หนังโลกที่เราอยากดู : Z for Zachariah (2015)

Home / ข่าวหนัง, ข่าวหนัง arthouse สารคดี / หนังโลกที่เราอยากดู : Z for Zachariah (2015)

Z for Zachariah (2015) – รักสามเส้า…ในวันโลกดับ

Z for Zachariah - Poster mondo

พล็อตว่าด้วยโลกดิสโทเปีย เช่น วันใกล้โลกแตก โรคร้ายระบาด ประชากรลดลง หรืออนาคตจำลองอันแสนโหดร้าย ถูกใช้ดัดแปลงเป็นหนังสารพันรูปแบบ เช่นเดียวกับหนังร่วมทุนสามสัญชาติ ไอซ์แลนด์/สวิตเซอร์แลนด์/นิวซีแลนด์ โดยหนังที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grand Jury Prize สายหนังดราม่า จากเทศกาลหนังซันแดนซ์เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเรื่องนี้ ที่หยิบเอาฉากหลังของโลกแบบดิสโทเปีย มาเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของ 1 หญิง กับ 2 ชาย ที่ต้องเอาตัวรอดในสภาวะที่โลกเต็มไปด้วยสารกัมมันตรังสีจากนิวเคลียร์

Z for Zachariah 03

“สมัยก่อนมีหนังแนวโลกหลังหายนะ (post-apocalyptic movies) มากมายที่เจ๋งโคตร เช่น Five (1951) ที่เล่าชีวิตของคน 5 คนที่รอดจากสงครามนิวเคลียร์ หรือ The Quiet Earth (1985) กับ Testament (1983) ผมก็ชอบมาก เพราะมันเน้นประเด็นดราม่าระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองมากกว่า” ผกก. เคร็ก โซเบิล ให้ความเห็นหลังจากเว็บไซต์ Rolling Stone เปรยถามถึงหนังแนวโลกหลังหายนะเรื่องใดที่เขาโปรดปราน “ผมชอบเรื่องราวและผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังมหันตภัย หนังแนวนี้ทุกวันนี้เล่าแต่เรื่องของกลุ่มวัยรุ่น ที่หันมาต่อต้านสังคมดิสโทเปียจากรัฐบาลเผด็จการ ต่างจากหนังในยุคที่ผมโตมาซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสิ้นหวังซึ่งเกิดจากการที่รัฐบาลไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยต่างหาก”

ด้วยเหตุนี้ โซเบิลจึงเลือกถ่ายทอด Z for Zachariah ในมุมมองที่ว่า ความสัมพันธ์อันซับซ้อนและเปราะบางของเหล่าผู้รอดชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่งในโลกหลังอารยธรรมล่มสลายหาใช่การขาดแคลนทรัพยากรหรือสภาพแวดล้อมมากมลพิษไม่

โดยโซเบิล เคยผ่านงานกำกับมาแล้วถึงสองเรื่อง หลังเรียนจบจาก North Carolina School of the Arts และเข้าวงการหนังด้วยการเป็นมือขวาของเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง เดวิด กอร์ดอน กรีน (All the Real Girls, Pineapple Express) อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเบนมาทำหนังของตัวเอง ทั้ง Great World of Sound (2007 – เล่าเรื่องวัฒนธรรมดังชั่วข้ามคืน อันว่าด้วยเรื่องราวของเซลส์แมนตกอับผู้ต้องผันตัวมาทำงานเป็นทีมแมวมองคอยเสาะหานักร้องหน้าใหม่ให้ค่ายเพลงค่ายหนึ่ง ก่อนที่เขาจะพบว่าเบื้องลึกเบื้องหลังการทำงานของค่ายเพลงนี้ไม่ได้สุจริตอย่างที่เขาคาดคิด) และ Compliance (2012- สร้างจากเค้าโครงเหตุการณ์จริงในสหรัฐฯ อันว่าด้วยผู้จัดการร้านฟาสต์ฟู้ดแห่งหนึ่งซึ่งได้รับโทรศัพท์จากชายผู้อ้างตัวเป็นตำรวจว่าพนักงานสาวในร้านของเธอขโมยเงินจากลูกค้าไป เธอจึงดึงตัวพนักงานคนนั้นมาค้นตัวหลังร้าน ก่อนที่เรื่องราวจะเลยเถิดขึ้นเรื่อยๆ)

