อับบาส เคียรอสตามี – วาดชีวิตบนแผ่นฟิล์ม

Home / ข่าวหนัง, ข่าวหนัง arthouse สารคดี, หนังเอเชีย / อับบาส เคียรอสตามี – วาดชีวิตบนแผ่นฟิล์ม

โดย กิตติภัต แสนดี

**ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 114 (พ.ค. 2554)

bio abbas

ไม่ใช่เพราะเป็นผู้กำกับอิหร่านที่มี โอกาสกำกับ Certified Copy (ซึ่งเป็นครั้งแรก ของชีวิตการทำงานในยุโรปของเขา) ที่ทำให้ อับบาส เคียรอสตามี เป็นคนทำหนังที่น่า สนใจ และก็ไม่ใช่เพราะรางวัลอันทรงเกียรติ กว่า 70 รางวัล ที่ทำให้เขาทรงสถานะผู้มีอิทธิพลในอุตสาหกรรมหนังอิหร่าน จริงอยู่ว่ารางวัล ชื่อเสียง เป็นสาเหตุให้ผู้กำกับคนหนึ่งน่าสนใจ แต่มันก็ไม่ใช่สาเหตุเดียว

สมมติตัวเองเป็นผู้กำกับหนัง และสมมติว่าหนังเรื่องนั้นเกี่ยวกับ ‘คุณค่าของการมีชีวิต’ วิธีการเล่า การถ่ายภาพ ต้องคุยกับเนื้อหาเหล่านั้น อย่างเป็นหนึ่ง แม้คำว่า ‘ชีวิต’ เป็นสิ่งนามธรรม แต่เมื่อมานั่งในตำแหน่งผู้กำกับแล้วก็ต้องทำให้ผู้ชมเห็น ‘ชีวิต’ แบบชัดเจน จับต้องได้

แค่นี้ก็พอจะเข้าใจได้ว่า คนที่ทำแบบนี้ได้ต้องไม่ใช่ธรรมดา

Where’s the Friend’s Home (1987)
Where’s the Friend’s Home (1987)
 Life and Nothing More (1992)
Life and Nothing More (1992)
Taste of Cherry (1997)
Taste of Cherry (1997)

ลายเซ็นบนภูมิทัศน์

เคียรอสตามีสามารถแปลงภูมิทัศน์ขุนเขาของอิหร่านให้สวยงามลงตัวเหมือนบทกวีได้ และองค์ประกอบทางเส้นที่เขาไม่เคยพลาดคือ ‘เส้นซิกแซ็ก’ ซึ่งในเชิงศิลป์หมายถึงความไม่มั่นคง ไม่เสถียร โครงสร้างรูปเช่นนี้ยังเล่าความจริงเกี่ยวกับชีวิตบนหนังของเขาที่ไม่แน่นอน คาดเดาไม่ได้ รูปบนมาจาก Where’s the Friend’s Home? ที่จะถูกฉายซ้ำใน Life and Nothing More รูปต่อมา จากเส้นทางที่รายล้อมสถานที่ฆ่าตัวตายของบาดี ใน Taste of Cherry

Abbas Kiarostami
Abbas Kiarostami

ชีวิต และ ความตายจากสายตาเคียรอสตามี

คืนวันที่ 21 มิถุนายน 1990 ตามเวลาท้องถิ่นของอิหร่าน มีการแข่งขันบอลโลกรอบแรกระหว่างบราซิลกับสกอตแลนด์ และขณะเดียวกัน ก็เป็นเวลาอุบัติของแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดของอิหร่าน ทำให้นักแสดงเด็กบางคนในหนังโบแดงเรื่อง Where’s the Friend’s Home? (1987) ที่สร้างชื่อเสียงสากลให้แก่เคียรอสตามี ต้องเสียชีวิต

