‘ธุดงควัตร’ – เล่า ‘พุทธ’ ด้วยภาพ

Home / ข่าวหนัง, ข่าวหนัง arthouse สารคดี, หนังไทย / ‘ธุดงควัตร’ – เล่า ‘พุทธ’ ด้วยภาพ

โดยกองบรรณาธิการ BIOSCOPE

ธุดงควัตร 01

แม้จะรู้จักกันมาอย่างยาวนาน และเคยได้ร่วมงานกันมาบ้าง แต่สำหรับผลงานหนังยาวเรื่องล่าสุดของ สืบ-บุญส่ง นาคภู่ อย่าง ‘ธุดงควัตร’ ที่ชักชวน ต้อย-อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ มิตรสหายต่างรุ่นมาร่วมงานในฐานะผู้กำกับภาพ แม้ในสไตล์หนังของทั้งสองคนโดยส่วนตัวจะแตกต่างกัน แต่กระนั้นทั้งคู่ก็มีจุดร่วมหลายอย่าง ทั้งสไตล์การด้นสดกับสถานการณ์แวดล้อมที่เกิดตรงหน้า การทำหนังทุ่มเทสุดตัวภายใต้ข้อจำกัด ไปจนถึงการนับถือพระพุทธเจ้าในฐานะผู้ถ่ายทอดเรื่องราวสู่ผู้คนได้อย่างเก่งกาจ

นั่นจึงทำให้ทั้งบุญส่งและอุรุพงศ์ ตั้งใจทำให้ ‘ธุดงควัตร’ กลายเป็นหนังที่เล่าเรื่องศาสนาพุทธอย่างถึงแก่น โดยใช้งานด้านภาพมาถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมด ในแบบทำน้อยแต่ได้มาก เพื่อเล่าเรื่องการดิ้นรนพ้นทุกข์ของชายปริศนาผู้สูญเสียทุกสิ่งอย่าง ก่อนตัดสินใจเดินทางเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์

ธุดงควัตร 06
สืบ-บุญส่ง นาคภู่ (ยืนขวาสุด) และ ต้อย-อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ (ยืนซ้ายสุด) และทีมงานกองถ่าย ‘ธุดงควัตร’
  • ใน ‘ธุดงควัตร’ พี่ทั้งสองเตรียมตัวในการทำงานอย่างไรบ้าง

อุรุพงศ์ : ก็คุยกันลงตัวอยู่แล้ว คุยกันก่อนว่าจะใช้อะไร แต่ในระยะเริ่มต้นก็มีขัดกันบางอย่าง ด้วยเรา เป็นผู้กำกับภาพก็จะมองในด้านเทคนิค ที่ทำให้ได้ภาพออกมาว่ามันต้องได้ตามที่เราคิด แต่พี่สืบก็จะยืนยันอะไรบางอย่างของแก ด้านอุปกรณ์ แกก็จะเชื่อมั่นในเลนส์ 16 มม. แกเชื่อมั่นในลุคอะไรที่มันจะออกมาแบบนี้ ฟิล์ม 16 แต่แท้จริงฟรอกซิคอนอะไรมันไม่ได้ การเล่ามันไม่ได้ ขนาดภาพมันเล่าไม่ได้ เนี้ย เราก็จะต้องทะเลาะกับแกว่า โอเคพี่ พี่ยืนยันอย่างนั้นมันก็จริง มันดีอยู่ แต่มันอาจไม่ได้เหมาะกับหนัง

คือภาพมันต้องสร้างอารมณ์ พี่จะต้องปล่อยวางตรงนั้นไปกับการยึดติดในความรู้สึกของฟิล์ม 16 มม. มาสู่ภาพกว้างของเลนส์ 24 มม. เพื่อจะให้สื่ออารมณ์ของหนังให้ได้ ซึ่งในที่สุดก็ตกลงกันได้ คือส่วนอื่นๆเนี้ยมันไม่มีปัญหาในการทำงาน ถ้าเรายืนยันว่ามันดีกว่าพี่สืบแกยอม ถ้าเราอธิบายได้ว่ามันดีกว่าจริงๆนะพี่ แสดงให้เห็นเลย แต่ไม่มีปัญหา ถ้าแกเห็นมันไม่ได้ต้อย มันอย่างนี้พี่ต้องการอย่างนี้ ฉากจะเล่าอย่างนี้ ถามว่าเพราะอะไร แกอธิบายได้ เราก็เข้าใจได้

