รื้อหิ้งหนังเก่า: รำลึกถึงเดือนตุลา ผ่าน October Sonata ‘รักที่รอคอย’

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / รื้อหิ้งหนังเก่า: รำลึกถึงเดือนตุลา ผ่าน October Sonata ‘รักที่รอคอย’

 

october sonata

หากจะเอ่ยถึงหนังไทยที่เกี่ยวเนื่องหรือมีฉากหลังถึงเหตุการณ์ทางการเมืองเดือนตุลาคมในอดีตนั้น ล้วนมีมากมายอยู่ในความทรงจำ ทั้งที่กล่าวถึงอย่างตรงไปตรงมาอย่างหนังสั้น ‘อย่าลืมฉัน’ (2003, มานัสศักดิ์ ดอกไม้ – หาชมได้ในยูทูบ) หรือ ’14 ตุลา สงครามประชาชน’ (2001, บัณฑิต ฤทธิ์ถกล) ไปจนถึงหนังตลาดที่สอดแทรกเรื่องราวการเมืองเดือนตุลา อย่าง 2 หนังสยองขวัญ ได้แก่ ‘มหาลัยสยองขวัญ’ ตอน ลิฟท์แดง (2009, บรรจง สินธนมงคลกุล และ สุทธิพร ทับทิม), ‘เชือดก่อนชิม’ (2009, ทิวา เมย์ไธสง) หรือหนังตลก ‘ฟ้าใส ใจชื่นบาน’ (2009, เกริกชัย ใจมั่น, นภาพร พูลเจริญ) แต่ในวันนี้เราขอหยิบยกหนังโรแมนติด-ดราม่า การันตีรางวัลหนังยอดเยี่ยมจากเวทีทั้ง ชมรมวิจารณ์บันเทิง และ รางวัลสุพรรณหงส์ ผลงานกำกับของ สมเกียรติ วิทุรานิช อย่าง October Sonata ‘รักที่รอคอย’ (2009) มาให้ได้อ่านกันครับ

….

**ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 97 (ธันวาคม 2009)

October Sonata จดหมายรักที่รอคอย

โดย นคร และ วิมล

หมายเหตุ: บทความนี้เขียนขึ้นโดยอิงโครงสร้างของนิยายเรื่อง ‘สงครามชีวิต’
BIOSCOPE จึงขออุทิศบทความนี้แด่ ‘ศรีบูรพา’ เจ้าของบทประพันธ์

October Sonata 03

{แม่ยอดรัก}

ถึงรถจะติดแดดจะร้อนสักเพียงใด แต่เชื่อเถิดวิมล วันนี้ผมอิ่มใจเป็นที่สุดที่ได้คุยกับ สมเกียรติ์ วิทุรานิช เขาเป็นคนทำหนังเรื่อง ‘มะหมา สี่ขาครับ’ คู่กับ พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ ไงล่ะยอดรัก จำได้หรือไม่ว่านั่นเป็นหนังที่เราไปดูคู่กันครั้งแรกเมื่อวันสงกรานต์ปี 2550 เห็นสมเกียรติ์ว่าเขาทำหนังเรื่องใหม่เสร็จแล้ว ตั้งชื่อเรื่องแบบฝรั่งโก้เชียวว่า October Sonata

เล่าแล้วจะหาว่าปด ตอนฟังสมเกียรติ์เล่าความเป็นมาว่า October Sonata จะเสร็จสิ้นนั้น ผมแทบจับมือเขาด้วยความยินดีที่เขาได้ทำหนังเรื่องนี้สักที หลังจากต้องรอนานถึง 17 ปีเชียววิมลเอ๋ย

หนังได้ชื่อไทยในภายหลังว่า ‘รักที่รอคอย’ ดูจากชื่อประกอบกับเรื่องราวที่นางเอกเธอต้องเผชิญ เทียบกับการต่อสู้ของสมเกียรติ์แล้วผมคิดว่าชื่อไทยนี้บอกอะไรได้หลายอย่าง ดังที่ผมจะเล่าให้วิมลฟัง

