‘มหาสมุทรและสุสาน’ 3 จังหวัดภาคใต้ในสายตา พิมพกา โตวิระ

Home / ข่าวหนัง, ข่าวหนัง arthouse สารคดี, หนังไทย / ‘มหาสมุทรและสุสาน’ 3 จังหวัดภาคใต้ในสายตา พิมพกา โตวิระ

โดย กองบรรณาธิการ BIOSCOPE

island and funaral 02

หลังจากทำหนังเรื่องแรก ‘คืนไร้เงา’ (2003) ในระบบสตูดิโอ ปี 2007 พิมพกา โตวิระ (ร่วมกับ วิทวัส เมฆสวรรค์) ก็มาตั้งบริษัทหนังอิสระที่ชื่อ เอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น ซึ่งนั่นยังเป็นครั้งแรกๆ ที่เราเริ่มได้ยินโปรเจ็กต์ ‘มหาสมุทรและสุสาน’ หนังที่ได้แรงบันดาลใจและมีเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เรื่องแรกๆ ในตอนนั้น

“เรื่องนี้มันเกิดขึ้นเพราะตัวเราก็เคยเดินทางไปปัตตานี ก็ไปกับครอบครัวนี่ละ คือพ่อกับแม่เขาก็จะเดินทางไปไหว้ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเกือบทุกปีอยู่แล้ว แต่พอมีเหตุการณ์ความรุนแรงมันเกิดขึ้นก็เลยไม่ได้ไปแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ก็ค่อยๆ รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วง 2006-2009 มันน่ากลัวมากกับคนกรุงเทพฯ อย่างเราที่ได้รับข่าวสารจากที่นั้น” ก่อนจะพัฒนาความที่รู้สึกที่ว่านี้ ให้กลายเป็นพล็อตว่าด้วยการเดินทางสู่ปัตตานีของ ไลลา (ฮีน-ศศิธร พานิชนก) สาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อไปพบญาติซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่โดยมี ซูกู้ด น้องชายและ ต้อย เพื่อนสนิทของซูกู้ดร่วมเดินทางไปด้วย

island and funaral 03

พิมพกาเดินทางสู่ปัตตานีเพื่อเก็บข้อมูลจากชาวมุสลิมในพื้นที่หลายครั้ง โดยอีกด้านก็พูดคุยกับชาวมุสลิมในกรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาบทให้ครบทั้งสองด้าน พร้อมชวน ก้อง ฤทธิ์ดี (คอลัมนิสต์และนักวิจารณ์ระดับนานาชาติ) ซึ่งเป็นชาวมุสลิมมาร่วมเขียนบทหนังเรื่องนี้ด้วย หากแต่ด้วยปัญหาเรื่องการหาทุน บวกกับต้องรอ ฮีน-ศศิธร ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในนิวยอร์กและสามารถกลับมาได้เพียงบางช่วงเวลา ไปจนถึงการตัดสินใจใช้ฟิล์ม 16 มม. ในการถ่ายทำ ณ ช่วงเวลาใกล้เปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิตอล ก็เป็นหลายๆ เหตุผลที่ทำให้หนังยิ่งเสร็จล่าช้าออกไปเรื่อยๆ

“ช่วงเวลานั้นฟิล์ม 35 มม.ยังแพง บวกกับตอนไปคุยกับทางโกดักเขาก็บอกว่ากำลังพัฒนาระบบฟิล์มกันอยู่ เลยประเมินว่าพอถ่ายเสร็จการใช้ฟิล์มมันน่าจะยังมีเหลืออยู่ ก็เลยตัดสินใจใช้ฟิล์ม 16 มม.ตั้งแต่ ‘สุดสะแนน’ (2011, หนังสั้นในโครงการภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ “ร้อยดวงใจให้พ่อ”) ที่เป็นภาคแยกของตัวละครทหารในหนังเรื่องนี้ แต่ปรากฏว่าถ่ายไปสักพักฟิล์มก็เริ่มหาซื้อได้ยากแล้ว จนถึงวันสุดท้ายที่เราถ่ายทำ ‘มหาสมุทรและสุสาน’ เสร็จ เราถึงรู้ตัวชัดเจนแล้วว่า จบหนังเรื่องนี้เป็นฟิล์มไม่ได้อีกแล้ว”

