หนังโลกที่เราอยากดู : Son of Saul – นรกบนดิน

Home / ข่าวหนัง, ข่าวหนัง arthouse สารคดี / หนังโลกที่เราอยากดู : Son of Saul – นรกบนดิน

Son of Saul

นรกบนดิน

Son of Saul
Son of Saul

“ผมกระอักกระอ่วนที่หนังโฮโลคอสต์เกือบทุกเรื่องเน้นความเป็นฮีโร่กับการรอดชีวิต วิธีคิดแบบนี้บิดรูปประวัติศาสตร์ให้เป็นแค่ตำนานหรือจินตนาการ ทำไมเราไม่กล้าพูดว่ามันคือเรื่องความตาย?” ลาสซ์โล เนเมส ผู้กำกับ แสดงจุดยืน “หนังที่ผมทำจึงควรจะ ‘เมคเซนส์’ ทั้งกับตัวผมเองและคนรุ่นปัจจุบันที่ขาดการติดต่อกับประวัติศาสตร์ไปแล้ว เพราะการเสนอเรื่องผู้รอดชีวิตเพื่อหวังผลเยียวยาบาดแผล ไม่ใช่สิ่งที่ต่อติดกับยุคสมัยอีกต่อไป”

จากแรงผลักเพื่อเชื่อมโยงตนเองกับสมาชิกครอบครัวที่ตายในเอาชวิตซ์ และบันทึกของอดีต Sonderkommando (ชาวยิวที่อยู่ในกระบวนการฆ่าและทำลายศพ) “ซึ่งหนักแน่นและอธิบายทุกสิ่งได้ละเอียดจนเห็นระเบียบแบบแผนที่ราวกับเป็นโรงงานผลิตความตาย” เนเมสให้กล้องตามติดตัวละครหลักเพียงคนเดียวตลอดทั้งเรื่อง โดยจำกัดมุมมองการรับรู้ของคนดูให้เท่าที่ตัวละครเห็นเท่านั้น “ผมไม่อยากทำให้ใครเป็นฮีโร่ ไม่ต้องการมุมมองผู้รอดชีวิต และไม่อยากยึดติดกับการเสนอภาพความสยดสยองของความตาย”

Son of Saul 02

นอกจากรางวัลกรังด์ปรีซ์และ FIPRESCI จากคานส์ การท้าทายนี้ทำให้เห็นกระแสอีกด้าน ทั้งจากพรรคการเมืองสุดโต่งในฮังการี ที่มองหนังว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อของยิวที่รัฐสนับสนุน ไปถึงบรรดาผู้ยึดมั่นใน ‘ความถูกต้องทางการเมือง’ ที่เห็นค้านการนำเสนอตัวละครกับค่ายกักกัน และนักวิจารณ์อเมริกันรุ่นใหญ่ มาโนห์ลา ดาร์กิส ที่วิจารณ์ว่าหนัง “ใช้ท่าทีปัญญาชนบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างถึงรากและน่ารังเกียจ”

แน่นอนว่าหนึ่งในเหตุผลสำคัญคือแรงขับทางอารมณ์ของตัวเอกอย่าง ซอล นั้นแปลกต่างจากหนังโฮโลคอสต์ที่มักเน้นเรื่องมนุษยธรรม เพราะตัวละครหมกมุ่นกับความคิดที่วาบขึ้นหลังพบศพหนึ่งที่เชื่อสุดจิตสุดใจว่าคือลูกชายตัวเอง และมุ่งมั่นจะฝังศพดังกล่าวให้ถูกต้องตามประเพณียิว ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ผู้คนรอบข้างประสบชะตากรรมแบบไหน และสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร

Son of Saul 01

หนังถ่ายด้วยฟิล์ม 35 ม.ม. โดยเน้นโฟกัสชัดตื้นที่ใบหน้าและร่างกายของซอล จนสิ่งอื่นเป็นเพียงฉากหลังที่ถูกเบลอ ใช้เลนส์ 40 ม.ม. ที่ให้ความรู้สึกบีบอัด และควบคุมความสูงของกล้องให้อยู่ระดับสายตาตัวละครอย่างเคร่งครัด “ภาพที่พร่าเลือนนั้นคือภาพของความตาย” เนเมสกล่าว “เราไม่อาจประกอบสร้างใหม่หรือควบคุมให้เป็นไปตามต้องการ และเมื่อความสยดสยองเป็นเรื่องชินตาสำหรับซอล ผมต้องซื่อสัตย์กับภาพจากสายตาของเขา” ด้วยกฎเหล็กห้าข้อ “ภาพของหนังต้องไม่ดูสวย, ไม่เรียกร้องความสนใจ, ไม่เป็นหนังสยองขวัญ, ไม่หลุดจากมุมมองของซอล ทั้งการมองเห็น การได้ยิน การรับรู้ และ ข้อสุดท้าย กล้องต้องตามติดเขาตลอดการเดินทางในนรกแห่งนี้”

เนเมสเห็นว่าหนังที่พยายามโชว์ทุกอย่างมากไปมักจบลงด้วยการได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น – Son of Saul ถูกท้าทายด้วยสมดุลน้ำหนักที่ต้องคิดละเอียดซับซ้อนกว่านั้น เพราะหาก ‘น้อย’ เกินไป อาจเท่ากับการลดทอนเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงไปโดยปริยาย “คุณลดทอนความสยองขวัญไม่ได้” เขายืนยัน “เราจึงใช้องค์ประกอบช่วยกระตุ้นจินตนาการของคนดูให้ภาพเหล่านั้นไปท่วมท้นในความคิดของพวกเขาแทน เพื่อให้พวกเขาอนุมานประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับการอยู่ในค่ายกักกันจริง เป็นความรู้สึกของมนุษย์ที่ต้องเผชิญความสยดสยองต่างๆ อยู่ในนั้น ผ่านมุมมองของมนุษย์ที่ดำเนินภารกิจและใช้ชีวิตอย่างเต็มไปด้วยการคาดเดา เพราะไม่อาจรู้ข้อเท็จจริงใดๆ ได้เลย”

Son of Saul poster

เรียบเรียงจาก “Challenges Accepted! เมื่อหนังไม่หยุดท้าทาย” โดย ปราชญ์ เต็มวิทยาธรณ์
นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 164 : กันยายน 2558

BIOSCOPE 164 กันยายน 2558