ธุดงควัตร 03

  • ทำไมพี่สืบถึงชวนพี่ต้อยมาทำงานในเรื่องนี้ครับ

บุญส่ง : เราเลือกต้อยเรื่องนี้เพราะว่าความเป็นต้อยมันเหมาะกับหนังเรื่องนี้ นิสัยต้อยคือใจเย็น ผมเนี้ยใจร้อน ทำเร็ว ต้อยจะช่วยผมตรงนี้ได้  เชื่อมั่นว่าภาพของต้อยช่วยให้หนังของเรางดงามขึ้น เราเลือกต้อยเพราะตรงนี้

โอเคงานทางด้านภาพเราต้องค้นหาต่อไป เราทำหนังด้วยเหตุปัจจัยที่มี เราไม่ได้ทะเยอะทะยานมีของมากองให้เลือกได้ เราไม่มีทางเลือกเลย เรามีเงินแค่นี้ แต่ทำหนังเราทะเยอทะยานขนาดนี้ ซึ่งเราบอกต้อยว่า ถึงเรามีแค่นี้ แต่เราจะทำหนัง เราหยุดไม่ได้ โอเค ต้อยบอกแล้วแต่พี่ พี่เอาไงก็ว่าไป

สรุปแล้วเมื่อถึงเวลาทำงาน สิ่งที่เราสองคนฝันก็คือ เราต้องทำหนังด้วยเหตุปัจจุบันที่มีอยู่ตรงหน้า ไม่มัวมาเถียงกันเรื่องอีโก้ สำคัญที่สุดคือสิ่งที่เราจะพูดคืออะไร เราจะวางคนดูไว้ตรงไหน ให้คนดูเป็นผู้สังเกตุการณ์ สร้างเรื่องไปกับเรา แล้วค่อยๆ ค้นหาวิถีทางไปเรื่อยๆ แชร์ความคิดเห็นกันไปเรื่อยๆ หน้าที่ของเราในฐานะผู้กำกับคือพยายามสร้างแอ็กชั่นที่คิดไว้ในใจ แล้วต้อยหาจุดที่กล้องลงตัวที่สุดในการถ่ายทอด ณ โมเม็นต์นั้น เวลานั้น ด้วยเหตุปัจจัย ด้วยการเซ็ตติ้งที่มีอยู่ ไปจนถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ เราทำงานกันอย่างนี้

อุรุพงศ์ : ความสนุกคือ พี่สืบแกมีทิศทางในการกำกับชัดเจนอยู่แล้ว หนังมันไม่ไปไหนหรอก มันอยู่ภายใต้การดูแลของเรา แต่ความสนุกคือ ทุกอย่าง บทมันถูกเขียนแค่เป็นโครงไว้ มัสำหรับการออกกกองถ่ายแต่ละวัน พวกเราสนุกกับสถานการณ์ตรงหน้า เพราะเราต้องคิดตลอด คิดบทให้เสร็จ ต้องคิด ต้องคุยกัน อะไรไม่ดี เปลี่ยน คุยกันกับนัดแสดง ฯลฯ คือมันทำแล้วสนุกกว่า ถ้าเราออกไปทำอะไรที่มีสำเร็จรูปแล้วมันจะไม่สนุก ผมรู้สึกว่าแบบนี้ มันมีชีวิตจิตใจมากกว่า

ธุดงควัตร 02

  • ทำไมพวกพี่ถึงชื่นชอบในการด้นสดบทหนังกัยเรื่องราวที่เกิดขึ้นตรงหน้า

อุรุพงศ์ : เราชอบมองหาไปเรื่อยๆ เป็นสายด้นสดทางสารคดี มองเห็นเสน่ห์ของอะไรตรงนี้อยู่

