ปีทองของวงการหนังไทย

Home / ข่าวหนัง / ปีทองของวงการหนังไทย


ปีนี้ถือเป็นปีทองของวงการหนังไทย เพราะผลงานหลายต่อหลายเรื่องโกอินเตอร์โกยเงินดอลล์ เข้าประเทศมากกว่าทุกปี 
 
เริ่มต้นด้วยหนังต้มยำกุ้ง ที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการบันเทิงไทย ด้วยการกวาดรายได้จากการเข้าฉายที่อเมริกาเกือบ 10 ล้านดอลลาร์ หรือราว 350 ล้านบาท แถมผลงานของ จา พนม ยังเหยียบจมูกฮอลลีวู้ด ด้วยการขึ้นแท่น อันดับ 4 ในตารางหนังทำเงินสหรัฐ หรือ บ๊อกซ์ออฟฟิซ ข่าวดีนี้ถึงกับทำให้เสี่ยเจียง บอสใหญ่ สหมงคลฟิล์ม ที่นอนป่วยหนักลุกจากเตียงออกจากโรงพยาบาลมาร่วมฉลองความสำเร็จแบบยิ้มไม่ยอมหุบ แถมหนังต้มยำกุ้ง ยังปูทางให้หนังไทยอีกหลายเรื่อง และหนังคนไฟบิน ก็เข้าคิวเตรียมฉายที่อเมริกาต้นปีหน้าอีกด้วย

ฟากไฟว์สตาร์ ก็หน้าบานเช่นกัน เพราะหนังอินวิซิเบิ้ล เวฟ ของผู้กำกับ เป็นเอก รัตนเรือง ก็ไปไกลในตลาดเมืองนอก ล่าสุดก็ไปโกยเงินจากการเข้าฉาย 50 ประเทศ มาแล้ว 2 ล้านดอลลาร์ แถมไฟว์สตาร์ยังยิ้มแก้มบานส่งท้ายปี เมื่อสตูดิโอฮอลลีวู๊ดซื้อหนังไทยย้อมสีเรื่อง ฟ้าทะลายโจร ของ วิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง ไปฉายในอเมริกา

  
 
จากความสำเร็จในต่างประเทศของหนังไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายการสร้างหนังของทุกค่ายที่ตั้งใจสร้างเนื้อหาให้รองรับตลาดเมืองนอกมากขึ้น รวมถึงพยายามรุกตลาดต่างประเทศด้วยการเดินสายขายหนังในทุกเทศกาล เพื่อสร้างโอกาสให้หนังไทยเป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากขึ้น และประเทศที่อุดหนุนนังไทยเป็นประจำ ก็คือ สิงค์โปร์ อินโดนีเซีย เกาหลี และญี่ปุ่น ที่หนังไทยหลายเรื่องไปโกยเงินได้สำเร็จ

ถึงแม้หนังไทยบางเรื่องจะดังไกลในต่างประเทศ แต่สถานการณ์หนังไทยก็ยังคงมีบางแง่มุมที่น่าเป็นห่วง เพราะปีนี้ถึงจะสร้างหนังเข้าฉายกันเยอะ ถึง 37 เรื่อง แต่มีเพียง 10 เรื่องเท่านั้น ที่ทำเงินเกิน 50 ล้านบาท ที่เหลือล้มคะมำ คว่ำไม่เป็นท่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าหนังเนื้อหาน่าผิดหวัง แถมความปราณีตในการถ่ายทำยังต่ำกว่ามาตรฐาน

 
สำหรับหนังทำเงินอันดับ 5 ของปีนี้ ได้แก่ หนังไทยทำเงินสูงสุดปีนี้ อันดับหนึ่ง เป็นหนังการ์ตูนอนิเมชั่นเรื่องก้านกล้วย ฝีมือสร้างสรรค์โดยกันตนา อนิเมชั่น นอกจากช้างน้อยสีฟ้าที่ชื่อก้านกล้วยจะดึงดูดเด็ก ๆ ให้อ้อนคุณพ่อคุณแม่พาไปดูหนังแล้ว ผู้ใหญ่หลายต่อหลายคนยังต้องควักกระเป๋าไปพิสูจน์ฝีมือการ์ตูนอนิเมชั่นฝีมือคนไทย ที่ไม่แพ้ระดับฮอลลีวู้ด ทำให้หนังก้านกล้วยเป็นหนังทำเงินสูงสุดของปีนี้ โดยเก็บเงินไปได้กว่า 103 ล้านบาท

