รื้อหิ้งหนังเก่า : Distance (2001)

Home / ข่าวหนัง, หนังเอเชีย / รื้อหิ้งหนังเก่า : Distance (2001)
เรียบเรียงจาก คอลัมน์ Seize The Motion 
“ย้อนมองหนังโคเระเอดะ กับเหตุการณ์แก๊สซาริน”
โดย กิตติภัต แสนดี / นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 146 (มีนาคม 2557)

Distance 02

ตลอด 25 ปี ในการทำหนัง ฮิโรคะสุ โคเระเอดะ พัฒนาตนเองจากนักทำสารคดี สู่การเป็นนักเล่าเรื่องที่หยิบยืมวิธีของการถ่ายทอดความจริงมาใช้ในหนังของตน และมีหนังที่เข้าถึงคนดูในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคหลัง หากสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปสำหรับโคเระเอดะ คือการสะท้อนสังคมญี่ปุ่นผ่านสถาบันครอบครัวในหลากหลายรูปแบบ เราจึงขอพาย้อนไปรู้จักหนึ่งในผลงานชั้นเยี่ยมของโคเระเอดะ ที่หยิบยกเหตุการณ์สะเทือนขวัญยากจะลืมของชาวญี่ปุ่นในปี 1995 มาเล่าผ่านในหนังยาวเรื่องที่ 3 ของเขาซึ่งเข้าสายประกวดในเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2001 อย่าง Distance

วันที่ 20 มีนาคม 1995 สมาชิกลัทธิโอมชินริเกียว 5 คน ได้ก่อวินาศกรรมแก๊สซารินในกรุงโตเกียว โดยแฝงตัวไปกับเหล่าพนักงานออฟฟิศที่ต้องออกทำงานตอนเช้า และขึ้นรถไฟใต้ดินทั้งหมด 5 ขบวน เมื่อได้จังหวะ พวกเขาก็นำถุงพลาสติกซึ่งบรรจุแก๊สซารินโยนลงพื้นและใช้ปลายร่มแทงก่อนจะหนีไป ผลลัพธ์คือมีผู้เสียชีวิต 13 ราย และบาดเจ็บอีก 6 พันกว่าราย

Distance 01

Distance ของโคเระเอดะอ้างอิงเหตุการณ์นี้ โดยเขียนบทใหม่ให้เป็นว่าญี่ปุ่นกำลังจะจัดงานรำลึกเหตุการณ์วินาศกรรมที่กลุ่มลัทธิหนึ่งใช้สารพิษปนเปื้อนระบบชลประทานจน ทำให้มีผู้เสียชีวิตร่วม 100 คน แต่ความแปลกใหม่ของหนังคือแทนที่จะสนใจฝั่งผู้เสียชีวิตหรือผู้กระทำวินาศกรรม เขากลับเลือกเล่า เรื่องที่เกิดขึ้นกับญาติของสมาชิกลัทธิ ในวันที่คนเหล่านั้นมารวมตัวกันปีละครั้งเพื่อระลึกถึงญาติที่ถูกฆาตกรรมหลังปฏิบัติการ กล่าวคือหนังไม่ได้พูดถึงผู้ถูกกระทำหรือผู้กระทำ แต่คนเหล่านี้นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างสองฝักสองฝ่าย

เหล่าญาติทั้ง 4 ต้องติดอยู่ในป่าลึกเพราะรถที่ขับมาถูกขโมยไป พวกเขาได้พบชายแปลกหน้าผู้เป็นสมาชิกลัทธิที่หนีไปก่อนเริ่มปฏิบัติการ ทั้ง 5 คนกลับไปยังบ้านไม้ซึ่งเป็นที่ทำการเดิมของลัทธิ เพื่อพักค้างคืนชั่วคราว โคเระเอดะทำให้บ้านไม้หลังนี้เหมือนมีชีวิต มีวิญญาณ โดยทำให้ผู้ที่มาพักต้องคิดคำนึงถึงเหตุการณ์ช่วงก่อนที่ญาติของตนจะเข้ามาสู่ลัทธินี้