‘รักที่รอคอย’ เล่าเรื่องของ แสงจันทร์ (ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ นางเอก ‘รัก/สาม/เศร้า’ ที่เราดูด้วยกันในงานวัดซอยบ้านวิมลไง) สาวงามผู้สืบสานความสัมพันธ์กับ รวี (โป๊บ-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ) ในงานศพของ มิตร ชัยบัญชา เมื่อปี 2512 จนมาสุกงอมในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นวันที่รวีลาแสงจันทร์เพื่อเดินตามอุดมการณ์ตัวเองโดยทิ้งข้อความไว้กับโฉมตรูว่าจะมาเจอกันในเดือนตุลาคมของทุกปี สมเกียรติ์จะพาเราไปดูการรอคอยของแสงจันทร์ในทุกตุลาคมตั้งแต่ปีนั้นจนถึงปี 2535 ซึ่งในระหว่างนั้น แสงจันทร์ยังได้พบหนุ่มเชื้อจีนนาม ลิ้ม (บอย-พิษณุ นิ่มสกุล) ผู้รักใคร่ในตัวเธอและพยายามเรียกร้องให้เธอเหลียวมองเขาบ้าง

ตอนที่ผมเล่าเรื่องนี้ให้ไอ้ตี๋เกลอรักของผมฟัง มันหัวร่อเยาะเย้ยด้วยไม่เชื่อว่าจะมีใครตั้งมั่นรอรักจากใครสักคนได้นานร่วม 30 ปี แต่ผมเชื่อนะวิมล เพราะแม้การรอคอยที่จะได้ทำหนังเรื่องนี้ของสมเกียรติ์จะไม่นานเพียงนั้น แต่มันก็นานพอจะพิสูจน์ได้ถึงความรักในบทหนังเรื่องนี้ของเขา

ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา มีรัฐบาลมากหน้าเปลี่ยนชุดเวียนกันมาบริหารประเทศ แต่ October Sonata ยังคงพัวพันกับชีวิตสมเกียรติ์อย่างไม่ไปไหน บทหนังได้รับการส่งต่อจากผู้บริหารค่ายหนังหนึ่งสู่อีกค่ายหนึ่ง และคำชี้แนะจากคนรอบข้างก็เปิดโอกาสให้สมเกียรติ์ได้รู้จักตัวละครที่เขาปั้นแต่งขึ้นเองมากขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อมันมาถึงมือของ พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ ผู้นำพาให้แสงจันทร์ได้พบกับ ณภัทร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม แห่งค่ายหนังเล็กๆ ชื่อ เอ็นจีอาร์ เมื่อนั้นเองที่การรอคอยของสมเกียรติ์ได้สิ้นสุดลง

17 ปีนั้นนานมากเทียวนะวิมล ผมยังไม่รู้ใจตัวเองเลยว่าจะสามารถรอคอยอะไรบางอย่างได้นานขนาดนั้นหรือไม่ เพราะเพียงรอเจอหน้าวิมลเดือนละครั้ง ใจผมยังแทบขาดสะบั้น แต่สมเกียรติ์ไม่เป็นเช่นนั้น เขาอดทนใช้เวลาระหว่างรอไปกับการสำรวจแง่มุมต่างๆ ในชีวิตแสงจันทร์ จนเธอแทบจะกลายเป็นร่างเดียวกับเขาไปเสียแล้ว สมเกียรติ์บอกกับผมว่า

“เรียกได้ว่าผมวิ่งหาตัวละคร 360 องศา จนครบทุกวันของเขาเลย โดยเฉพาะแสงจันทร์ เราวิ่งเข้าไปหาตัวละครนี้ตลอดเวลา ยอมรับว่าช่วงต้นๆ แสงจันทร์เป็นตัวละครที่บางมาก เป็นแค่สาวโรงงานที่ไม่มีมิติอื่นเลย แต่พอเรารู้สึกว่าเราเริ่มไม่เข้าใจตัวละครตัวนี้ เราก็ไปค้นหาและศึกษาคนที่มีชีวิตใกล้เคียงกับเขาดู ผมวิ่งหาตัวละครไปไม่หยุด ลองมองมุมนี้ดูซิ แล้วเดี๋ยวก็กลับไปมองอีกมุมหนึ่งดูบ้าง นั่นเป็นช่วงที่เราเรียนรู้การเขียนบทหนังที่มีระยะเวลายาวนานขนาดนี้”

