สถานการณ์วงการหนังไทยปี 49

Home / ข่าวหนัง / สถานการณ์วงการหนังไทยปี 49

1. ค่ายหนังไทยกับเป้าหมายที่ชัดเจน 

จากการที่เฝ้ามองวงการหนังไทยมาตลอดปี 49 สิ่งหนึ่งที่ผมเห็น และรู้สึกชอบใจและชื่นชมก็คือ ในปีนี้ค่ายหนังแต่ละค่ายต่างก็มีแนวทางการทำงานของตัวเองที่ชัดเจน และเป็นความหลากหลายที่เกิดขึ้น กลายเป็นสีสันที่แตกต่างด้วยความโดดเด่นเฉพาะตัว

ค่ายจีทีเอช – โดดเด่นในแง่เป็นค่ายหนังที่มุ่งสร้างสรรค์ผลงานในแบบ ความบันเทิงพร้อมสาระ ที่ผสมกันในปริมาณที่พอเหมาะพอดี นำเสนอออกมาเป็นผลงานที่ส่วนใหญ่ ดูดี มีรสนิยม ตั้งแต่

พล็อตหนังที่ โดน , ออกมาเป็น ผลงานที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน, การปั้น หน้าหนัง ให้ออกมาดูดี ทั้ง ใบปิด หนังตัวอย่าง ไปจนถึงเทคนิคการตลาด การโฆษณา ประชาสัมพันธ์

ณ วันนี้ จีทีเอช กลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแรงในการเป็น ค่ายหนังที่มีผลงานที่การันตีคุณภาพในระดับมาตรฐาน ที่ผู้ชมสามารถจะให้ความไว้วางใจได้ว่า อย่างน้อยก็ไม่ขี้เหร่ ไม่เป็น หนังชวนยี้ ที่ต้องทนดู หรือต้องเดินออกก่อนหนังจบ

จุดยืนในการสร้างด้วยคอนเซปต์ Feel Good Movie ที่มุ่งให้ความรู้สึกดีๆ แก่ ผู้ชม ที่ค่ายนี้วางไว้แต่แรก ถือเป็น คอนเซปต์ที่เหมาะอย่างยิ่งกับคอหนังชาวไทย โดยเฉพาะกับสภาพสังคมในยุคนี้ ถือเป็นการมอบ สิ่งดีๆ ให้กับคนดูหนังไทย และเป็นการสร้าง ภาพดีๆ ให้กับค่ายหนังอีกด้วย

ด้วยรวมแล้วถือว่า ค่ายจีทีเอชปั้นผลงานออกมาได้ถูกลิ้นถูกปากคนหนังไทย พิสูจน์ได้จากรายได้ของหนังที่ค่อนข้าง เข้าเป้า นับตั้งแต่เริ่มบริษัทมา และในปีนี้ก็ถือว่า ค่อนข้างดี จากหนังที่ผลิตทั้งหมด 6 เรื่อง ได้กำไร 4 เรื่อง เสมอตัว 1 เรื่อง และขาดทุน 1 เรื่อง

ด้วยรายได้ในระดับ 50 -80 ล้านบาท จาก เด็กหอ, Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย, แก๊งชะนีกับอีแอบ, โกยเถอะโยม ที่ถือว่าได้กำไร, เสมอตัว 1 เรื่องจาก เก๋า…เก๋า ที่คาดว่ารายได้น่าจะจบลงที่ประมาณ 30 ล้านบาท และขาดทุนเพียง 1 เรื่องคือ หมากเตะ รีเทิร์นส ที่ทำรายได้เพียง 10 ล้านบาท แต่นั่นก็เพราะหนังมีปัญหาอย่างที่ทราบกัน ซึ่งถ้าหากเข้าฉายตามแพลนที่วางไว้ ไม่มีปัญหาเกิดขึ้น หนังน่าจะทำเงินได้มากกว่านี้

นอกจากจะโดนใจคอหนังไทยแล้ว สิ่งที่เป็น ของแถม ก็คือ การที่หนังยังขายได้ดีในตลาดต่างประเทศ อย่างเช่นที่หนัง เด็กหอ ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากต่างประเทศโดยเฉพาะที่เกาหลี และล่าสุดเพิ่งได้รับเลือกให้ไปประกวดในเทศกาลหนังที่เบอร์ลิน รวมทั้งหนังอย่าง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย และแก๊งชะนีกับอีแอบก็น่าจะไปได้สวยไม่แพ้กัน รวมทั้งการที่หนังของค่ายนี้ก็ถูกฮอลลีวูดซื้อไปรีเมกถือเป็นอีกหนึ่งของแถมที่คุ้มค่า

