รื้อหิ้งหนังเก่า : City of God (2002) – วัฏจักรนักเลง

Home / ข่าวหนัง, ข่าวหนัง arthouse สารคดี, ข่าวหนังลงแผ่น / รื้อหิ้งหนังเก่า : City of God (2002) – วัฏจักรนักเลง

City of God (2002)

วัฏจักรนักเลง

City of God (2002) poster

ตลอดทศวรรษที่ 90 จนถึงต้นยุค 2000 นักทำหนังชาวลาตินอเมริกาและอเมริกาใต้ ได้ผนึกกำลัง (โดยมิได้นัดหมาย) เพื่อทำให้โลกได้รู้จัก ‘ภาพยนตร์’ ในแบบของพวกเขา จนมันกลายเป็นหนังที่เทศกาลทั่วโลกจะขาดไปเสียมิได้ นักทำหนังที่เป็นหัวหอกสำคัญของทวีปอเมริกาใต้ในยุคนั้นก็เช่น อัลฟ็องโซ อาราว (Like Water for Chocolate – 2002 จาก เม็กซิโก), เจมี่ อุมเบอร์โต เฮอร์โมซิลโล (Homework – 1991 จาก เม็กซิโก), วอลเตอร์ ซาลเลส (Central Station – 1998 จาก บลาซิล), อเลฆันโดร กอนซาเลส อีนาร์รีตู (Amores Perros – 2000 จาก เม็กซิโก), อัลฟองโซ กัวรอง (Y Tu Mamá También – 2001 จาก เม็กซิโก), บลาโบ ทราเปโร (El bonaerense – 2002 จาก อาร์เจนติน่า) หรือแม้แต่ ซาลม่า ฮายเอ็ค ที่อำนวยการสร้างและใช้ทีมงานเป็นชาวเม็กซิกันถึง 95% ใน Frida (2002)

และในโลกภาพยนตร์จะต้องจารึกอีกชื่อหนึ่งเพิ่มขึ้นไป นั่นคือ เฟอร์นันโด เมเรลเลส (Fernando Meirelles – The Constant Gardener) กับ City Of God

City of God (2002) 03

หนังเรื่องที่สองของเมเรลเลส ที่สร้างกระแสตอนรับอย่างดีจากการไปฉายในเทศกาลต่างๆ รวมทั้งกระแสต่อต้านและสนับสนุนจากในบราซิลบ้านเกิดของเขาเอง โดยเมเรลเลสยกเครดิตนี้ให้ผู้กำกับร่วมหนังเรื่องนี้อย่าง เคเทีย ลันด์ (Kátia Lund อดีตผู้ช่วยผู้กำกับ Central Station) ซึ่งเคยทำหนังสารคดี News of a Private War (Notícias de uma Guerra Particular) เล่าเรื่องความขัดแย้งในชุมชนระหว่างแก๊งค้ายาเสพติด จนทำให้เธอ ‘เชี่ยว’ และ ‘คล่อง’ กับดินแดนที่น่ากลัวที่สุดในเมือง ริโอ เดอ จาเนโร …ดินแดนที่ชื่อ City Of God

เมื่อกลางทศวรรษ 60 รัฐบาลบราซิลสร้างเขตสลัมสำหรับคนยากจนโดยขนานนามมันว่า นครแห่งพระเจ้า และคนในสลัมนี้ก็ได้ไปหาพระเจ้าก่อนวัยอันควรทั้งนั้น เมืองแห่งพระเจ้าพัฒนาตัวเป็นแหล่งค้ายาและส่องสุมอาชญากร ที่แม้แต่เด็กสอบขวบ ก็มีปืนใหญ่ยักษ์กว่าตัวเขา และปืนกระบอกนี้ก็มีไว้เพื่อฆ่าศัตรูวัย 10 ขวบเช่นกัน!