ดึกมากแล้ววิมล วันนี้ผมขอวางปากกาลงเท่านี้ก่อนนะครับ แต่เรื่องของสมเกียรติ์ยังไม่จบ สัปดาห์หน้าผมจะเขียนเล่าให้คุณอ่านอีก วิมล คนดีของผม ได้จับไมค์ร้องเพลงให้เพื่อนฟังครั้งแรกเป็นอย่างไรเขียนเล่าให้ผมฟังบ้าง เพราะแม้ผมจะไม่ได้ยินเสียงใสๆ ของคุณ แต่การได้อ่านลายมือสวยๆ ของคุณก็ทำให้ผมหลับฝันดีแล้ว

เป็นคนดีของวิมลเสมอ
นคร
ป.ล. ในหนัง ‘รักที่รอคอย’ มีหนังสือ ‘สงครามชีวิต’ ของ ศรีบูรพา
ที่ผมเคยยืมคุณมาอ่านเป็นตัวแปรสำคัญของความรักระหว่างแสงจันทร์กับรวีด้วย
นั่นทำให้ผมยิ่งคิดถึงวิมลมากจนแทบจะจับรถไปหาเสียวันนี้เลย

October Sonata

{พ่อยอดรัก}

ฉันมีความสุขมากนครเอ๋ย แม้ฉันจะถูกจองจำอิสรภาพ ทว่าข้างในกลับรู้สึกปลดปล่อยในระดับที่ฉันไม่สามารถสัมผัสมันได้เวลาอยู่ข้างนอกนั่น การได้จับไมค์ขับกล่อมเสียงเพลงให้เพื่อนสาวฟังวันนั้น ได้รับเสียงปรบมือกึกก้องนำความปีติมาสู่หัวใจฉันจนล้นออกมาเชียว แม้ฉันจะไม่มีโอกาสดูหนังเรื่องที่คุณว่าในโรงหนังแน่ แต่เพียงเห็นชื่อ ‘สงครามชีวิต’ เรื่องราวสวยๆ ระหว่างคุณกับฉันก็ย้อนเข้าสู่ความทรงจำทันที

นครคะ คุณพอจะเล่าได้มั้ยว่า ‘สงครามชีวิต’ มันไปเกี่ยวอะไรกับชีวิตของแสงจันทร์ ฉันไม่อยากคิดถึงอนาคตว่าตัวเองจะได้ออกไปร่วมชีวิตกับคุณได้เมื่อไหร่ แต่พออ่านเรื่องของแสงจันทร์ ฉันก็ใคร่ครวญได้ว่า คนเราต่างก็มีจุดมุ่งหมายกันทั้งนั้น และฉันก็ยินดีที่จะรอวันนั้นเช่นกัน

ดูชีวิตของรพินทร์กับเพลิน พระนางใน ‘สงครามชีวิต’ นั่นปะไร พวกเขาสื่อสารกันผ่านจดหมายตลอดเวลา แม้เนื้อความจะบอกอยู่ว่าทั้งคู่ได้พบกันเรื่อยๆ ฉันในฐานะคนอ่านก็ยังเฝ้ารอจะได้อ่านฉากที่พวกเขาได้เจอหน้ากันจริงๆ สักที แต่เอาเถิดยอดรัก ถึงอย่างไรฉันก็รับรู้ได้ถึงความรักอันเปี่ยมล้นของคนทั้งคู่

พ่อยอดรัก… ทำไมสมเกียรติ์ถึงหยิบนิยายเล่มโปรดของฉันมาอยู่ในหนัง ช่วยเขียนเล่าอีกเถิดนะ ฉันจะรอ

วิมล

October Sonata 04

{ยอดอาลัย}

ได้อ่านข้อความจากลายมือของวิมลทีไร ผมก็ได้แต่หวนไห้ถึงเรื่องราวระหว่างเราทุกครา คนดีของผม ตอนนี้ทุกข์เข็ญแค่ไหนกันหากเป็นไปได้ ผมขอแบกรับความสาหัสนั้นไว้เพียงผู้เดียว