ภาพรวมของค่ายจีทีเอช จึงเป็น ค่ายหนังที่มุ่งเอาใจคนไทยเป็นหลัก โดยมีตลาดหนังต่างประเทศเป็นของแถม ซึ่งจากแนวทางการตลาด จากผลลัพธ์ที่ออกมา ถือว่าค่ายนี้เดินไปถูกทางแล้ว

ความสำเร็จของค่ายนี้เกิดจากการมองการตลาดได้ขาดของ คุณวิสูตร พูลวรลักษณ์ที่ถือเป็น มือหนึ่งการตลาดหนังไทย ในช่วงหลายสิบปีมานี้ ที่ยังหาใครทาบรัศมีได้ยาก บวกกับ 2 ผู้กำกับฯ คุณภาพอย่าง จิระ มะลิกุล กับ ยงยุทธ ทองกองทุน ที่หลังจากเก็บความสำเร็จของตนเองได้แล้ว ก็หันมาทำหน้าที่เป็น ป๋าดัน สนับสนุนรุ่นน้องๆ ต่อไป ด้วยการปั้น ผู้กำกับฯ หน้าใหม่ เข้าสู่วงการอีกอย่างต่อเนื่อง

เมื่อ วิสูตร แท็กทีมกับ จิระ และยงยุทธ จึงกลายเป็น 3 พลังหลักที่ทำหน้าที่ สุมศีรษะ ร่วมด้วยช่วยกันในการเจียระไน เฟ้นหาคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ เข้าสู่วงการ ช่วยกันกลั่นกลองให้ได้ คน และผลงาน ที่ (คาดว่าจะ) เข้าเป้า มากที่สุด และให้เสี่ยงน้อยที่สุด ก่อนจะอนุมัติให้สร้างงาน

ความสำเร็จของผู้กำกับฯ กลุ่ม 365 ฟิล์ม ผู้กำกับหนัง แฟนฉัน , 2 ผู้กำกับหนัง ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ ถือเป็นผลผลิตแห่งความสำเร็จที่เป็นประกาศนียบัตรชั้นดีของ 3 ประสาน วิสูตร, จิระ, ยงยุทธ ในการเป็น ผู้คัดสรร ที่ ตาถึงและแหลมคมจนทำให้วงการหนังไทยได้ผู้กำกับฯ คุณภาพประดับวงการอีกหลายคน

ถึงวันนี้ ค่ายจีทีเอช จึงเป็นค่ายหนังที่ผู้ชมจะฝากความหวังได้ในการมองหาความบันเทิงที่มีระดับ ที่มาพร้อมคุณภาพ ด้วยความบันเทิงและสาระ

 

ค่ายสหมงคลฟิล์ม – ณ วันนี้ ค่ายจีทีเอช กับ ค่ายสหมงคลฟิล์ม ก็คือหัวหอกของหนังไทย ในฐานะที่เป็นค่ายหนังที่ผลิตผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี หากแต่มีแนวทางการทำงานที่แตกต่างกัน

สิ่งที่ผมชื่นชอบค่ายสหมงคลฟิล์ม ในฐานะที่ เป็นค่ายหนังที่พยายามสร้างสรรค์ผลงานหลากหลายแนว ทั้งหนังรัก ตลก แอ็กชัน ผี เขย่าขวัญ สยองขวัญ ระทึกขวัญ แฟนตาซี ย้อนยุค ฯลฯ เรียกว่า ครบเครื่องต้มยำ ทำให้วงการหนังไทยเรามีสีสันที่หลากหลาย