เคียรอสตามีจึงลงมือตีความ Where’s the Friend’s Home? ใหม่ เดิมทีมันคือเรื่องเด็กคนหนึ่งที่เผลอหยิบสมุดการบ้านของเพื่อนที่อยู่ ต่างเมืองติดมือมา ซึ่งถ้าไม่ไปคืน วันรุ่งขึ้นเพื่อนของเขาจะไม่มีการบ้านส่งและจะถูกไล่ออกจากโรงเรียน หนังบอกเล่าจรรยาของพลเมือง ช่องว่าง ระหว่างวัย และความสับสนของเด็กที่ต้องบริหารความคาดหวังที่ขัดแย้งกันของผู้ใหญ่หลายกลุ่ม เช่น ครูต้องการให้ทำการบ้าน แต่ผู้ปกครองอยากให้ ช่วยทำงานบ้าน เขาตีความ Where’s My Friend Home? ให้กลายเป็นสังคมอิหร่านก่อนหายนะ และสร้างหนังอีกสองเรื่องคือ Life and Nothing More (1992) กับ Through the Olive Trees (1994) เป็นฉากหลังหายนะ ผนวกเข้ากับ Taste of Cherry (1997) ที่ว่าด้วยคุณค่าของชีวิต

Life and Nothing More ถ่ายทำในแบบเดียวกับที่ เจี่ยจางเคอ ผู้กำกับเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ชื่นชอบ คือเอาเรื่องแต่งมาผสมกับเรื่องจริง เป็นเรื่องของผู้กำกับหนังเรื่อง Where’s My Friend Home? (แสดงโดยคนอื่น) ออกตามหาเด็กที่แสดงในหนังเรื่องนั้น และระหว่างทาง ผู้ชมจะถูกจู่โจม ด้วยความจริงที่ว่า ชีวิตของมนุษย์เปราะบางอย่างยิ่ง

Where’s the Friend’s Home (1987)
Where’s the Friend’s Home (1987)
Life and Nothing More (1992) 01
Life and Nothing More (1992)

ก่อนและหลัง

บ้านในชนบทอิหร่านไม่ได้สร้างด้วยคอนกรีต เมื่อพบกับแรงแผ่นดินไหวจึงทำให้ทุกอย่างพังทลาย ในหนังไตรภาคชุด Earthquake Trilogy หรือ Koker Trilogy (ประกอบด้วย Where’s the Friend’s Home?, Life and Nothing More และ Through the Olive Trees) เคียรอสตามีเทียบแย้งสภาพบ้านเมืองในที่เดียวกัน ภาพ ด้านบนคือสภาพก่อนเกิดแผ่นดินไหวของเมือง Poshte ในเรื่อง Where’s the Friend’s Home? ส่วนภาพด้าน ล่างคือเมืองเดียวกันหลังเกิดแผ่นดินไหวซึ่งอยู่ใน Life and Nothing More เคียรอสตามีจงใจถ่ายทอดความ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และชวนให้เห็นเขตแดนระหว่างความเป็นและความตายที่แคบนิดเดียว

Taste of Cherry
Taste of Cherry (1997)

เขายังเปิดอีกมิติของชีวิตที่ชาวบ้านผู้ประสบภัยต่าง หาความเพลิดเพลินต่อไปอย่างไม่อาลัยต่อสิ่งที่ผ่านพ้น เช่น ดู บอลโลกต่อ แต่งงานใหม่ ฯลฯ เขาสะกิดให้เราเห็นคุณค่าของ ปัจจุบันกาลของการมีชีวิต แนวคิดนี้ยังถูกขยายต่อไปอีกเมื่อ เขาสร้าง Taste of Cherry ที่พาเราไปดูคนที่ตัดสินใจฆ่าตัวตาย โดยจ้างให้คนอื่นช่วยไปขุดหลุมกลบ และระหว่างที่เขากำลังตาม หาผู้ทำหน้าที่นั้น เขาพบกับมุมมองของแต่ละคนที่มีต่อคุณค่าของ ชีวิต ทั้งของนักศาสนา และของคนธรรมดาที่เคยคิดฆ่าตัวตาย

ลูกเชอร์รี’ คือสัญลักษณ์ความงามของชีวิต เคียรอส- ตามีขับเน้นมันให้หอมหวานด้วยทิวทัศน์มุมสูงของเทือกเขาสลับ ตัวเมือง พรรณไม้สลับสีสัน บทสนทนาเชิงกวีที่คลี่คลายไป ระหว่างการเดินทางในรถ และภาพมุมสูงที่ชวนให้ผู้ชมออกห่าง จากอารมณ์รุนแรงในหนังและครุ่นคิดให้จริงจังถึงความหมายที่ แท้จริงของบทสนทนา

Ten (2002)
Ten (2002)

