รื้อหิ้งหนังเก่า : Lost in Translation (2003)

Home / ข่าวหนัง, ข่าวหนัง arthouse สารคดี, ข่าวหนังลงแผ่น, หนังฮอลลีวูด / รื้อหิ้งหนังเก่า : Lost in Translation (2003)

Lost in Translation (2003)

ครั้งหนึ่ง…ในโตเกียว

Lost in Translation - posters

ย้อนกลับไปช่วงต้นยุค 2000 สถานะของ โซเฟีย คอปโปล่า คือลูกสาวของนักทำหนังอเมริกันรุ่นใหญ่อย่าง ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า (Godfather) ที่แจ้งเกิดจากหนังวัยรุ่นที่เล่าเรื่องการเสียพรหมจรรย์ครั้งแรกของสาวรุ่นขบ ที่ทั้งงดงามและแสนรวดร้าวอย่าง The Virgin Suicides (1999) ในขณะเดียวกัน โซเฟียก็มีสถานะเป็น “ภรรยาของไอ้บ้า สไปค์ จอนซ์” คนทำงานสายเอ็มวีสุดล้ำที่ผันตัวมาทำหนังยาวเรื่องแรกจนโด่งดังอย่าง Being John Malkovich (1999) ซึ่งจะว่าไปก็ดูเหมาะสมและน่าจะมีจริตเข้ากันได้ดี …ทั้งคู่แต่งงานกันในปี 1999 แต่ก็เลิกลากันในปี 2003 และช่วงเวลานั้น คือวัตถุดิบที่โซเฟียนำมาทำเป็นหนังเรื่องนี้

Lost in Translation 05

แม้โซเฟียจะอ้างว่า Lost in Translation จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของเรื่องส่วนตัวระหว่างเธอและจอนซ์เท่านั้น แต่คนดูก็อดไม่ได้จะนึกถึงตัวจอนซ์ ผ่านการแสดงของ จิโอวานนี่ ริบีซี ในบทสามีผู้กำกับเอ็มวีที่หอบหิ้วภรรยาสาว (สกาเล็ตต์ โยฮันสัน – ในบทที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักเธอเป็นครั้งแรก) มาทำงานถึงโตเกียว แต่กลับวุ่นวายกับงาน และปล่อยให้เธอเหงาอยู่ในเมืองซึ่งเธอไม่คุ้นเคย เธอจะมาพบกับดารารุ่นใหญ่ (บิล เมอร์เรย์) ที่ตกอับจนต้องมารับจ็อบเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาวิสกี้ ทั้งคู่เจอกันโดยบังเอิญที่โรงแรมโดยไม่เคยรู้จักกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะพากันไปท่องเที่ยวในเมืองใหญ่แห่งนี้จนกลายเป็นความสัมพันธ์สุดกุ๊กกิ๊ก…

Lost in Translation 01

ด้วยพล็อตแบบนี้ถ้าใครได้ดูหนังยุโรปเก่า ๆ ก็คงจะคุ้นเคย ซึ่งโซเฟียเองก็ยอมรับว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้กำกับชาวอิตาลี มีเกลแองเจโล อันโตนีโอนี่ เจ้าพ่อหนังแนว ‘ไม่เน้นพล็อต เน้นอารมณ์’ แต่กระนั้นส่วนหนึ่งที่ทำให้สไตล์หนังเป็นแบบนี้ ก็มาจากงบอันจำกัดจำเขี่ยที่ทำให้เธอต้องถ่ายทำแบบกองโจร