และมุมที่ผมชื่นชมค่ายนี้มากๆ ก็คือ นโยบายการสนับสนุนคนทำหนังหน้าใหม่ ให้ได้มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงาน ที่ทำให้เราๆ ท่านๆ ได้ดู หนังเล็กๆ แต่มีคุณภาพ และเห็นความตั้งใจของผู้กำกับฯ และทีมงานคนรุ่นใหม่เต็มที่ ได้เสพงานที่มีรสชาติสดใหม่ ที่ให้ความรู้สึกท้าทายอยู่ในตัว อย่างที่ผ่านมา เช่น สยิว, คน ผี ปีศาจ, เสือร้องไห้, กั๊กกะกาวน์ เป็นตัวอย่าง หรือในปีนี้ก็มีหนังอย่าง ข้าวเหนียวหมูปิ้ง , 13 เกมสยอง และที่รอฉายอย่าง หมี่จู และอีกหลายโปรเจกต์

เหล่านี้จัดเป็นผลงานที่ถือว่าเสี่ยงในเรื่องรายได้ ซึ่งหลายค่ายอาจไม่กล้าอนุมัติให้สร้าง แต่ค่ายสหมงคลฟิล์มกล้าสร้าง ในแง่นักธุรกิจ อาจถือว่าคุณพาตัวเองเข้าสู่ความเสี่ยงในแบบที่นักธุรกิจที่ดีไม่พึงกระทำ แต่ในแง่ศิลปิน ถือว่า คุณได้ใจ คนทำงานไปเต็มๆ ในการเป็นผู้ให้โอกาส

ขณะที่ค่ายจีทีเอช มี จิระ-ยงยุทธ เป็นผู้กำกับฯ รุ่นพี่ที่รับหน้าที่เป็น ป๋าดัน สนับสนุนและผลักดันผู้กำกับฯ รุ่นน้องหน้าใหม่ๆ ให้เข้าสู่วงการ ก่อนจะ ส่งไม้ต่อ ให้ วิสูตร ร่วมกลั่นกรองอีกที

ค่ายสหมงคลฟิล์ม ก็มี ปรัชญา ปิ่นแก้ว บอสใหญ่ค่ายบาแรมยู รับหน้าที่เฟ้นหา ช้างเผือกในป่า โดยมี เสี่ยเจียง คอยเป็นแบ็กอัพให้เช่นกัน

โดยภาพรวมที่เห็นและเป็นอยู่ ปรัชญา เป็นเหมือนพี่ใหญ่ของน้องๆ ที่มองคนทำหนังรุ่นน้องอย่างเข้าอกเข้าใจ และพยายามให้โอกาสและผลักดันสนับสนุนเต็มที่ ทั้งประเภทที่ มีประสบการณ์แต่ขาดโอกาส และ ประเภทหน้าใหม่จากรั้วมหาวิทยาลัย

พี่ปัด พร้อม จัดให้ เต็มที่ ภายใต้การสนับสนุนของ เสี่ยเจียง-สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ บอสใหญ่ค่ายสหฯ อีกที

สิ่งที่ต่างกันระหว่าง ค่ายจีทีเอช กับ ค่ายสหฯ ก็คือ ขณะที่ 3 ประสาน วิสูตร-จิระ-ยงยุทธ พร้อมที่จะให้การสนับสนุนผู้กำกับฯ หน้าใหม่เต็มที่ แต่ขณะเดียวกัน แต่ละโปรเจกต์ที่จะได้รับการอนุมัติจะต้องเป็น โปรเจกต์ที่มีความ เสี่ยงต่อการขาดทุน น้อยที่สุดถึงจะยอมปล่อยลงสู่สนามได้

ขณะที่ ค่ายสหฯ เสี่ยเจียง รับหน้าที่เป็นแบ็กอัพ ปล่อยให้ ปรัชญา ลองของได้เต็มที่ ซึ่งจากผลงานที่ออกมา อาจสรุปได้ว่า ปรัชญา คือ ป๋าดัน ที่มุ่งสนับสนุนคนรุ่นใหม่ และเปิดโอกาสให้เขาหรือเธอเหล่านั้นได้แสดงออกเต็มที่ โดยเฉพาะไอเดียที่แปลก ใหม่ สด ด้วยหวังสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับวงการหนังไทย โดยไม่ได้มุ่งหวังในเรื่องรายได้เป็นหลัก

ผลงานที่ออกมาส่วนใหญ่จึงอยู่ในเป็นในลักษณะที่ว่า โอกาสแป้กมีอยู่สูง แต่ถ้าฟลุกขึ้นมาก็อาจเป็นความสำเร็จในระดับสร้างปรากฏการณ์ใหม่ได้เช่นกัน ซึ่งถ้าทำสำเร็จ มันก็จะมาพร้อมความภาคภูมิใจอย่างสูงส่ง ในฐานะ ผู้สร้าง ที่กล้าท้าลองในแบบที่คนอื่นอาจไม่กล้า

