รีวิวภาพยนตร์ Batman v Superman: Dawn of Justice สู่แสงอรุณวันใหม่แห่งความยุติธรรม

Home / ข่าวหนัง, วิจารณ์หนัง / รีวิวภาพยนตร์ Batman v Superman: Dawn of Justice สู่แสงอรุณวันใหม่แห่งความยุติธรรม

ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ฝั่ง DC Comics เรื่อง The Dark Knight ไตรภาค กำกับโดย คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) และ Man of Steel กำกับโดย แซค สไนเดอร์ (Zack Snyder) ก็ได้สร้างปรากฏการณ์หนังซูเปอร์ฮีโร่แนวใหม่ที่ไม่ใช่สู้เหล่าร้ายแล้วจากไป แต่เล่าเรื่องในสไตล์ที่ใส่ความเป็นดราม่า เรื่องราวที่ท้าทายความคิด สร้างมิติด้วยการตั้งคำถามในมุมมองของผู้คนในยุคปัจจุบันที่มีต่อเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ ซึ่งภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องล่าสุดอย่าง Batman v Superman: Dawn of Justice ก็น่าจะสร้างความน่าเกรงขามและดราม่ายกกำลังสองให้กับสองซูเปอร์ฮีโร่คู่นี้ได้เป็นอย่างดี การเผชิญหน้าของทั้งคู่ในครั้งนี้ ผมก็คงไม่อาจปฏิเสธการไปชมมวยคู่เอกแห่งปีอย่างแน่นอน

2988068-bvs-poster

Batman v Superman: Dawn of Justice ว่าด้วยเรื่องราวหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นายพลซ็อดที่บุกเข้ามาถล่มโลก ในตอนนั้นซูเปอร์แมนทำทุกอย่างเพื่อจัดการศัตรูและปกป้องโลกที่เขาอาศัยอยู่ไปพร้อมกัน แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ ประชาชนล้มตาย ตึกรามบ้านช่องเสียหาย ผู้คนจึงตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของซูเปอร์แมนคือสิ่งที่ดีกับทุกคนหรือไม่ เขาคือพระเจ้าหรือซาตานที่มาจากฟากฟ้ากันแน่ ขณะเดียวกันบรูซ เวย์น คือหนึ่งในผู้เสียหายจากการต่อสู้ในครั้งนั้น และด้วยกุลอุบายชั่วร้ายของ เล็กซ์ ลูเธอร์ ที่ใส่ไฟยั่วยุให้แบทแมนโกรธเคืองจนถึงขั้นต้องประมือกันในที่สุด พร้อมกับการกำเนิดของปีศาจร้ายสุดแข็งแกร่งที่ปรากฏตัวขึ้นกลางใจเมือง

BVSD1

สไตล์การเล่าเรื่องนั้น ตัวภาพยนตร์จะปูเรื่องด้วยการเล่าย้อนกลับไปช่วงปลายของภาพยนตร์เรื่อง Man of Steel ในช่วงที่ซูเปอร์แมนกำลังต่อสู้กับนายพลซ็อดอยู่นั้น ในเวลาเดียวกัน “บรูซ เวย์น” ก็อยู่ที่เมืองเมโทรโปลิสด้วย และได้เห็นเหตุการณ์ความเสียหายทุกอย่างเหมือนกับที่ชาวเมโทรโปลิสทุกคนได้เห็น ภาพยนตร์เดินเข้าเรื่องหลังจากเหตุการณ์ผ่านไป 18 เดือน และใส่ความดราม่าอย่างเต็มที่ โดยเล่าเรื่องในแบบฉบับของแซค สไนเดอร์ ซึ่งคล้ายกับภาพยนตร์เรื่อง Man of Steel หลายครั้งที่ภาพยนตร์ตัดสลับฉากไปมา แต่ก็สามารถนำมาปะติดปะต่อให้เข้าใจได้

BVSD2

นักแสดงหลักอย่าง เบน แอฟเฟล็กซ์ (Ben Affleck) และ เฮนรี คาวิลล์ (Henry Cavill) ทั้งคู่ทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดีในการรับบทเป็นสองซูเปอร์ฮีโร่ ยิ่งดูไปเรื่อย ๆ ยิ่งรู้สึกถึงความเป็นบรูซ เวย์น ซึ่งเข้ากับช่วงอายุของเบนมากทีเดียว ขณะที่ตัวร้ายใหม่อย่างเล็กซ์ ลูเธอร์ ที่รับบทโดย เจสซี ไอเซนเบิร์ก (Jesse Eisenberg) ด้วยความที่พูดมากเป็นทุนเดิม บวกกับคาแรคเตอร์ตัวร้ายที่ดูเกิน ๆ ไปบ้างก็ทำให้เข้ากันได้เป็นอย่างดี จนอาจจะสร้างความน่ารำคาญได้ในระดับหนึ่ง และปิดท้ายกับสาวมั่นที่ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกของ กัล กาด็อต (Gal Gadot) หญิงสาวซูเปอร์ฮีโร่คนล่าสุดวันเดอร์วูแมน การแสดงของเธอในเรื่องนี้ก็ฉายแววความเป็นวันเดอร์วูแมนออกมาอย่างชัดเจน เรียกว่าผู้หญิงคนนี้เหมาะที่จะรับบทเป็นวันเดอร์วูแมนในภาคต่อไป