Distance 04

หนังไม่ชัดเจนว่าความรู้สึกภายในของตัวละครเหล่านั้นเป็นอย่างไรบ้าง ‘ความเงียบแบบไม่รู้ว่ามันคืออะไร’-ตามสไตล์ ผู้กำกับ-เข้าปกคลุมบทสนทนาเป็นห้วงๆ ปล่อยให้คนดูต้อง พยายามทำความเข้าใจเอาเองว่าคนเหล่านี้คิดอะไรอยู่

…แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจก็คือ ในฐานะ ‘คนตรงกลาง’ เขาเหล่านี้ควรรู้สึกผิดต่อเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่

เป็นไปได้ที่คนในครอบครัวเดียวกันจะมีความคิดเห็นไม่ตรงกันในเรื่องต่างๆ ข้อเท็จจริงนี้ผู้กำกับได้จำลองไว้อย่างเฉียบคมในฉากสนทนาครั้งสุดท้ายระหว่างญาติกับสมาชิกลัทธิที่แต่ละคนขุดคุ้ยเรื่องขึ้นมาเล่า บ้างก็ปฏิเสธและดูถูกอย่างรุนแรง บ้างก็เลือกไม่โต้แย้ง และขอประนีประนอมอยู่แบบเดิม ด้วยความเชื่อว่าญาติๆ ย่อมไม่ควรต้องรับผิดชอบในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเลยเพราะพวกเขาไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปด้วย

Distance 03

แต่จริงหรือเปล่าที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบใดๆ? เมื่อคำนึงว่าพวกเขาคือคนที่อยู่ใกล้ชิดและมีโอกาสจะพูดจาสั่งสอนห้ามปรามเหล่าผู้ก่อวินาศกรรมมากกว่าคนที่ไม่ได้เป็นญาติ แล้วทำไมจึงมิได้ใช้โอกาสในการชักจูงให้คนเหล่านั้นเลิกมีความเชื่อที่จะทำอันตรายแก่สังคม? โดยหนังก็สื่อให้เห็นว่าตัวละครกลุ่มนี้พยายามปิดบังไม่ให้คนวงนอกรู้ว่าญาติของตนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์วินาศกรรม เพื่อป้องกันมิให้ตนเองพลอยถูกสังคมลงโทษ

นี่เป็นปัญหาจริยธรรมร่วมสมัยที่ว่าด้วยความขัดแย้งระหว่างจริยธรรมส่วนบุคคลกับจริยธรรมแบบกลุ่ม ฝ่ายแรกเชื่อว่าหลักจริยธรรมตัดสินได้จากปัจเจกเพียงผู้เดียว ไม่จำเป็นต้องพิจารณาถึงบทบาทหน้าที่ของปัจเจกนั้นต่อทางสังคม ส่วนกลุ่มหลังมองว่าหลักการจริยธรรมต้องนำบทบาททางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คนเป็นพี่น้องกันก็ควรดูแลกันมากกว่าปกติ จะไม่รับผิดชอบกันเหมือนคนธรรมดาที่ไม่รู้จักไม่เกี่ยวดองข้องกันเลยนั้นคงไม่ได้ ซึ่งในมุมมองข้าพเจ้าความคิดทางจริยธรรมเช่นนี้น่าเชื่อถือกว่า เพราะเป็นไปได้ยากที่เราจะมองข้ามบทบาททางสังคมในขณะที่เราเลือกกระทำหรือไม่กระทำการใดๆ

Distance 05

ในห้วงเวลาที่ตัวละครของ Distance เงียบเสียงลง ข้าพเจ้ากลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเสียดายและเสียใจของพวกเขาที่ล่องลอยในอากาศ ความเสียดายที่ว่าตนน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้เพื่อให้ญาติไม่ต้องตกอยู่ในวงเวียนของลัทธินั่น และความเสียใจที่ตนพลาดหน้าที่ทางจริยธรรมทั้งต่อญาติและต่อผู้ที่ญาติของตนไปทำร้าย ทั้งที่หากพวกเขาพูดคุยใส่ใจกันมากกว่านี้ กล้าห้ามปรามกันแต่เนิ่นๆ กว่านี้ โศกนาฏกรรมก็คงไม่เกิดขึ้น

….

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

CoverBio176