เห็นวิมลสงสัยว่า ‘สงครามชีวิต’ กลายเป็นส่วนหนึ่งของหนังได้อย่างไร จะบอกให้ว่านิยายเล่มโปรดนี้ของคุณคือสิ่งสำคัญในชีวิตของสมเกียรติ์เลยเทียว เพราะมันเป็นนิยายเล่มที่สองในชีวิตที่เขาได้อ่านถัดจาก ‘สี่แผ่นดิน’ โดยตอนนั้นเขาเรียนอยู่ประถม 6 เท่านั้น ท่ามกลางความระอุของบ้านเมืองในยุค 14 ตุลาคม 2516 นั่นเอง

ผมแทบไม่เชื่อหูตนเอง คงมีเด็กประถม 6 เพียงไม่กี่คนที่หยิบนิยายรักอันรุ่มรวยภาษาเช่น ‘สงครามชีวิต’ มาอ่าน แต่เป็นเพราะบริบททางสังคมช่วงนั้นไงเล่าวิมล ที่ปลุกเร้าให้ประชาชนหลายคนขวนขวายหาหนังสือมาอ่านกัน สมเกียรติ์เล่าให้ผมฟังว่า

“ก่อน 14 ตุลาฯ สักปีสองปี การเมืองร้อนแรงมาก เป็นช่วงข้อต่อทางการเมือง ทุกอย่างไม่นิ่ง และก็เป็นช่วงวัยที่เรากำลังเปลี่ยนแปลงด้วย เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผลกระทบต่อชีวิตเรามาก เพราะยุคนั้นเรามักพูดถึงอุดมการณ์และการเมืองซึ่งต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว เป็นจังหวะที่หลายคนรู้สึกว่า ‘ไม่ไหวแล้วจะต้องปลดปล่อยตัวเองแล้ว’ สภาพสังคมในภาพใหญ่เป็นช่วงที่นักศึกษานักวิชาการออกมามีบทบาทเลยทำให้หนังสือที่เกี่ยวกับอุดมการณ์ได้รับความนิยม เราเองกำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้
จึงมีโอกาสง่ายที่จะได้หยิบงานดีๆ มาอ่าน”

แม้ในห้วงเวลานั้นสมเกียรติ์ยังเยาว์เกินกว่าที่จะออกมาเคลื่อนไหวอะไรจริงจัง แต่เขาก็เหมือนแสงจันทร์นั่นล่ะวิมลเอ๋ย ที่วางฐานะเป็นผู้สังเกตการณ์แต่ก็ไม่แคล้วได้รับผลกระทบจากการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะด้านอุดมการณ์ หาไม่เขาคงทดท้อต่อการผลักดันหนังเรื่องนี้ไปตั้งแต่ 2 ปีแรกที่ต้องคอตกหอบบทหนังกลับบ้านแล้ว

วิมลคงทราบแล้ว เมื่อก่อนผมรักสนุกขนาดเลือกจะอยู่กับพวกพ้องมากกว่าอยู่กับตัวเองเสียอีก จนเมื่อคุณเข้ามาพร้อมส่ง‘สงครามชีวิต’ ให้นั่นเอง คนเสเพลอย่างไอ้นคร คนนี้ถึงได้มีเวลาทบทวนตัวเองและเห็นคุณค่า ในการใช้ชีวิตมากขึ้น ผมขอบคุณคุณมากนะครับวิมลที่สละเวลามาร่วมทุกข์ร่วมสุขและ สร้างคุณค่าให้กับชีวิตอันโสมมของคนไม่เข้าท่าอย่างผม และต้องขอบคุณ ‘สงครามชีวิต’ ด้วย ที่หยิบยื่นบทเรียนดีๆ ในการเป็นมนุษย์มาให้