ชีวิตคือการเดินทาง

รัฐบาลอิหร่านอุดหนุนค่าน้ำมัน ทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์แพร่หลาย จนเคยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจาก อุบัติเหตุรถยนต์มากที่สุดในโลก แม้ไม่แน่ชัด ว่านี่จะเกี่ยวกับสไตล์หนังของเคียรอสตามี ที่มักจัดให้ตัวละครดำเนินบทสนทนาและ เรื่องราวภายในรถยนต์หรือไม่ แต่มันชวนให้ นึกถึงรูปแบบการเมือง การถกเถียงในอิหร่าน ที่มักปิดตาย ถูกควบคุมตลอดเวลา หนีออก ไปกลางคันก็ยุ่งยาก และนอกเหนือไปจาก เรื่องการเมืองแล้ว บทพูดในรถยนต์ยังเหมือน รูปแบบของชีวิตที่ต้องพบกับประสบการณ์ หลากหลายสองข้างทางตลอดเวลา

ตรงข้ามกับการมีชีวิต The Wind Will Carry Us (1999) สำรวจเรื่องชีวิตหลังความตาย นายช่างกับทีมงานกลุ่มหนึ่งเดินทางจากเมืองสู่ ชนบทห่างไกลเพื่อชมพิธีไว้อาลัยคนตายในท้องถิ่น แต่งานไม่เป็นไปตามคาดเพราะคนตายที่ว่านั้นยังไม่ตาย หากแต่อาการยังทรงตัว มีชาวบ้านคอย ดูแลอย่างต่อเนื่อง เรื่องราวเกี่ยวพันกับคำถามว่าหลังความตายจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา จะมีสวรรค์หรือนรกหรือไม่ จะน่ารื่นรมย์กว่าโลกที่เห็นหรือไม่ แล้วผีคืออะไร นอกจากนี้หนังยังพูดเรื่องมุมมองที่คนกลุ่มต่างๆ มีต่อความตาย ในขณะที่คนในหมู่บ้านพยายามยื้อชีวิตของหญิงชรา สร้างบุญและ โชคลาภด้วยการให้เธอทานอาหารที่มอบให้ คนจากในเมืองกลับโทรมือถือที่ต้องไปรับสายกันบนยอดเขา เพื่อตามงานว่าเมื่อไหร่หญิงชราจะตายเสียที

The Wind Will Carry Us (1999)
The Wind Will Carry Us (1999)

นอกจากเรื่องชีวิตและความตายแล้ว เราจะอ่าน The Wind Will Carry Us เป็นบันทึกความเปลี่ยนแปลงในประเทศอิหร่านก็ยังได้ เป็นการปะทะตามเวลาของความเป็นเมืองกับชนบท โดยความเป็นเมืองรอเวลาให้ชนบทตายไปอย่างไม่ไยดี แต่เนื้อที่ในบทความนี้คงไม่เพียงพอจะ แทรกหัวข้อนี้ เพราะเราต้องดูต่อให้ลึกขึ้นว่าเคียรอสตามีพยายามพูดถึงชีวิตและความตายในหนังอย่างไร

อัตถิภาวะนิยม หรือ นิยมศาสนาอิสลาม?

เมื่อเคียรอสตามีขึ้นรับรางวัล Akira Kurosawa ปี 2000 ที่ซานฟรานซิสโก มีผู้ชมถามว่า ตกลงหนังของเขาเชื่อในอัตถิภาวะนิยมหรือศาสนาอิสลามกันแน่? เขาเลี่ยงไม่ตอบคำถามนี้ และบอกแทนว่าหน้าที่ของเขาคือนำเสนอปัญหา ส่วนผู้ชมจะค้นหาทางออกอย่างไรก็สุดแท้แต่ใจ

