รื้อหิ้งหนังเก่า: Stories We Tell สิ่งที่(แม่)ไม่เคยบอก

Home / ข่าวหนัง, ข่าวหนัง arthouse สารคดี / รื้อหิ้งหนังเก่า: Stories We Tell สิ่งที่(แม่)ไม่เคยบอก

Stories We Tell 06

เราเคยสงสัยไหม? ว่าพ่อกับแม่ของเรามาเคยเจอกันและรักกันได้อย่างไร ไปจนชีวิตรักของทั้งสองท่านจะเป็นแบบไหน หรือแม้แต่ถ้าเราพบว่าเรื่องราวของพ่อแม่เรา ไม่ได้เป็นไปอย่างสวยงามดังที่ฝันไว้ เราจะกล้าหาญพอที่จะรับรู้ความจริง ไปจนถึงสำรวจหรือแม้แต่ตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่? เช่นในหนังแคนาดายอดเยี่ยมและหนังสารคดียอดเยี่ยม จาก สมาคมนักวิจารณ์โตรอนโต ปี 2012 เรื่องนี้

Canadian Actress, Director and Filmmaker Sarah Polley at the Bloor Cinema for her riveting documentary 'Stories We Tell' during the 2012 Toronto International Film Festival. The film is a deep personal work of Polley that explores how we tell stories as well as family secrets uncovered after her mother passed when she was 11.
ซาราห์ พอลลีย์

ซาราห์ พอลลีย์ นักแสดงสาวสวยที่หลาย คนคุ้นหน้าจาก Dawn of the Dead, Go, Splice และเป็นผู้เขียนบท-กำกับฝีมือดี จาก Away from Her (ชิงออสการ์สาขาบท ดัดแปลงยอดเยี่ยม ปี 2006) และ Take This Waltz ปีนี้เธอกลับมาพร้อมกับ Stories We Tell (2012) สารคดีที่ใช้เวลาสร้างถึง 5 ปีเล่าประเด็นส่วนตัวเรื่องครอบครัวของเธอเอง และมีจุดเด่นตรงธีมว่าด้วยความทรงจำ, การนอกใจ, การเล่าเรื่องแบบเนิบช้า และการมองความผิดบาปของตัวละครด้วยสายตาที่เข้าใจ โดยไม่ใช้ ศีลธรรมมาตัดสิน

จุดโฟกัสอยู่ที่ ไดแอน แม่ของซาราห์ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตั้งแต่ซาราห์อายุแค่ 11 ปี แม้ไดแอนกับไมเคิล (พ่อ) จะเป็นคู่รักในอุดมคติในสายตาใครหลายคน แต่ที่จริง แล้วทั้งคู่กลับมีความขัดแย้งกันในด้านมุมมองการใช้ชีวิตความรักที่ไม่ได้รับการเติมเต็ม ทำให้ไดแอนนอกใจ ซึ่งส่งผลต่อครอบครัวอย่างใหญ่หลวงและนำมาซึ่งความผิดพลาด ความลับ ความอับอายสารพัด ที่พอลลีย์กล้าเปิดเผยด้านมืดของมันให้เราได้เห็น

Stories We Tell 02

Stories We Tell 04

“ภาพลักษณ์ของพ่อแม่ในสายตาลูกมักจะเป็นเทวดาที่ไม่มีข้อผิดพลาด แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ มีใครบ้างไม่เคยทำผิด? ซึ่งเราก็ได้รู้สิ่งนี้ เมื่อเราโตแล้วมองย้อนกลับไปหาพวกท่านนี่แหละ”

ซาราห์ พอลลีย์

 

Stories We Tell 01

พอลลีย์ใช้วิธีถ่ายทอดด้วยการตั้งกล้องสัมภาษณ์สมาชิกในครอบครัว มิตรสหายของ พ่อแม่ ไปจนถึงผู้ที่มีส่วนรู้เห็น ด้วยการเริ่มถามคำถามเดิมทุกครั้งว่า “คุณช่วยเล่าถึง เหตุการณ์ทั้งหมดด้วยคำพูดของคุณเองได้ไหม” ซึ่งทำให้ได้รับข้อมูลหลากหลายและต่างกันในหลายจุดแม้จะพูดถึงเรื่องเดียวกัน ผลก็คือจิกซอว์ความทรงจำที่ต่อไม่ลงล็อค ทำให้หนังมีลักษณะแบบ ‘ราโชมอน’ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ‘ความจริง’ นั้นขึ้นอยู่กับคนมอง และเรื่องเล่าของคนอื่นสามารถส่งอิทธิพลต่อการร่างสร้างความทรงจำของเราได้มากขนาดไหน

นอกจากฉากสัมภาษณ์ หนังยังใช้เสียงบรรยายของไมเคิลและภาพวิดีโอของ ไดแอน ซึ่งมีทั้งจากโฮมวิดีโอของจริงและที่ถูกจำลองขึ้นใหม่จากกล้องซูเปอร์ 8 ด้วย นักแสดงที่เหมือนไดแอนจนผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังติดตามความจริงไปพร้อมกับพอลลีย์อยู่ (“เธอทำเหมือนสอบปากคำ” ไมเคิลกล่าว) ทำให้สารคดีเรื่องนี้มีลีลาของหนังแนวสืบสวนสอบสวน บวกกับองค์ ประกอบสำคัญอย่างอารมณ์ขัน อารมณ์เศร้า และอารมณ์ย้อนอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับมา

Stories We Tell 05

เนื่องจากตัวพอลลีย์เองก็มีลูกสาว จึงช่วยให้เธอเชื่อมโยงประสบการณ์ตัวเองเข้ากับประเด็นแม่ลูกในหนังได้ลึกซึ้งขึ้น “การที่ฉันได้พูดคุยกับคน สนิทของแม่ ทำให้ฉันรู้จักแม่มากขึ้นถึงขั้น คาดเดาได้ว่า ถ้าเจอคำถามนี้แม่จะตอบว่า อะไร และก็ทำให้ฉันมั่นใจว่า ที่จริงแล้วแม่ยัง คงแฝงอยู่ในตัวฉันเสมอ”

“แม้ฉันจะถูกปัญหาในครอบครัวครอบงำจิตใจมานาน แต่ฉันไม่ได้ทำหนังเรื่องนี้เพื่อเยียวยาบาดแผลของตัวเอง ฉันแค่ต้องการเล่าเรื่องที่อยากเล่า และแม้ในหนังจะเป็นเรื่องราวของครอบครัวฉัน แต่ฉันก็หวังว่าเมื่อผู้ชมดูจบ พวกเขาจะคิดถึงครอบครัวของตัวเองและเริ่มเปิดใจพูดคุยถึงที่มาของพ่อแม่ของตนอย่างจริงจังบ้าง” พอลลีย์สรุปปิดท้าย

เรียบเรียงจาก นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 138

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

BIO174