นิยายเล่มนี้มีผลต่อชีวิตของนคร เพียงไหน มันก็ส่งความประทับใจไปสู่สมเกียรติ์ เพียงนั้น เขาถึงขนาดเล่าให้ผมฟังว่า “ถ้าคิดถึง เรื่องรัก ผมจะนึกถึงเรื่องนี้ก่อนความรักของ ภรรยาซะอีก (หัวเราะ) สิ่งที่ส่งผลต่อแนวคิดผม อย่างหนึ่งคือ ‘ค่าของมนุษย์’ ไม่ว่าจะจนหรือ รวย มนุษย์ก็ล้วนมีคุณค่าเท่าๆ กัน ผมไม่ชอบ คนที่ยกยอปอปั้นเฉพาะคนรวยและก็ทำอะไร แย่ๆ กับคนที่ดูต่ำต้อยกว่า ซึ่งนี่อาจเกิดจาก หนังสือที่ได้อ่าน อาจไม่ใช่แค่เล่มเดียว แต่เป็น หนังสือเหล่านั้นในยุคนั้น มันเป็นยุคที่สมองเรา ยังว่างอยู่และเราก็เติมสิ่งเหล่านี้เข้าไปเยอะ บางทีสิ่งต่างๆ ที่เป็นประสบการณ์ในวัยเด็ก มันส่งผลต่อพฤติกรรมของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว”

สมเกียรติ์วางบทบาทของ ‘สงคราม ชีวิต’ ให้อยู่ในหนัง โดยความตั้งใจของเขาคือ เพื่อแสดงความคารวะต่อเรื่องรักที่ประทับใจมาเนิ่นนาน เขาให้การบ้านทีมงานว่าควรหา หนังสือเล่มนี้มาอ่านก่อนลงมือทำงาน ไม่เว้นแม้แต่ก้อย-รัชวิน และโป๊บ-ธนวรรธน์ พระนางของเรื่อง เพื่อซึมซับตัวละครแสงจันทร์และรวี

ใช่สิ ผมเกือบลืมตอบคำถามของวิมลที่ว่า ‘สงครามชีวิต’ เกี่ยวอะไรกับความรักของแสงจันทร์กับรวี ผมขออนุญาตเล่าว่า เพราะคนทั้งคู่รักนิยายเล่มนี้มากเสียจนมัน กลายเป็นสื่อทางใจของพวกเขา “ตอนเขียนบท บางฉากผมยกคำพูดในหนังสือมาใส่เลย ซึ่งทั้งก้อยและโป๊บอ่านแล้วจะติดขัดมากเพราะเป็นคำที่คนไม่ใช้กันแล้ว หลังอ่านบท ผมก็ให้ทั้งคู่ไปอ่าน ‘สงครามชีวิต’ ให้เข้าใจถ่องแท้ก่อน แล้วจึงกลับมาสร้างตัวละครตัวนี้กัน”

ผมไม่ทราบหรอกว่าสมเกียรติ์คิดอย่างไรต่อชีวิตตัวเอง แต่ผมมองว่าชีวิตช่วงต้นของเขานั้นช่างวูบวาบเหลือเกิน ตลอดเวลาที่เล่าถึง ‘สงครามชีวิต’ ให้ผมฟัง แววตาของเขาเปล่งประกายดุจดวงดาวในคืนเดือนหงาย แต่ครั้นผมซักเขาว่าตอนนั้นอยากเป็นนักเล่าเรื่องหรือเปล่า เขากลับตอบว่า “ไม่” เพราะงานดีๆ เหล่านั้นทำให้เขาไม่กล้าคิดฝันจะพาตนเองไป เทียบชั้นกับปรมาจารย์อย่าง ศรีบูรพา, ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช หรือ สด กูรมะโรหิต ดอก

สมเกียรติ์อยากเป็นจิตรกรแต่สอบเพาะช่างไม่ติด จึงหันเหไปเรียนพาณิชย์อันเป็นสาขาวิชาที่เขาไม่รักเอาเสียเลย สมเกียรติ์เป็นหนุ่มใหญ่ผู้มีความสุภาพ ทว่าเชื่อไหมวิมลว่า สาเหตุที่เขาเลือกเรียนพาณิชย์ก็เพื่อประชดชีวิตเท่านั้น แม้จะสู้อุตส่าห์เรียนจบและทำงานในบริษัทประกันภัยตามสายที่เรียนมา ทั้งยังครองตำแหน่งพนักงานดีเด่น แต่ความฝันของเขาไม่เคยจืดจาง เขายังเป็นชายหนุ่มผู้ฝันจะเป็นช่างภาพหลังจากดู Siddhartha (หนังปี 1972 ของ คอนราด รูคส์) ที่โรงหนังสามย่านแล้วประทับใจงานภาพของ สเวน นิควิสต์ จับจิต