BVSD7

ถึงวันนี้เสียงวิจารณ์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าแนวโน้มจะไปในทางที่ไม่ชอบหรือรู้สึกผิดหวัง ในขณะที่บางส่วนรู้สึกกลาง ๆ ไม่ได้เลวร้าย แต่ก็ไม่ได้ชอบไปเสียทีเดียว ส่วนตัวผมจะเอนไปทางผิดหวังเล็กน้อย คือไม่สมกับการรอคอยสักเท่าไรนัก ผมคาดหวังที่จะเห็นการต่อสู้อันดุเดือดและเร่าร้อนระหว่างบุตรแห่งคริปตันและค้างคาวแห่งกอตแธม แต่การปูเรื่องที่ค่อนข้างนานบวกกับประเด็นดราม่าหนัก ๆ ที่พยายามจะใส่ลงไปเหมือนภาคแยกอย่าง The Dark Knight ไตรภาค และ Man of Steel ทำให้ตัวภาพยนตร์ถูกลดทอนความน่าสนใจลงไป เมื่อต้องการเน้นไปที่การต่อสู้แล้ว ความเป็นดราม่าจึงไม่จำเป็นต้องใส่เต็มเหมือนในภาคแยก

BVSD6

ฉากไฮไลต์สำคัญของสองซูเปอร์ฮีโร่ที่ต่อสู้กันก็ไม่ชวนให้น่าตื่นเต้นเท่าที่ควร กลับกลายเป็นว่าไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การต่อสู้ตอนท้ายเรื่องมากกว่า เมื่อมีซูเปอร์ฮีโร่คนที่สามปรากฏตัวขึ้นมา แม้จะไม่ได้มีบทบาทเด่นมากมายนัก แต่ก็สร้างความอยากรู้อยากเห็นได้เป็นอย่างดีว่า สาวมั่นผู้นี้เธอจะใช้พลังอะไรในการต่อสู้บ้าง ขณะที่แบทแมนดูจะเสียเปรียบกว่าอีกสองคนที่มีพลังพิเศษในขณะที่ตนเองเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา (ที่มีกำลังทรัพย์) เท่านั้น

BVSD4

หนึ่งฉากสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้สำหรับผมแล้วเป็นฉากก่อนที่ซูเปอร์แมนจะไปต่อสู้กับแบทแมน ซึ่งเป็นฉากที่บอกเหตุและผลว่าทำไมการต่อสู้ระหว่างสองซูเปอร์ฮีโร่คู่นี้จะต้องเกิดขึ้น และความเป็นเหตุเป็นผลนี้เองที่ทำให้เทพเจ้าผู้มีอิสระบนฟากฟ้าจำต้องคุกเข่าและทำตามแผนการชั่วร้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรียกได้ว่าตัวร้ายรายล่าสุดนี้สามารถหาจุดอ่อนสำคัญของซูเปอร์แมนได้โดยไม่ต้องใช้คริปโตไนท์เลยทีเดียว

BVSD8

โดยส่วนตัวแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ผมมองว่าเป็น Man of Steel ภาคใหม่ ด้วยเหตุผลที่ว่าแม้ตัวภาพยนตร์จะพยายามเล่าเรื่องจากซูเปอร์ฮีโร่ทั้งสองคนอย่างเท่า ๆ กัน แต่ดูเหมือนน้ำหนักจะเทไปทางฝั่งซูเปอร์แมนมากกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากภาคที่แล้ว การตั้งคำถามปมประเด็นดราม่าถึงการมีอยู่ของซูเปอร์แมน เหตุผลที่ซูเปอร์แมนจะต้องต่อสู้กับแบทแมน และการต่อสู้กับปีศาจที่เกิดขึ้นจากร่างของนายพลซ็อดในช่วงท้ายเรื่อง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ดูจะเป็นเรื่องของซูเปอร์แมนมากกว่า ทำให้แบทแมนและวันเดอร์วูแมนกลายเป็นตัวประกอบของเรื่องไปเลย

BVSD9

เรารู้จักบุตรแห่งดาวคริปตันมาหลายปี ทุกครั้งที่เห็นผู้ชายคนนี้คือการออกไปช่วยเหลือผู้คน เรามิอาจปฏิเสธได้ถึงผลกระทบที่ตามมาในหลายครั้ง ความสูญเสียที่เกิดขึ้นนำไปสู่คำถามที่ยากจะตอบถึงการมีอยู่ของเขาคือสิ่งที่ดีกับทุกคนหรือไม่ แต่การมีอยู่ของซูเปอร์แมนดูจะไม่สำคัญเท่ากับจิตวิญญาณของเขาที่อยู่ในตัวเราทุกคน ความดีงามของเขาได้ฝังรากลึกและเติบโตอยู่ในใจมาโดยตลอด เราไม่จำเป็นต้องบินได้ เราไม่จำเป็นต้องมีพละกำลังมากมาย แต่เราสามารถช่วยเหลือคนอื่นและปกป้องคนอื่นได้ เราจะกลายเป็นซูเปอร์แมนที่แข็งแกร่งในแบบฉบับที่ตัวเราเป็น

คะแนน 3.5/5 ให้กับฉากแอคชั่นของซูเปอร์แมนและการปรากฏตัว(ที่ไม่เซอร์ไพรส์)ของวันเดอร์วูแมน

บทความโดย ธ.เชิดวรพงศ์

ทุกครั้งที่ดูภาพยนตร์เสมือนการสนทนากับตัวเอง ภาพยนตร์เรื่องนี้สนทนากับคุณอย่างไร แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