Footnote อ่านโลกผ่านหนัง : ทําไมโลกนี้ ต้องมี ‘เลือกตั้ง’

Home / ข่าวหนัง, ข่าวหนัง arthouse สารคดี, หนังฮอลลีวูด / Footnote อ่านโลกผ่านหนัง : ทําไมโลกนี้ ต้องมี ‘เลือกตั้ง’

vote for predo

อ้าว! ก็การเลือกตั้งมันเป็นการแสดงออกถึงสิทธิและหน้าที่ของเรานี่”, “เราจะได้ใช้สิทธิของเราเลือกคนดีมาแก้ปัญหาและบริหารประเทศไง”, “ไม่เห็นสําคัญเลย เลือกไม่เลือกก็เหมือนเดิม แย่หมด”, “ยกเลิกไปเถอะ มีรัฐบาลแต่งตั้งไปเลยดีกว่า” ฯลฯ ต่างคนต่างก็มีคําตอบของคําถามเดียวกัน แต่เราลองมาล้วงลึกลงอีกนิดไหม …บางที ‘การเลือกตั้ง’ ที่ฟังเเล้วแสนน่าเบื่อนั้น อาจมีอะไรมากกว่าที่คิด

จุดกำเนิด : ก่อเกิดการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งถือกํา เนิดตั้งแต่สมัยกรีก โดยบุคคลสําคัญซึ่งเป็นผู้ปูทางเอเธนส์สู่ระบอบประชาธิปไตยก็คือ โซลอน (Solon) ซึ่งเริ่มปฏิรูปกฎหมายในช่วงราว 590 ปีก่อนคริสตกาลและเริ่มมีการจัดตั้งศาลประชาชนที่มีผู้พิพากษามาจากการเลือกตั้ง แม้จะมาจากการจับฉลากก็ตาม แต่ก็ถือว่าพลเมืองมีสิทธิในการเลือกตั้ง แถมยังมีการสมัครรับเลือกตั้งเข้าไปเป็นผู้แทนเพื่อทํางานในสภาและเป็นฝ่ายบริหารโดยผลัดเปลี่ยนกันเป็นลูกขุน ซึ่งการปฏิรูปของโซลอนนี้ถือเป็นการช่วยเปิดทางสู่ข้อเรียกร้องของชนชั้นล่างมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเรื่องของกฎหมายและการปกครองเป็นเรื่องของชนชั้นสูงมาโดยตลอด

A Midsummer Night's Dream (1935) 01
A Midsummer Night’s Dream (1935)

ดูเรื่องการบังคับใช้กฎหมายของเอเธนส์ได้ในหนัง A Midsummer Night’s Dream (1935) ที่จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเกิดจากกฎหมายเอเธนส์ข้อหนึ่งซึ่งระบุไว้ว่า พ่อแม่สามารถบังคับให้ลูกสาวแต่งงานกับใครก็ได้และหากลูกสาวขัดขืนต่อการบังคับของพ่อแม่จะต้องถูกประหาร โดยหนังซ่อนนัยยะการกดขี่จากชนชั้นสูงต่อชนชั้นล่างผ่านตัวกฎหมายดังกล่าวนั่นเอง

มองเลือกตั้งในเชิงกฎหมาย

ในเชิงประวัติศาสตร์ การเลือกตั้งอาจเป็นสัญลักษณ์และเครื่องมือของการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของชนชั้นล่าง แต่หากเราพิจารณาถึงการเลือกตั้งในเชิงกฎหมายแล้ว เดวิด บัตเลอร์ เขียนไว้ในหนังสือ Democracy ว่า เราสามารถพิจารณาและตีความการเลือกตั้งออกเป็น 3 แง่ คือ

Slacker Uprising (2007)
Slacker Uprising (2007)

1.การเลือกตั้ง = สิทธิ

การเลือกตั้งถือเป็นสิทธิที่มีความสําคัญซึ่งรัฐต้องให้ความคุ้มครองและดูแลแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน เช่นในสารคดี Slacker Uprising (2007) ของ ไมเคิล มัวร์ เล่าความพยายามของมัวร์ที่ไปปราศรัยตามมหาวิทยาลัย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ตระหนักถึงสิทธิของตัวเอง และออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (โดยข้อเสนอที่แสบสุดๆ ตามสไตล์ก็คือ “ต้องไม่เลือกจอร์จ ดับเบิลยู บุช!”)