Z for Zachariah 02

มือเขียนบท นิสซาร์ โมดี ดัดแปลงบทหนังมาจากนิยายชื่อเดียวกันปี 1974 ของ โรเบิร์ต โอ ไบรอัน ซึ่งมีฉากหลังเป็นโลกในอนาคตที่ใกล้ล่มสลายเพราะสงครามนิวเคลียร์ที่อุบัติขึ้น โดยจุดศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่สามตัวละครคือ แอนเบอร์เด็น, จอห์น ลูมิส และ เคเล็บ (รับบทโดย มาร์โก ร็อบบี, ชิวเอเทล เอจีโอฟอร์ และ คริส ไพน์ ตามลำดับ) แอนเป็นหญิงสาวผู้ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวในฟาร์มเล็กๆ ของครอบครัวซึ่งเป็นเขตปลอดการปนเปื้อนกัมมันตรังสี เธอคิดมาตลอดว่าเธอเป็นผู้เหลือรอดคนสุดท้ายบนโลก จนกระทั่งได้พบกับจอห์น นักวิทยาศาสตร์ที่หลงเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเธอโดยบังเอิญ ความสัมพันธ์ของบุคคลแปลกหน้าสองคนดูจะพัฒนาไปด้วยความราบรื่น หากแต่การปรากฏตัวของบุคคลที่สามอย่างเคเล็บก็กลับทำให้ความเชื่อใจของทั้งคู่ต้องสั่นคลอน…

ภายใต้เปลือกนอกที่ดูเป็นหนังรักสามเส้าที่มีฉากหลังเป็นโลกหลังหายนะ แท้จริงแล้วประเด็นโรแมนซ์ไม่ได้อยู่ในหัวของโซเบิลแม้แต่น้อย หากจะมีโรแมนซ์อยู่ในนั้น ก็คงเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์สามชีวิตที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของแต่ละฝ่ายมาก่อน และต้องเริ่มเรียนรู้ความแตกต่างของกัน เรียนรู้ที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์และเจรจากับอีกฝ่าย แล้วจึงก่อตัวเป็นความผูกพันขึ้นอย่างช้าๆ จนนำไปสู่ความใกล้ชิดในที่สุด

Z for Zachariah 01
จากซ้ายมือ – คริส ไพน์, ชิวเอเทล เอจีโอฟอร์ และ มาร์โก ร็อบบี

นอกจากนี้ โซเบิลยังตั้งคำถามกับตัวเองว่า “อะไรที่จะทำให้มนุษย์อยู่รอดในวันสิ้นโลก” และคำตอบของเขาก็คือ ‘การสื่อสาร’ นั่นเอง มันจึงนำไปสู่การปรากฏตัวขึ้นของมือที่สามอย่างเคเล็บ (เหตุการณ์ในนิยายต้นฉบับถูกเล่าผ่านสายตาของแอนคนเดียว โดยมีจอห์นเป็นตัวแปรให้เกิดความซับซ้อนขึ้นเท่านั้น ขณะที่ในฉบับหนัง โซเบิลกับโมดีเพิ่มบุคคลที่สามเข้าไปเพื่อปรุงให้เรื่องราวมีรสชาติยิ่งขึ้น) ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำหนังโดยมีตัวละครแค่สองตัว แถมสองตัวที่ว่านั่นยังแบ่งเป็นฝ่ายดีกับฝ่ายร้ายให้เห็นชัดเจนอีกต่างหาก การทำแบบนี้อาจทำให้เรื่องราวซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย เพราะคนดูเดาได้อยู่แล้วว่าทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติตัวอย่างไรต่อกัน” โซเบิลอธิบายต้นเหตุที่หยิบยกธีมเกี่ยวกับ ‘การสื่อสาร’ มาใช้ “หากเหลือมนุษย์แค่ไม่กี่คนบนโลก ผู้รอดชีวิตเหล่านั้นจะต้องมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบซึ่งกันและกันอยู่แล้ว ฉะนั้น สิ่งที่น่าสนใจคือการเพิ่มตัวแปรเป็นบุคคลที่สามซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างตัวละครขึ้น คุณอาจจะพูดลับหลังเกี่ยวกับ ‘เขาคนนั้น’ หรือคุณกับ ‘เขาคนนั้น’ อาจจะคุยกันถึงสมาชิกกลุ่มอีกคนหนึ่งก็ได้”

หนังเปิดตัวที่ซันแดนซ์เมื่อต้นปีและได้รับเสียงชื่นชมไปพอตัวที่สามารถจับภาพความสัมพันธ์อันแสนเปราะบางได้อย่างละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งในจิตใจมนุษย์ เมื่อต้องตัดสินใจเลือกระหว่าง ’ความอยู่รอด’ และ ‘ความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า’ ได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย

**เรียบเรียงจาก นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 164 เดือนกันยายน 2015