บุญส่ง : แต่ของเราคือฟิกชั่นล้วนๆนะ ตรงหน้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะ แต่เราจับอะไรให้มันเกิดขึ้น แต่ความเป็นต้อยคือ impress กับอะไรที่มันเกิดขึ้นตรงหน้า คือพวกเราก็ช่วยกันเลือก จริงๆ การทำหนังของเราจะเว้นช่องว่างบางอย่างไว้ให้ไม่สมบูรณ์ทั้งหมดมาแต่แรก เราจงใจเหลือไว้ครึ่งหนึ่งเสมอก่อนเปิดกล้อง อีก 50%  คือรอแสง รอทุกอย่างมาเติมเต็ม

อุรุพงศ์ : อีก 50% เป็นจิตวิญญาณ ครึ่งนึงเป็นแค่ร่างกาย บอดี้  หนังของผมก็เหมือนกัน พี่ว่าไหม อาจจะ 30% เป็นรูปร่างภายนอก เป็นโครงสูงต่ำดำขาว แต่อีกเจ็ดสิบ ห้าสิบ เป็นจิตวิญญาณ ที่มันวิ่ง เป็นจังหวะเป็นชีวิตที่มันวูบวาบ เป็นอะไรไม่รู้แต่มันมีชีวิต ที่เราจับไปใส่ในบอดี้ ร่างกายนั้น แล้วมันน่าสนุก

บุญส่ง : เราทำ ‘ธุดงควัตร’ กันด้วยวิธีนี้ ค่อยๆค้นหาไป พอเจออะไรหรือสถานการณ์ที่น่าสนใจเราก็จะถามต้อยละ  ต้อย…ตอนนี้ฝนตกนะ เอาไง ต้อย…วันนี้ไม่ตกนะเอาไงดี คือมันต้องถ่ายตลอดเวลา ก็ถ่ายเท่าที่มีนี่แหละ เอาฝนเอาเมฆเป็นส่วนหนึ่งของหนังไปเลย เราก็บอก ต้อย ฝนตกกูก็ถ่ายนะ เตรียมเซฟอุปกรณ์ให้ดีๆ

ธุดงควัตร 04

  • เหมือนพี่สืบเองก็รู้ธรรมชาติพี่ต้อยด้วย

บุญส่ง : คือเราเป็นคนเร็วมากเรื่องนี้ ไม่ได้ยกยอตัวเองเราเร็วเรื่องหยิบสรรพสิ่งรอบตัวมาใช้งาน หยิบนั้นนี่มาบางทีโยนทิ้งบท เอานั้นนี่มา เปลี่ยน เดี๋ยวนี้เลย เราทำงานกับเปียก็เร็วเหมือนกัน แต่เร็วอีกแบบ แต่ไม่เร็วแบบต้อย เราฉกบางอย่างของเปีย ทำงานกับต้อย ก็ฉกบางอย่างของต้อย เราไปทำงานที่ไหน ก็ฉกความดีงามของตรงนั้นมาใช้ เราไม่เคย ถึงแม้ทำงานเร็วแต่ไม่เคยชุ่ย เราจะบอกต้อย ดีที่สุดหรือยัง ยังไม่ดีไปปรับนะ ยังคิดได้อีกไหม ยังดีกว่านี้ได้อีกไหม ใช่ไหม ทุกครั้ง ทุกคัต แต่อยู่บทพื้นฐานเท่าที่เป็นไปได้

ธุดงควัตร 07

‘ธุดงควัตร’

เข้าฉายแล้วที่ House Rama RCA สามารถติดตามรอบฉายได้ที่ www.facebook.com/houseRCA
และติดตามข่าวสารต่างๆ ของภาพยนตร์ได้ที่ www.facebook.com/Wandering-ธุดงควัตร

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

Bioscope Banner 173