All the President’s Men (1976)
All the President’s Men (1976)

2.การเลือกตั้ง = อภิสิทธิ

ในแง่นี้การเลือกตั้งคือ การที่ผู้ลงคะแนนเสียงมีอิสระที่จะเลือกทําสิ่งใดก็ได้ที่ได้รับการยอมรับจากกฎหมาย โดยปราศจากการแทรกแซงหรือเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น 

ลองดูตัวอย่างของพฤติกรรมที่เรียกว่าแทรกแซงการเลือกตั้งได้จาก All the President’s Men (1976) เรื่องของ 2 นักข่าวที่ช่วยกันขุดคุ้ยจนพบว่ามีการติดเครื่องดักฟังในที่ทํา การของพรรคเดโมแครตเพื่อลักลอบล้วงข้อมูลของคู่แข่ง หรือใน Election (1999) ที่ครูหนุ่มหมั่นไส้เด็กเรียนสุดเพอร์เฟ็คต์ ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานนักเรียน เขาจึงหาทางแทรกแซงการเลือกตั้งเพื่อไม่ให้ยัยเด็กนี่ได้เป็นผู้ชนะ

Homecoming (2005)
Homecoming (2005)

3.การเลือกตั้ง = หน้าที่

การเลือกตั้งถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายโดยระบุไว้ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง หนังเรื่อง Homecoming (2005) ที่กํากับโดย โจ ดันเต สะท้อนแนวคิดดังกล่าวด้วยเรื่องของทหารผ่านศึกที่ตายแล้ว แต่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเพื่อไปเลือกตั้งและแสดงสิทธิของตนเอง

มองเลือกตั้งให้เป็นปรัชญา

นอกจากแง่มุมทางประวัติศาสตร์และกฎหมายแล้ว บัตเลอร์เสริมอีกว่าการเลือกตั้งยังสามารถเป็นตัวสะท้อนนัยยะของความคิดเชิงปรัชญาได้ใน 3 แง่ คือ

Milk (2008)
Milk (2008)

1.การเลือกตั้งที่มีสภาพเป็นสิทธิตามธรรมชาติ

ถือเป็นสิทธิที่เกิดมากับบุคคลในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ เพราะบุคคลย่อมเสมอภาคกัน หากบุคคลใดก็ตามที่บรรลุนิติภาวะและไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่นวิกลจริต, ต้องโทษ ฯลฯ ก็มีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้

ตัวอย่างกรณีเกิดขึ้นใน Milk (2008) ที่เล่าการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของชาวรักร่วมเพศ โดยมี ฮาร์วีย์ มิลค์ เป็นผู้เคลื่อนไหวคนสำคัญ จนส่งผลให้เขาเป็นชายที่ประกาศตัวว่าเป็นรักร่วมเพศคนแรกที่ได้รับคะแนนเสียงการเลือกตั้งให้เป็นเทศมนตรีของซานฟรานซิสโก และพิสูจน์ให้เห็นว่าทุกคนมีสิทธิและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

Selma (2014)
Selma (2014)

2.การเลือกตั้งที่มีสภาพเป็นภารกิจสาธารณะ

การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในกรณีนี้จะถูกจํา กัดให้แก่บุคคลที่เหมาะสมและปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเท่านั้น เพราะถือว่าสังคมจะก้าวหน้าได้ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามหน้าที่อย่างชาญฉลาดของคนในสังคม หากบุคคลใดประพฤติปฏิบัติตัวหรือมีลักษณะที่ไม่เหมาะสม เช่น เป็นอาชญากร, ต้องโทษ ฯลฯ ก็สามารถถูกตัดสิทธิในการลงคะแนนเสียง

ดั่งเช่นในหนังดังที่เข้าชิงออสการ์อย่าง Selma (2014) ที่เล่าเหตุการณ์การรวมตัวเดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคนผิวสีในอเมริกาเมื่อปี 1965 โดยพวกเขาต้องปะทะกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและเผชิญกับความสูญเสียมากมาย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นการขัดขวางภารกิจสาธารณะ ที่มาพร้อมนัยยะกีดกันและแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน

Napoleon Dynamite (2004)
Napoleon Dynamite (2004)

3.การเลือกตั้งที่มีสภาพเป็นสิทธิคัดค้าน

การกระทําในแง่นี้มองว่า การเลือกตั้งคือเครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อแสดงออกถึงการคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐหรือนโยบายของรัฐ ด้วยการลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม 

ดูการใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือต่อต้านการแบ่งแยกและแสดงออกถึงการเรียกร้องสิทธิทางเชื้อชาติได้ในหนังตลกสุดเพี้ยน Napoleon Dynamite (2004) ผ่านตัวละคร เปโดร นักเรียนเชื้อสายเม็กซิกันที่ใครๆ ก็มองว่าเป็นตัวประหลาด เขาซึ่งตัดสินใจลงสมัครชิงประธานนักเรียน แม้จะรู้ว่าตัวเองไม่มีทางชนะ แต่เขาก็ขอเพียงแค่การยอมรับจากคนอื่นเท่านั้น

เหตุผล 4  ข้อที่ทำให้ตัดสินใจไม่ไปเลือกตั้ง

แม้จะมีคนให้ความสําคัญกับการเลือกตั้งหรือตีความการเลือกตั้งไปในหลายแง่มุม แต่สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ มีคนจํานวนไม่น้อยที่ไม่สนใจการเลือกตั้งจนสุดท้ายก็พัฒนาไปสู่พฤติกรรมที่เรียกว่า “นอนหลับทับสิทธิ์” นักวิชาการในแวดวงรัฐศาสตร์พยายามศึกษาวิจัยหาเหตุผลของพฤติกรรมดังกล่าว จนได้ออกมาเป็น 4 ปัจจัย ตามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือ Understanding Public Policy ของ โทมัส ดาย คือ

