโจทย์การเปิดโปงเบื้องหลังฉากบุหรี่ในภาพยนตร์ (ทั้งสองเรื่อง BIOSCOPE มีส่วนร่วมเป็นโปรดิวเซอร์ และควบคุมการผลิตด้วย) หรือ Sorry (2013 – หนังสั้นโครงการ ‘โตไปไม่โกง’) ที่เสียดสีวัฒนธรรมการลอกเลียนในวงการคนผลิตสื่อสร้างสรรค์ได้อย่างแสบคัน

Sorry (2013)
Sorry (2013)