ความจริงไม่น่าจะเป็นเรื่องยากที่จะหาคำตอบ เพราะแนวคิดทั้ง 2 มันต่างกันสุดขั้ว

อัตถิภาวะนิยมไม่เชื่อว่ามีเทพเจ้าผู้อยู่เหนือชีวิต และเชื่อว่าร่างกายมนุษย์แท้จริงแล้วปราศจากความหมายหรือคุณค่าใดๆ มนุษย์ต้องดิ้นรน ตามหาคุณค่าเหล่านั้นเติมเต็มตัวเองอยู่ตลอดเวลา สิ่งสำคัญของความเป็นมนุษย์ในสายตานักอัตถิภาวะนิยมคือสิทธิในการเลือกเติมเต็มในแบบที่ตน ต้องการ เพราะชีวิตคือการเลือก แม้เลือกที่จะไม่เลือกก็คือการเลือกอย่างหนึ่ง และชีวิตที่ดีต้องมีความสุข ส่วนชีวิตหลังความตายสำหรับคนกลุ่มนี้คือ ความว่างเปล่าจบสิ้น ส่วนศาสนาอิสลามเชื่อในองคภาวะสูงสุดที่ควบคุมทุกชะตากรรมของชีวิตบนโลก ทุกสิ่งที่มนุษย์เผชิญเป็นไปเพราะพระประสงค์ อันยุติธรรม ชีวิตที่ดีต้องได้ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา ส่วนชีวิตหลังความตายมนุษยชาติจะถูกปลุกขึ้นเพื่อพบกับการพิพากษา คนดีจะขึ้นสวรรค์ คนไม่ดีจะต้องตกนรก

แต่หนังของเคียรอสตามีเป็นไปได้ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน

Taste of Cherry
Taste of Cherry (1997)

ใน Taste of Cherry คุณบาดีผู้ตามหาคนช่วยเอา ดินกลบหน้า เถียงกับชายนักสตัฟฟ์สัตว์คนหนึ่งในรถถึงความ เหมาะสมของการฆ่าตัวตาย บาดีบอกว่าเป็นไปได้ที่การฆ่า ตัวตายไม่ผิดตามหลักศาสนาอิสลาม เพราะพระเจ้าอาจเปิด ทางออกนี้ให้เมื่อพบว่าชีวิตที่มนุษย์กำลังดำเนินนั้นลำบากเกิน จะไปต่อ และถ้าตัดสินใจจริง มันก็อาจเป็นการตัดสินใจตาม พระประสงค์ก็ได้ ชายนักสตัฟฟ์สัตว์ตอบโต้ด้วยประสบการณ์ ตรงที่เคยตัดสินใจจะฆ่าตัวตายครั้งหนึ่ง เมื่อพยายามผูกเชือก บนต้นไม้ ปรากฏว่าเขาพบลูกหม่อนหอมหวานซึ่งแม้จะไม่ใช่ ผลไม้วิเศษที่กินแล้วปัญหาในชีวิตจะหมดไป แต่มันทำให้เขา เปลี่ยนทัศนคติต่อชีวิตใหม่ว่ายังมีความน่าพึงใจให้ค้นหา

ด้านหนึ่งพวกเขาพูดถึงอำนาจของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตตามหลักศาสนา แต่ในอีกห้วงเวลาพวกเขาหันมาพูดถึงการใช้ชีวิตให้มีความสุข มองให้เห็นความงามของสิ่งที่เป็นอยู่รอบข้าง หาคุณค่าใหม่ๆ ให้ตัวเอง ตามแนวทางของอัตถิภาวะนิยม

Life and Nothing More (1992)
Life and Nothing More (1992)

ใน Life and Nothing More ก็เช่นกัน เราจะเห็นผู้คนพูดคุยถึงความเกี่ยวพันระหว่างพระประสงค์กับเหตุการณ์แผ่นดินไหว ถกเถียงว่า พระเจ้าต้องการฆ่าเด็กๆ จริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วมันเป็นผลจากภัยพิบัติที่ฆ่าคนไม่เลือกหน้า และขณะเดียวกันหนังก็ยังฉายภาพชีวิตของผู้คนที่ เลือกจะดำเนินต่อไปอย่างไม่เสียใจต่อสิ่งที่ผ่านมา เช่น เลือกแต่งงานทันที เลือกดูบอล ที่สะท้อนว่าชีวิตหากมีแล้วต้องรีบใช้หาความสุขให้คุ้มค่า นี่คืออีกแห่งที่มิติทางศาสนาและอัตถิภาวะนิยมอยู่ร่วมกัน

อาจเป็นไปได้ที่เคียรอสตามีไม่ต้องการตัดสินใดๆ เกี่ยวกับแนวคิดของชีวิต คือไม่ต้องการเชื่อศาสนาอิสลามอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ต้องการ บอกว่าควรไร้ศาสนา เราอาจเข้าใจบุคลิกด้านนี้ดีขึ้นถ้ารู้ว่า เขาเองก็เติบโตจากในเมืองที่สนใจวิถีชีวิตในชนบท ภาษาหนังของเขาจึงไม่เลือกจะตัดสิน ใดๆ แต่ออกมาเป็นรูปแบบกึ่งสารคดี ราวกับต้องการลดทอนบทบาทตัวกลางของผู้กำกับออกไปจากหนัง รวมถึงความเห็นใดๆ ของตัวผู้กำกับด้วย