Man of the Year (2006)
Man of the Year (2006)

1.“มาอีกแล้วไอ้พวกขายฝัน”

ประชาชน (บางส่วน) คิดเช่นนี้เพราะมีความเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ชูนโยบายที่ไม่สามารถทําได้จริง หรือถ้าทํา ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกตั้งกี่รอบๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ขึ้นมาหรอก

ตัวอย่างเช่นในหนัง Man of the Year (2006) ที่ยั่วล้อกับแนวคิดดังกล่าว โดยเล่าเรื่องของพิธีกรล้อการเมืองชื่อดัง (นำแสดงโดย โรบิน วิลเลี่ยม ผู้ล่วงลับ) ที่เบื่อและรําคาญพวกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีที่มีแต่นโยบายขายฝันไปวันๆ เขาเลยประกาศทีเล่นทีจริงในรายการว่าจะลงเลือกตั้งบ้าง และด้วยนโยบายที่โดนใจประชาชนงานนี้เลยกองเชียร์เพียบ สุดท้ายเขาก็ชนะการเลือกตั้ง แม้จะเป็นเพราะความผิดพลาดของเทคโนโลยีนับคะแนนก็ตาม

Mr. Smith Goes to Washington (1939)
Mr. Smith Goes to Washington (1939)

2.“กอบโกยกันเข้าไป!”

แนวคิดของคนอีกแบบที่เห็นว่า นักการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลล้วนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน แสวงหาอํานาจ หรือหากทําโครงการใดขึ้นมาก็มุ่งหวังคะแนนนิยมเท่านั้นโดยไม่คํานึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แม้ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการทําประชาพิจารณ์ แต่การตัดสินใจสุดท้ายก็ยังเป็นอํานาจของรัฐบาลอยู่ดี

แต่ในหนังอย่าง Mr. Smith Goes to Washington (1939) คงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังนี้สักเท่าไหร่ เพราะหนังบอกเราว่า นักการเมืองไม่ได้เห็นแก่ตัวไปหมด โดยเฉพาะ ส.ว.ป้ายแดงอย่าง เจฟเฟอร์สัน สมิธ ที่แม้จะต้องถูกรุมล้อมด้วยนักการเมืองรุ่นเก่าผู้จ้องแต่จะกอบโกยผลประโยชน์ เขาก็ยังฮึดสู้และพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่า นักการเมืองน้ําดีก็ยังมีอยู่จริง

Dave (1993)
Dave (1993)

3.“แหม! ชั่วได้ใจจริงๆ”

ความเชื่อของบางคนตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า “นักการเมืองทุกคนเลว” เพราะฉะนั้นไม่ว่านักการเมืองคนไหนจะพูดอะไรก็จะถูกมองไปในลักษณะของคํา โกหกหรือเลวร้ายไปหมด จนอาจหมดความเชื่อถือศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย

แต่ในหนัง Dave (1993) พลิกแพลงขยายมุมมองของแนวคิดนี้ ด้วยการเล่าเรื่องตัวละคร เดฟ โควิก ชายซึ่งบังเอิญหน้าเหมือนประธานาธิบดีที่กําลังป่วย เพราะดันแอบไปมีเซ็กซ์กับผู้ช่วยตัวเองจนเส้นเลือดในสมองแตก เดฟจึงอาศัยอํานาจจากตําแหน่งที่เขาสวมอยู่ทําเรื่องดีๆ ให้กับประชาชนและในที่สุดเขาก็ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งอย่างจริงจัง

Secret Ballot (2001)
Secret Ballot (2001)

4.“ไม่โดนสักคน”

อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ชอบการเลือกตั้ง เพราะคิดว่าการเลือกตั้งไม่สามารถนํามาซึ่งตัวแทนตามความต้องการของตน และรู้สึกแปลกแยกต่อระบบการเมืองที่ตนดํารงอยู่ จนรู้สึกว่าตัวเองไร้อํานาจที่จะตัดสินใจทางการเมืองในบริบทของการเลือกตั้ง และขาดความเชื่อมั่นนักการเมืองที่เป็นสัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตย

ภาวะความแปลกแยกของประชาชนต่อระบบการเมืองถูกสะท้อนออกมาในหนังอิหร่านเรื่อง Secret Ballot (2001) ซึ่งเล่าเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสาวที่ต้องเดินทางมายังเกาะคิช เพื่อให้ชาวเกาะทั้งหลายมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งสําคัญของประเทศ แต่ชาวเกาะกลับไม่รู้จักผู้สมัครในรายชื่อสักคน แถมไม่เห็นประโยชน์ใดๆ ในการจะเลือกคนที่พวกเขาไม่รู้จักอีกด้วย

**เรียบเรียงจากคอลัมน์ Footnote : ทําไมโลกนี้ ต้องมี ‘เลือกตั้ง’ โดย ภัคพล รังษีภัทร์ / นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 115
ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

Bioscope Banner 173