ขณะที่ใน หนังกระแสหลัก ความสำเร็จของหนัง องค์บาก กับ ต้มยำกุ้ง ที่แจ้งเกิดให้ทั้งผู้กำกับฯ ปรัชญา ปิ่นแก้ว และนักแสดง โทนี่ จา ทำให้ค่ายนี้หันมาเอาดีกับ หนังแอ็กชัน เต็มรูปแบบ ค่ายนี้จึงโดดเด่นกับหนังแนวนี้เป็นพิเศษ พร้อมกับปั้นบุคคลากรของหนังแนวนี้ออกมาอยู่เรื่อยๆ ทั้งผู้กำกับฯ และนักแสดง

ขณะเดียวกันก็มีหนังแนวอื่นๆ ออกมาเอาใจตลาดอย่างหลากหลาย ทั้ง หนังตลก,หนังผี, หนังอีโรติก, หนังเขย่าขวัญ, หนังสยองขวัญ ฯลฯ

เมื่อมีผลงานออกมาเยอะ ทำให้คุณภาพของงานจึงค่อนข้างหลากหลาย มีทั้งประเภทดีมากๆ ปานกลาง และแย่มากๆ ผสมปนเปกันไป ในแบบ ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ขณะที่ เสี่ยเจียง กับ ปรัชญา ต้องเสี่ยงกับฝีมือของผู้กำกับฯ คนดูก็ต้องเสี่ยงกับคุณภาพของหนังไปด้วย

ในแง่ดีคือ วงการหนังไทยได้ความหลากหลาย แต่ในแง่ร้าย การที่ไม่สามารถคุมให้คุณภาพออกมาเข้าเป้าได้ทั้งหมด ทำให้แบรนด์ของ ค่ายสหมงคลฟิล์ม ไม่อาจทำให้ผู้ชมรู้สึกการันตีคุณภาพ ในแบบ ชื่อนี้คุณมั่นใจ! ได้เท่า ค่ายจีทีเอช

ผู้ชมต้องอาศัยทักษะ และการเสี่ยงดวง เอาจากหน้าหนัง ชื่อผู้กำกับฯ เอาเองซึ่งก็ถือว่าได้ลุ้นดีเหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ ค่ายสหฯ เห็นตรงกับ ค่ายจีทีเอช ก็คือ การมุ่งทำหนังให้คนไทยดูเอาไว้ก่อน ส่วนตลาดนอกถือเป็นของแถม นั่นถือเป็นการให้เกียรติคนดูชาวไทย ที่ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับค่ายหนัง 2 ค่ายนี้ ถ้าเปรียบเป็นคน

ค่ายจีทีเอช ก็คือ คนในแบบที่ดูเป็น คนจิตใจดี มองโลกในแง่ดี อยากเห็นทุกคนมีความสุข ประเภท ผมรักทู๊กคน…น หรือเป็นคนประเภทที่พยายามสร้างภาพให้คนอื่นเห็นว่าเป็นคนคนดี

ขณะที่ ค่ายสหมงคลฟิล์ม ก็คือ คนประเภทที่มีหลากหลายอารมณ์อยู่ในคนเดียวที่กล้าที่จะเปิดเผยทั้ง ด้านมืด ด้านสว่าง ของตัวเอง ในแบบมนุษย์ปุถุชนทั่วไป

ผมไม่ได้บอกว่า ใครถูก ใครผิด หรืออย่างไหนดี อย่างไหนไม่ดี เพราะผมเห็นว่า สังคมเราจำเป็นต้องมีคนทั้ง 2 ประเภทนี้อยู่ เพื่อเป็นสีสันที่หลากหลาย ไม่ให้ชีวิตดูจืดชืดจนเกินไป

แต่อย่างไรก็ตาม วงการหนังไทยไม่ได้มีแค่นี้หรอก เรายังมี คน อย่าง ค่ายไฟว์สตาร์, ค่ายอาร์เอส, ค่ายพระนครฟิล์ม, ค่ายโมโนฟิล์ม และค่ายกันตนา ที่ผมจะขอพูดถึงในคราวหน้า

 

ที่มา สยามรัฐ