ฝันนี้ทำให้สมเกียรติ์หนุ่มไทยเชื้อสายจีนมุมานะศึกษาการถ่ายภาพด้วยตนเอง และหนีไปร่ำเรียนที่แคนาดาถึง 6 ปี โดยทางบ้านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเรียนอะไร และบ้านไกลเมืองเกิดแห่งนั้นก็หล่อหลอมให้เขาอยากเป็นคนทำหนังในที่สุด “ช่วงนั้นเป็นวัยที่ไม่คิดอะไรมาก เราก็ไปตายเอาดาบหน้า คิดแค่ไปเรียนภาษาอย่างเดียวก่อน จากนั้นก็เริ่มถามคนโน้นคนนี้ว่าถ้าจะเข้ามหาวิทยาลัยต้องทำยังไง จน ไปเจอหลักสูตรของมหาวิทยาลัยหนึ่งซึ่งมีวิชาภาพยนตร์ คราวนี้จิ๊กซอว์ก็ต่อกันติดหมด จากที่อยากเป็นจิตรกร เป็นคนถ่ายภาพ รักการดูหนัง มันรวมหมดเลย เออ ในภาพยนตร์นี่ เราได้ทำทุกอย่างเลยนะ ก็เลยเลือกเรียนวิชาภาพยนตร์ ช่วง 6 ปีนั้นเราไม่มีอาการคิดถึงบ้านเลย รู้สึกว่าทุกวันมันสนุก”

ฉบับนี้ผมเขียนเสียยืดยาวเทียววิมลหวังว่าคงไม่เบื่อกันเสียก่อนนะ เสียดายจริงๆ ที่เราไม่มีโอกาสได้นั่งคุยกันอย่างสะดวกกาย แต่เอาเถิด ผมยังสุขเสมอที่ได้สื่อสารกับคุณ แม้จะเป็นเพียงการผ่านลายมือไก่เขี่ยของผมก็ตาม

รู้สึกเช่นเดิมเสมอนะคนดี
นคร

October Sonata 05

{คนดีที่แสนรัก}

ผมคงต้องพ่ายแพ้แก่การรอคอยแน่แล้ววิมล เพราะแค่รอให้คุณเขียนจดหมายตอบผมยังทำไม่ได้ คุณจะอภัยแก่คนใจเร็วเช่นผมหรือไม่ ช่วยตอบที

ผมครุ่นคิดถึงแต่ช่วงเวลาในการรอคอยของแสงจันทร์ตลอดค่ำ ช่างบังอาจเหลือเกินที่ผมนำความรักของคนอื่นมาเทียบกับหัวใจตัวเอง ทำอย่างไรได้ล่ะ เกือบ 30 ปีที่แสงจันทร์ต้องหวนกลับมายังสถานที่อันฝังแน่นด้วยความทรงจำแสนสวย โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแต่ละปีที่ล่วงผ่านนั้น เธอจะได้พบกับคนรักสุดดวงใจอย่างรวีหรือไม่ เจ็บปวดเหลือเกินวิมล เพราะคนเส็งเคร็งเช่นผมมัวเฝ้าพะวงว่าจดหมายแต่ละฉบับที่ทิ้งลงตู้แดงนั้นจะร่วงหายไประหว่างทางหรือไม่ กระดาษรักฉบับเมื่อวานถึงมือคุณแล้วใช่ไหม

การรอคอยนั้นไม่ใช่ของขวัญเลย แต่มันคือบททดสอบแสนทรมานสำหรับมนุษย์ แสงจันทร์รวดร้าวเพียงใด สมเกียรติ์ก็คงทนทุกข์เท่านั้น เขาคงรักแสงจันทร์สุดดวงใจเลยนะวิมล เขาเคยบังเกิดความหวังล้นอกเมื่อคราวได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานแกรมมี่ ฟิล์ม อันเป็นช่วงที่มีคนทำหนังรุ่นใหญ่อย่าง ยุทธนา มุกดาสนิท เป็นผู้ดูแลและมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจสร้างหนังสักเรื่อง และยุทธนาก็ถูกใจบทหนังเรื่องนี้ไม่น้อย แสงจันทร์เคยมีโอกาสเข้าแถวเป็นนางเอกของหนังเรื่องใหม่ในแกรมมี่ ฟิล์มไปรอบหนึ่งแล้ว