City of God (2002) 01

City Of God ดัดแปลงมาจากนิยายของ เปาโล ลินส์ ที่มีความยาว 600 หน้า กินเวลา 30 ปี ตัวละคร 300 ตัวและใช้เวลาถึง 8 ปีในการเขียน โดยนำมาจากชีวิตจริงของช่างภาพที่รอดชีวิตในสลัมนี้ หนังแบ่งเป็น 3 ทศวรรษและเมเรลเลสก็แบ่งการถ่ายออกเป็น 3 แบบสำหรับ 3 ยุค เริ่มเรื่องที่เหตุการณ์ปัจจุบันแล้วแฟลชแบ็คไปกลางยุค 60 (นักวิจารณ์ต่างทึ่งกับเทคนิคหมุนภาพเพื่อแฟลชแบ็คตอนต้นเรื่อง) เมื่อครั้งที่สลัมเพิ่งถูกสร้างและทุกคนอยู่อย่างมีความหวัง เมเรลเลสถ่ายทำซีเควนซ์นี้โดย ‘ควบคุม’ ทุกอย่าง เขาใช้เลนส์ 40 ใช้ดอลลี่ รวมทั้งเขียนจุดให้นักแสดงเดินด้วย ครั้นเรื่องมาถึงยุค 70 เขาก็หันมาใช้กล้องแฮนเฮลด์และเน้นความดิบมากขึ้น และเมื่อเรื่องมาถึงยุค 80 นักแสดงจะเดินไปทางไหนก๋ได้ไม่มีการกำหนด เพราะเนื้อเรื่องส่วนนี้ พูดถึงภาวะที่ไม่มีใคึรสามารถควบคุมสลัมนี้ได้อีกแล้ว…แม้แต่พระเจ้า

หนังเล่าผ่าน ‘ร็อคเก็ต’ เด็กน้อยที่มีพี่ชายอยู่ในแก๊งมาเฟีย เขาอยู่รอดอย่างคนบริสุทธิ์มาตลอด 3 ทศวรรษได้ก็เพราะเขาเลือกเป็นเพียง ‘ผู้บันทึกเหตุการณ์’ …ตั้งแต่เด็ก เขาอยากได้กล้องถ่ายรูปมากกว่าปืน หลังจากไปขโมยมา เขาก็ใช้มันบันทึกสิ่งรอบตัวจนได้เป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์ ร็อคเก็ตอยู่ร่วมเป็นพยานของความรุ่งเรื่องและล่มสลายของเมืองนี้ นับตั้งแต่การก่อร่างสร้างตัวของ ลิลเซ่ เด็กน้อยที่อายุ 11 ขวบก็ได้ฆ่าคนซะแล้ว และเติบโตกลายมาเป็นเจ้าพ่อค้ายา จนวันหนึ่งที่เขาไปข่มขืนแฟนสาวของ น็อคเอาต์-เน็ด นักมวยที่เป็นคนขับรถเมล์ เน็ดจึงร่วมมือกับเจ้าพ่อคนอื่นๆ เพื่อมาล้มล้างแก๊งของลิลเซ่

City of God (2002) 05

City Of God เสนอวัฏจักรของวงการอาชญากรรมอย่างซื่อตรง จนมีหลายๆ ฉากที่อาจจะหลอกหลอนผู้ชมไปอีกนาน ไม่ว่าฉากหัวหน้าแก๊งค้ายาที่วันหนึ่งก็ต้องถูกฆ่าเพียงเพราะวงจรของอำนาจ หรือแม้แต่ในยามที่สองแก๊งต้องปะทะกัน เด็ก 10 ขวบก็วิ่งหาปืนเพื่อประกาศว่าตนเองถือหางอยู่ฝ่ายไหน – อำนาจ ความรัก ครอบครัว ศักดิ์ศรี การแก้แค้น และอันตรายที่อยู่รายล้อมรอบตัว หลอมรวมกลายเป็นความบ้าคลั่ง… ที่ถ้าไม่เป็นผู้ล่า ก็ต้องตกเป็นเหยื่อเสียเอง!

เมเรลเลสคัดเลือกเด็กและผู้ใหญ่หน้าใหม่กว่า 3000 คน ไปฝึกเวิร์กช็อปแล้วคัดจนเหลือเพียง 100 คนเพื่อมาแสดงในเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดความสดสมจริง บวกับการตัดต่อที่รวดเร็วและดนตรีที่เร้าอารมณ์สุดขั้ว ก็ทำให้นักวิจารณ์ต่างแซ่ซ้องว่า หนังเรื่องนี้คลาสสิกเทียบเท่า Goodfellas (1990) ของ มาร์ติน สกอร์เซซี – City Of God หนังก้าวข้ามพ้นวัยที่สุดรุนแรงมากที่สุดเรื่องนี้ จึงเปรียบเหมือนกับหมุดหมายสำคัญของวงการหนังอเมริกาใต้ที่ยังคง ‘เข้มข้น’ อยู่เสมอ

**จากนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 16 (มีนาคม 2546)