PHOTO COMICS ก้าวที่ไม่ยั้งของอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลี

Home / ข่าวหนัง / PHOTO COMICS ก้าวที่ไม่ยั้งของอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลี

นอกจากจะมีรายงานกระแสเกาหลีหรือ Hallyo ที่ใช้วัฒนธรรมบันเทิงเป็นแนวหน้าบุกตีตลาดเอเชีย ตั้งแต่ จีน ญี่ปุ่น ไทยและประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกมาตลอดช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ซีรีส์หรือละครน้ำเน่าเกาหลีเบียดพื้นที่ของละครท้องถิ่น ความนิยมดารานักร้อง และเพลงป๊อปจากแดนกิมจิ นำไปสู่ยอดบริโภคสินค้าพ่วงอื่นๆ ที่มาพร้อมกับอาการชื่นชอบ ‘ความเป็นเกาหลี ‘ แม้แต่รูปแบบซีรีส์ก็มีวาไรตี้ส่งมาเป็นระลอก ในพล็อตพื้นฐานรักสามเส้า แต่สถานการณ์ ฉากและรายละเอียดตัวละครต่างกันไป ความนิยมที่ซึมซับรับวัฒนธรรมทุกด้านที่สะท้อนความเป็นเกาหลี เปิดอ้ารับสินค้าใหม่ๆ เสมอ 

แค่กระแสนิยมละคร ไม่ได้สิ้นสุดแค่เกาหลีใต้เก็บค่าลิขสิทธิ์จากทีวีเพื่อนบ้านที่เอาละครนำเข้า ยังมีรายได้อีกมหาศาลที่จะตามจะสินค้า tie-in ต่างๆ กิจกรรมโปรโมชั่นอาทิเช่น การท่องเที่ยวผูกกับโลเคชันถ่ายละคร อย่างที่บ้านเราฮิตทัวร์ตามรอยละครเกาหลี เป็นต้น โดยที่ทางเกาหลีใต้ผู้ผลิตและส่งออกสินค้าวัฒนธรรมบันเทิงเอง ก็ช่วยกันอย่างแข็งขันทั้งในภาครัฐและเอกชน เพื่อเสนอ ‘ขาย ‘ สินค้ารูปแบบใหม่ๆ ป้อนตลาดนอกบ้าน รวมถึงสินค้า tie-in หรือสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับงานหนัง ละคร ซีรีส์ ซึ่งรูปแบบยอดนิยมขายได้เสมอคือสิ่งพิมพ์

สินค้า tie-in ที่ต้นแบบมาจากอุตสาหกรรมบันเทิงในอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นอัลบั้มซาวนด์แทร็ค นวนิยายที่เป็นต้นฉบับให้คนเขียนบทดัดแปลงมาหรืออาจจะมาเขียนใหม่ทีหลังตามบทภาพยนตร์หรือบทโทรทัศน์ของซีรีส์หรือหนังเรื่องนั้นๆ ให้เป็นรูปแบบนิยาย รวมถึงหนังสือเบื้องหลังการถ่ายทำ สมุดภาพตัวละคร อย่างที่เห็นกันเป็นของคุ้นเคย โดยเฉพาะในกลุ่มหนังหรือซีรีส์ที่สร้างจากต้นฉบับสิ่งพิมพ์ อาจจะเป็นนิยาย หรือการ์ตูนมาก่อน ก็เอามาขายพ่วงตอนกระแสสื่อภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเข้าถึงคนได้ง่ายกว่า อย่างเป็นล่ำเป็นสัน

 
ปัจจุบันสิ่งพิมพ์ tie-in ยังก้าวไปถึงการใช้ ‘ภาพจากหนัง ‘ มาเล่าเรื่องทั้งในรูปแบบ ‘นิยายภาพ ‘ หรือ photo novel ซึ่งจะใช้ภาพถ่ายจากหนังหรือละครเล่าเรื่อง สลับกับเนื้อหาเป็นลายลักษณ์อักษร เหมือนเวลาเราดูหนังเงียบ เปิดแผ่นกระดาษหน้าเป็นหนึ่งฉากของหนัง ซึ่ง photo novel ที่เห็นกันหลัดๆ ก็มี The Fantastic Four (2004 ) ที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนชุดของค่ายมาร์เวล คอมิกส์ เป็นหนังฮอลลีวู้ดฟอร์มใหญ่ และภาพนิ่งแต่ละช่วงฉากของหนังก็ถูกนำมาเรียงลำดับลงบนหน้ากระดาษพิมพ์ เป็นฉบับนิยายประกอบภาพแบบเห็นกันฉากต่อฉากอีกทอด และชูจุดขายให้ต่างจากหนังสือการ์ตูนหรือหนังสือเบื้องหลังตรงที่ The Fantastic Four ในรูปแบบ photo novel นี้ จะมีภาพหลาย ‘ฉาก ‘ ที่คุณไม่เคยเห็นในฉบับหนังจอใหญ่ เพิ่มเติมมาดึงดูดแฟนๆ โดยเฉพาะ (ไม่ใช่แค่ดีวีดี ที่สามารถเพิ่มฉากที่ถูกตัดจากหนังฉบับฉายโรงมาเป็นจุดขายแล้วนะเนี่ย)