แต่อะไรก็ไม่แน่นอน แสงจันทร์ยังคลาดกับรวี และที่สุดแล้ว October Sonata ก็ไม่ได้สร้างกับแกรมมี่ ฟิล์ม ผิดหวังไม่แพ้กัน

สมเกียรติ์แลดูนิ่งเหลือเกินขณะสนทนากับผม จนชายที่เคยคิดว่าตนเองสามารถอ่านใจคนอื่นได้ง่ายๆ อย่างผมยังไม่สามารถรับรู้ได้ว่า เขาต้องรวดร้าวแค่ไหนยามผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า

ความไม่แน่นอนในการรอคอยนี่ล่ะวิมลที่ทำให้ผมฟุ้งซ่านเช่นนี้ อย่าระคายผมเลยนะที่รัก หวังว่าความปรารถนาของผมจะส่งผ่านกระดาษ แผ่นนี้ไปถึงคุณนะครับ

รักคุณเสมอชีวิต
นคร

October Sonata 01

{คนดีของฉัน}

ขอบคุณนะคะนครที่ทำให้คนอย่างฉันรู้สึกมีคุณค่าขึ้นมาคณานับ อย่ากังวลไปเลย ฉันได้รับจดหมายของคุณทุกฉบับ เพียงแต่กระบวนการหลายๆ อย่างทำให้คำตอบที่กลั่นมาจากส่วนลึกของฉันเดินทางไปถึงคุณล่าช้า หลังจากอ่านจดหมายจบ ฉันก็หยิบปากกาและกระดาษมาเขียนตอบคุณทันที เพราะกระดาษเพียงแผ่นเดียวนี้เปี่ยมไปด้วยหัวใจที่ฉันขอประทับไว้ไม่ให้เสื่อมคลาย

ที่รักคะ เรื่องราวของสมเกียรติ์ทำให้ใจฉันพองโตแน่นทรวงไปหมด น่าเสียดายว่าที่ที่ฉันอยู่นั้นไม่มีเรื่องสวยๆ มาเล่าเพื่อให้คุณมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตนัก ฉบับนี้ฉันอาจไม่มีอะไรรบกวนคุณมาก เพราะฉันยังอิ่มเอมกับเรื่องราวที่คุณเล่ามาอยู่เลย อย่างน้อยเรื่องราวของคุณก็ทำให้ฉันได้ตระหนักว่า การรอคอยนั้นมีค่าแค่ไหน

สิ่งที่ฉันสัมผัสได้จาก ‘สงครามชีวิต’ คือการให้ภาพของสังคมที่วัดคุณค่ากันจากชนชั้นและฐานะ เชื่อไหมคะว่าตอนที่ฉันอ่านมันจบใหม่ๆ ฉันก็เทียบคุณค่าของทุกคนจนเสมอกันหมด แต่ดูวันนี้เถิดค่ะนคร…

ตอนนี้เราต่างกันนักคนดีเอ๋ย แต่สักวันเถิดนะที่เราคงได้เจอกัน

ดูสิ แสงจันทร์ยังเฝ้ารอรวีได้เลย จริงไหม

รักเสมอ
วิมล

(หมายเหตุ : ‘สงครามชีวิต’ เป็นผลงานการประพันธ์ลำดับที่ 2 ของ ศรีบูรพา ถัดจาก ‘โลกสันนิวาสและชีวิตสมรส’ โดยตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2475 เล่าเรื่องความรักของ รพินทร์ หนุ่มสู้ชีวิตผู้อาศัยอยู่ในหอพักสภาพซอมซ่อ กับ เพลิน หญิงสาวมีฐานะผู้ได้เรียนรู้ชีวิตจากคนรักของเธอ ผ่านจดหมายที่ทั้งคู่เขียนโต้ตอบกันตลอดทั้งเรื่อง)

….

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

BANNER176