หนังของเคียรอสตามีเป็นหนังบนรอยต่อของหลายสิ่ง นอกจากจะอยู่บนรอยต่อของศาสนาและอัตถิภาวะนิยม มันยังอยู่บนหนังและภาพกวี สมัยใหม่และสมัยเก่า ความจริงและเรื่องแต่ง เราอาจไม่ได้ข้อคิดเกี่ยวกับชีวิตที่ลึกซึ้งใดๆ กลับไปหลังจากดูจบ แต่เราจะได้คำถามที่ลึกซึ้งไว้ขบคิดและ หาคำตอบในชีวิตจริง

Through the Olive Trees (1994)
Through the Olive Trees (1994)
Certified Copy (2009)
Certified Copy (2009)

หลังออกจากโคเคอร์และเตหะราน

แม้เคียรอสตามีจะเคยบอกว่า ลูกไม้ที่ตกอยู่ห่างต้นกำเนิดย่อมผลิดอกออกผลได้ไม่ดี ผู้กำกับหนังที่ไปทำงานต่างที่ต่างแดนเกิดก็เช่นกัน แต่ จนแล้วจนรอดเขาก็ได้มาทำงานกับทีมงานอิตาลีในเมืองทัสคานี กับนักแสดงฝรั่งเศสเจ้าแม่หนังอาร์ต จูเลียต บิโนช และกับนักร้องโอเปราชาวอังกฤษ ในหนังเรื่อง Certified Copy (2009) อันเล่าถึงเวลา 1 วันที่หญิงนักค้าของเก่าได้พูดคุยกับนักเขียนเชิงวิชาการหนุ่มใหญ่ผู้มาเปิดตัวหนังสือใหม่ ว่าด้วยคุณค่าของงานศิลปะลอกเลียน ยิ่งบทสนทนาผ่านไปก็ยิ่งพบว่าเขาช่างคล้ายกับสามีของเธอราวกับเป็น ‘งานลอกเลียนที่จริงแท้’ จนเมื่อถึงจุดหนึ่ง คนดูจะไม่แน่ใจอีกต่อไปว่าความสัมพันธ์บนหน้าจอนั้นเป็นความสัมพันธ์จริง หรือความสัมพันธ์จำลองเลียนแบบความทรงจำเพื่อทดแทนที่ ต่างคนก็ต่างมีคู่สมรสซึ่งอยู่เหินห่างจากกัน

เราจะเห็นองค์ประกอบเดิมๆ ที่เคียรอสตามีนำมาใช้กับฉากบ้านอิฐคลาสสิกของเมืองทัสคานี ทั้งฉากคุยกันยาวๆ ในรถ ตัวละครเด็กสุดป่วน ฉากทางเดินแคบๆ ของหมู่บ้าน และที่ไม่พลาดคือเรื่องการตักตวงความสุขจากชีวิตที่มีอยู่ โดยครั้งนี้เขาเพิ่มประเด็นการใช้ชีวิตคู่เข้าไปด้วย

เราจะตักตวงความสุขของชีวิตให้เต็มที่ได้อย่างไร ถ้าต้องใช้ชีวิตคู่อย่างประนีประนอมกับคนที่มีทัศนคติและความต้องการต่างกัน? แต่ถ้า ไม่เลือกที่จะมีชีวิตคู่เลย เราจะยังมีความสุขของชีวิตให้ตักตวงหรือไม่?

และก็เหมือนทุกครั้ง เคียรอสตามีนำเสนอเพียงปัญหา ก่อนที่เขาจะเดินเหินทิ้งเราไปเพื่อคิดโครงการทำหนังในอิตาลีเรื่องถัดไป

**หมายเหตุ ในบทความนี้เขียนขึ้นก่อนหนังเรื่องสุดท้ายของเคียรอสตามี อย่าง Like Someone in Love (2012) อ่านต่อได้ที่นี่
Like Someone in Love (2012)
Like Someone in Love (2012)
ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

Bioscope Banner 173