อีกรูปแบบหนึ่งที่กำลังโผล่มาให้เห็นบ้างแล้ว ก็คือสิ่งพิมพ์ที่เรียกว่า photo comics หรือการ์ตูนภาพถ่าย ที่มีรูปแบบการวางหน้า การเล่าเรื่อง การใส่บทสนทนาดำเนินเรื่องในบอลลูน แต่ตีกรอบภาพเป็นช่องๆ ในแต่ละหน้า เหมือนหนังสือการ์ตูนไม่ผิดเพี้ยน ต่างแค่ภาพที่ใช้ ไม่ใช่ภาพวาดลายเส้น แต่เป็น ‘ภาพถ่าย ‘ ที่เป็นภาพนิ่งเรียงลำดับช่วงฉากตามละคร

ถ้าใครเดินผ่านแผงหนังสือบ้านเรา อาจจะเห็นสิ่งพิมพ์ในรูปแบบอย่างว่า หน้าปกเป็นรูปดารานำของซีรีส์เกาหลีที่กำลังฮิตในบ้านเราเรื่อง เจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชา ( Goong ) ฉบับแปลภาษาไทย ของสำนักพิมพ์คิมเบอร์ลีย์ ของนานมี บุ๊คส์

เดิมที ซีรีส์เจ้าหญิงเจ้าชายวัยรุ่นกับเรื่องรักวุ่นๆ ในวัง (สมมติ) ของเกาหลี ดัดแปลงมาจากการ์ตูนหรือที่เกาหลีเรียกว่า manhwa ที่ขายดีติดอันดับเบสท์เซลเลอร์มาก่อนแล้ว พอออกอากาศทางทีวีทั้งในเกาหลีและประเทศเพื่อนบ้าน ซีรีส์เจ้าหญิงฯ ก็กลายร่างมาเป็นหนังสือนิยาย ที่มีภาพตัวละครจากการ์ตูนต้นฉบับประกอบเป็นสีสัน และสุดท้ายก็ย้อนรอยรูปแบบการ์ตูนแต่ อาศัยภาพ ที่ได้ทั้งพลังดารานักแสดงและการถ่ายภาพสวยๆ ของทีมงานสร้าง ที่จังหวะการลำดับภาพ มุมกล้อง การใช้สีและองค์ประกอบฉากต่างๆ มาเป็นจุดขายให้กับเรื่องเก่าเล่าในรูปแบบย้อนรอยต้นฉบับการ์ตูน เรียกความสนใจให้คนมาบริโภคได้อีก

แน่นอนหนังสือการ์ตูนภาพถ่ายเจ้าหญิงฯ ซึ่งจัดพิมพ์ทันกระแสละครดังนี้ ไม่ใช่เจ้าแรก งานลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วกับซีรีส์ดัง (ขวัญใจวัยรุ่นเช่นกัน) ในอเมริกา เรื่อง Sabrina the Teenage Witch ที่เริ่มออกอากาศฤดูกาลแรกปี 1996 และทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่

Sabrina เป็นหนังสือการ์ตูนภาพวาดมาก่อน เมื่อดัดแปลงเป็นซีรีส์ทีวีได้ใจวัยรุ่นทั้งอเมริกันและทั่วโลก สินค้า tie-in ต่างๆ ก็ผุดออกมาเป็นดอกเห็ด รวมถึงหนังสือภาพจากซีรีส์ที่มาใส่บอลลูนบทสนทนาแบบการ์ตูน ให้แฟนๆ ได้เสพเวอร์ชั่นชุ่มน้ำหมึกไปด้วย ในปี 1998

วิธีการขายของแบบนี้ที่ใครก็อาจจะคิดได้ และไม่ใช่คนแรกที่ริเริ่ม แต่ถ้ามีวัตถุดิบที่แสดงศักยภาพทางตลาดเปี่ยมล้นอยู่ในมือแล้ว มีหรือจะปล่อยให้เสีย (กำไร) เปล่าประโยชน์ นี่อาจจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ตอบคำถามว่า ทำไมเกาหลีถึงได้ดิบดีและมีอุตสาหกรรมบันเทิงที่กำลังจะครองเอเชียแบบฉุดไม่อยู่ก็ได้ หรือท่านผู้อ่านคิดว่าไง

บายไลน์ มานี

ที่มา กรุงเทพ ธุรกิจ