ตัวอย่างหนังสั้น ‘สุดสะแนน’ (2011)

island and funaral 04

‘มหาสมุทรและสุสาน’ ใช้วิธีการถ่ายทำในพื้นที่ปัตตานีและใกล้เคียงก่อนเป็นแกนหลักของเรื่อง แล้วจึงมาถ่ายทำส่วนที่เหลือซึ่งสามารถใช้โลเคชั่นอื่นๆ ทดแทนได้ และใช้เทคนิคการตัดต่อช่วยแก้ปัญหาในบางซีนที่ไม่สามารถลงไปถ่ายซ่อมในพื้นที่ปัตตานีได้ “ในที่สุดหนังมันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากสิ่งที่เราตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกมากนัก เพราะในแง่การถ่ายทำมันไม่ได้หลุดไปจากบทที่เราเตรียมไว้เลย มีแค่ตอนจบซึ่งถ่ายทำหลังสุดที่เราตัดสินใจเปลี่ยนใหม่ เพราะว่ามันช่วยให้หนังสมบูรณ์มากขึ้น และมันเป็นตอนจบที่ช่วยให้เราเติบโตในแง่การทำหนังมากขึ้นด้วย”

แน่นอนว่า การถ่ายทอดเรื่องราวที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ พิมพกาต้องทำการบ้านด้วยการลงพื้นที่จริงอย่างหนัก แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า ‘มหาสมุทรและสุสาน’ จะนำพาผู้ชมไปเข้าใจหรือเรียนรู้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้มากขึ้น เพราะแท้จริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อน ที่บางครั้งแม้แต่คนในพื้นที่ก็ยากที่เปิดเผย

ตัวอย่าง ‘มหาสมุทรและสุสาน’ เข้าฉาย  21 กรกฎาคมนี้

“เราก็ไม่ได้คิดว่าตัวเราทำหนังเรื่องนี้แล้วจะเข้าใจคนในพื้นที่มากขึ้นนะ คือต่อให้เราลงไปหาข้อมูลเท่าไหร่ เราก็ยังรู้สึกว่ามันยังมีอะไรอีกหลายๆ อย่างที่เราไม่เข้าใจอยู่ดี หนังเรื่องนี้มันเลยเป็นการเล่าในมุมมองของเราอยู่ดี เป็นมุมมองที่เรารู้สึกต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ หรือแม้แต่เป็นมุมมองที่รู้สึกต่อสถานการณ์ของประเทศนี้ ต่อภาพรวมของเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพราะเอาเข้าจริง เรื่องราวต่างๆ มันต่างเชื่อมโยงกันอย่างสลับซับซ้อน เกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้ เราเพียงแค่มองมันเฉยๆ หนังเรื่องนี้มันคือมุมมองของคนนอกที่มีต่อเหตุการณ์สามจังหวัดภาคใต้มากกว่า”

island and funaral 01

พิมพกาเสริมว่า “คือในรอบ 10 ปีที่ทำหนังเรื่องนี้ เราลงไปในพื้นที่บ่อยมากนะ ไปจนแบบไม่กลัว คือเราพอจะเริ่มรู้ว่าตรงไหนมันไม่ปลอดภัย หรือการเกิดเหตุการณ์มันเกิดจากอะไร มันมีเป้าหมายที่ใคร ก็พอจะรู้บ้าง แต่ถึงอย่างนั้น ต่อให้เราลงไปบ่อยขนาดนี้ มันก็ยังรู้สึกนะว่า เราไม่สามารถเข้าใจพวกเขาได้ทั้งหมด คือในสามจังหวัดภาคใต้ยังเป็นสังคมปิดอยู่ คือไม่ใช่ว่าเราจะสามารถลงไปแล้วเขาจะยอมพูดคุยเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้มากมาย คือเรารู้จักเขา เขารู้จักเรา แต่กับบางเรื่อง เขาก็ไม่สามารถเล่าเรื่องราวให้เราฟังได้อย่างเข้าใจได้ทั้งหมด เราคุยคนเยอะมาก ทั้งทหาร คนมุสลิมในพื้นที่ คนที่โดนทำร้ายทั้งไทยพุทธทั้งมุสลิม คือเราก็พยายามคุยให้หลากหลายที่สุด แต่กระนั้นเราก็ยังรู้สึกว่า หรือเราเองรีเสิร์ตชน้อยเกินไปหรือเปล่านะ เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่เรามองมันมันคือมุมมองของเรามากกว่าเราพูดแทนเขาไม่ได้จริงๆ”

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

BANNER172