Lost in Translation 03

ทั้งการถ่ายทำในโรงแรมที่เราเห็นในหนัง เธอก็ไม่ได้เสียเงินเช่าทั้งชั้นเพื่อถ่ายนะ แต่เธอเช่าในฐานะแขกคนหนึ่ง ก็จะแอบถ่ายทำตามทางเดินหรือในห้องอย่างเงียบที่สุด เพื่อไม่ให้พนักงานมาตำหนิได้ หรือฉากในบาร์ก็ต้องรอถ่ายตอน ตี1 – ตี 5 เพราะเป็นช่วงปิดให้บริการ ฉากในเมืองที่ไม่สามารถขออนุญาตถ่ายได้ โซเฟียและทีมงานกองโจร 4-5 คน ก็ทำเยี่ยงกองถ่ายสารคดี นั่นคือก็ถ่ายไปซิเธอ พอยามมาไล่ก็วิ่งหนีไปถ่ายที่อื่น ๆ ต่อ!

Lost in Translation 06
โซเฟีย คอปโปล่า ในกองถ่าย

บิล เมอร์เรย์ เล่าว่าตนสนุกมาก ๆ กับการทำงานในหนังเรื่องนี้ “ มันเป็นโรงแรมที่คนเป็นโรคกลัวที่แคบต้องบ้าแน่ ๆ ล็อบบี้ของโรงแรมอยู่ชั้น 50 แล้วพวกเราก็เพิ่งผ่านเหตุการณ์ 11 กันยามาไม่นาน แถมนี่ยังเป็นประเทศที่มีแผ่นดินไหวบ่อย ๆ ที่ขำกว่านั้น คือ เรามีรองเท้าไซส์จิ๋วและใส่กิโมโมตัวจิ๋ว ๆ เพราะพวกเขาไม่มีไซส์สำหรับคนอย่างเรา มันเป็นบรรยากาศเวียร์ดจริงๆ !” ซึ่งนอกจากนั้นยังเรื่องภาษาอีก โดยในหนังมีมุขที่เมอร์เรย์ ถามคนญี่ปุ่นคนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องง่าย ๆ และคนคนนั้นตอบด้วยประโยคที่ยาวมาก แต่เมื่อล่ามแปลออกมา มันเป็นแค่คำว่า “YES“ !

Lost in Translation 02

กระนั้นโซเฟียก็ไม่ได้ต้องการจะยั่วล้อให้คนญี่ปุ่นดูน่าขบขัน หากหนังเรื่องนี้คือจดหมายรักของเธอกับเมืองนี้ต่างหาก เพราะในวัย 20 กว่าๆ โซเฟฟียเคยเดินทางใช้ชีวิตหลายปีในเมืองนี้ และตกหลุมรักมันเข้าอย่างจัง ถ้าหนังเรื่องนี้มีส่วนที่ล้อคนญี่ปุ่นอยู่บ้าง มันก็น่าล้อคนอเมริกันด้วยนั่นแหละ! เพราะเอาเข้าจริง ตัวเมอร์เรย์เองไม่เคยถ่ายโฆษณาอย่างนี้มาก่อน แต่เขานำแรงบันดาลใจจากป้ายโฆษณาในญี่ปุ่นที่ แฮริสัน ฟอร์ด ยืนถือเบียร์แล้วทำหน้าฟินแบบเฟคสุด ๆ

Lost in Translation 07

เมอร์เรย์เล่าว่า “ผมบอกโซเฟีย และเธอก็ยื่นโฆษณาที่ เควิน คอสต์เนอร์ ถือถ้วยกาแฟให้ผมดู โอ้ พระเจ้า! พวกเขายืนถือท่าเดียวกันด้วย ใบหน้าของทั้งคู่ดูหดหู่มาก ๆ แววตาของเขาเหมือนกำลังจะบอกว่า ‘ฉันทำอย่างนี้อยู่เพื่อเงิน ฉันไม่ชอบมันหรอก และฉันหวังว่าคนในอเมริกาจะไม่เห็นมันนะ’ ใบหน้าของฟอร์ดและคอสต์เนอร์ คือใบหน้าที่ผมแสดงในหนังเรื่องนี้”

Lost in Translation 04

ตัวอย่าง
เรียบเรียงจาก นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 23 (ตุลาคม 2546)