อันดับที่ 2 เป็นหนังตลกเรื่อง โหน่งเท่ง นักเลงภูเขาทอง ที่มุขตลกสไตล์แก๊งสามช่า ก็ยังมีเสน่ห์เรียกแฟน ๆ ตลกเข้าโรงหนังได้ล้นโรง ทำเอาเวิร์คพอยนท์และสหมงคลฟิล์ม ที่จับมือทำหนังร่วมกันครั้งแรกกอดคอยิ้มรับทรัพย์ไปกว่า 100 ล้านบาท

 
 
หนังทำเงินอันดับ 3 ได้แก่ หนังแสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า ได้หนุ่มหล่ออย่าง แดน วรเวช มาแสดงนำ ทำให้เป็นหนังตลกขายขำเรื่องนี้มาแรงและยังอยู่ในระหว่างการเข้าฉาย

อันดับ 4 ซีซั่นเชนจ์ เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ก็ถูกใจวัยโจ๋จนชวนกันทุบกระปุกชวนกันไปดูหนัง จนเก็บตังค์ไปได้ 72 ล้านบาท

  
 
อันดับ 5 ได้แก่ หนังโกยเถอะโยม ของผู้กำกับมือใหม่ จาตุรงค์ ม๊กจ๊ก ที่เรียกเสียงฮา จนชาวบ้านร้านตลาดแห่ดูหนังแน่นโรง เก็บเงินไปได้ 70 ล้านบาท

รายงานข่าวดีเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ กันแล้ว ตอนนี้มาประมวลเรื่องเศร้าข่าวร้ายที่ทำให้คนสร้างหนังปวดหัวกันบ้าง กับปัญหาหนังโดนประท้วง เริ่มต้นที่หนังขายขำโกยเถอะโยม ถูกตัวแทนของสภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ลุกขึ้นมาประท้วง ด้วยเหตุผลว่า เนื้อหาหนังและชื่อเรื่องดูหมิ่นพระสงฆ์ และบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา แต่ฝั่งผู้กำกับ จาตุรงค์ ก็ยืนยันว่า ไม่มีเจตนาตามที่ถูกกล่าวหา และคงจะไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้อง เพราะถือว่าได้ผ่านการตรวจสอบจากกองเซ็นเซอร์ที่เรียบร้อยแล้ว

  
 
ส่วนหนังเรื่องอาจารย์ใหญ่ ก็ถูกตัวแทนแพทยสภาท้วงติงว่าชื่อหนังไม่เหมาะสม เพราะจะทำให้ผู้ชมสับสนและเข้าใจผิดกับอาจารย์ใหญ่ ผู้อุทิศร่างกายให้นักศึกษาแพทย์ได้ศึกษา สหมงคลฟิล์ม เจ้าของหนัง เลยตัดปัญหาด้วยการเปลี่ยนชื่อหนังเป็นเรื่อง ศพ และตัดบางฉากออกไปปิดท้ายเรื่องวุ่น ๆ ที่หนังจากจีทีเอชเรื่องหมากเตะโลกตะลึง ก็ถูกเอกอัคราชทูตลาวประจำประเทศไทย ท้วงติงถึงความไม่เหมาะสม หวั่นเนื้อหาเชิงขบขันกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งานนี้จีทีเอชจึงยอมระงับฉายหนัง แล้วนำฟิล์มไปแก้ไขจนไม่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้านได้ฟังแง่มุมปวดหัว และข่าวดีของวงการภาพยนตร์แล้ว คงได้บทสรุปแล้วว่า สร้างหนังไทยไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะคนตอนนี้มีทางเลือกมากขึ้น ถ้าจะทำหนังชุ่ย ๆ หวังหาเงินง่าย ๆ คงไม่ได้อีกต่อไป 

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