พระนเรศวรมหาราช ผ่านมุมมอง นักธรณีวิทยา

Home / ข่าวหนัง / พระนเรศวรมหาราช ผ่านมุมมอง นักธรณีวิทยา

พนิดา สงวนเสรีวานิช


ชื่อของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล กลายเป็นเครื่องหมายการันตี ภาพยนตร์อิงประวัติ ศาสตร์ ซึ่งไม่เพียงแค่เรื่องของการทุ่มทุนสร้างเพื่อให้ได้ภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ ราวกับผู้ชมเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง

ยังมีความสมจริงใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มากที่สุด เช่น เรื่อง “สุริโยไท”

ข้อดีคือ ทำให้คนไทยหันมาสนใจเรื่องประวัติ ศาสตร์ และสามารถเข้าใจและจดจำเรื่องราวได้ง่าย ยิ่งขึ้นผ่านภาพยนตร์

แต่กับ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” นั้น ต่างออกไป เพราะเรื่องราวในสมัยนั้นมีบันทึกอยู่ในพงศาวดาร จดหมายเหตุทั้งของไทยและเทศอยู่ เหมือนกัน แต่ไม่หมดทุกอย่าง

ทว่า การจะสร้างภาพยนตร์ขึ้นมาสักเรื่อง ต้องอาศัยรายละเอียดเป็นอย่างมาก จึงไม่แปลกที่ ม.จ. ชาตรีเฉลิม จะต้องจินตนาการขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูล และหลักฐานจากการตามรอย สมเด็จพระนเรศวร เท่าที่พบเจอ

ม.จ.ชาตรีเฉลิมเองก็ย้ำว่า เรื่องนี้เป็นแค่ “ตำนาน”

“การจัดการข้อเท็จจริงทำได้ยากมาก เรามีบันทึกมากมายเกี่ยวกับพระนเรศวรก็จริง แต่ต้องตีความเอาเองทั้งสิ้น ผมจึงเลือกที่จะทำเรื่องนี้ในฐานะที่เป็นตำนาน ซึ่งการสร้างในลักษณะที่เป็นตำนานมีข้อดีคือ ผมทำอะไรกับภาพยนตร์ได้มากขึ้น”

เหตุนี้หลายๆ ส่วนจึงเกิดจากจินตนาการบนพื้นฐานของข้อมูลหลักฐานเท่าที่จะหาได้ เช่น “ออกพระราชมนู” ทหารเอกของพระนเรศวร หรือ “มณีจันทร์” ซึ่งไม่เคยปรากฏในบันทึกของฝ่ายไทย จะมีอยู่บ้างก็ในชื่อ “พระมณีรัตนา” ในเอกสารของต่างประเทศ เช่น ใน “คำให้การขุนหลวงหาวัด” พระราชพงศาว ดารแปลจากภาษารามัญ (หาอ่านได้ใน “แกะรอย “หลังบ้าน” สมเด็จพระนเรศวรในเอกสารต่างชาติ” ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับ มกราคม 2550)

รวมทั้งเรื่อง “การตีไก่” ซึ่งศาลสมเด็จพระนเรศวรในเมืองไทยทุกแห่งจะต้องมีรูป ปูนปั้นของ “ไก่ชน” เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของพระองค์ แต่ไม่มีการกล่าวถึงการตีไก่ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรและพระมหาอุปราชาในพงศาวดารใด นอกจาก “คำให้การชาวกรุงเก่า” และ “คำให้การขุนหลวงหาวัด”

ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์พม่า ให้ความเห็นว่า “ขุนหลวงหาวัดเป็นนักวิชาการ ท่านอยู่ในวัง พอไปอยู่พม่าซึ่งมีเอกสารต่างๆ มากมาย นอกจากท่านรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นแล้วเวลาที่ท่านธุดงค์ไปเรื่อยๆ ได้ไปคุยกับคนไทยอยู่ในที่ต่างๆ ฉะนั้นในคำให้การต่างๆ ที่เขียนน่าจะมีเค้าความจริง ซึ่งหลายๆ อย่างไม่มีในพงศาวดาร

แม้กระทั่งการที่พระนเรศวรถูกนำไปเป็นองค์ประกัน พงศาวดารอยุธยาไม่มีพูดสักคำ แต่เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในคำให้การของเชลยศึก บันทึกไว้เมื่อ 100 กว่าปีก่อน”

ขณะที่ ม.จ.ชาตรีเฉลิมเปิดใจว่า ทีแรกมองไม่เห็นภาพพระนเรศวรตีไก่ แต่พอไปศึกษาพบว่ากีฬาชนไก่นั้นมีมาตั้งแต่สมัยโรมัน และทุกวัดในสมัยเรอเนสซองส์มีภาพตีไก่ แล้วเจอรูปวูดคัตในอังกฤษ ในอเมริกาเองก็มีภาพตีไก่ในวัด ในนครวัดมีรูปแกะหินเป็นรูปตีไก่ ฯลฯ จึงรู้สึกว่าการตีไก่ไม่ใช่กีฬาชาวบ้าน

“ผมคิดว่าเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุ การณ์นี้ขึ้น ซึ่งทำให้พระนเรศวรกับพระมหาอุปราชาทะเลาะกัน และพระนเรศวรทรงเจ็บแค้นเพราะโดนจับตัวเขย่าแล้วบอกว่า “ไก่เชลย” เก่ง จึงบอกว่าจะตีเอาบ้านเอาเมืองก็ได้”

อีกประเด็นใหม่ที่ ม.จ. ชาตรีเฉลิม เป็นผู้เปิดประเด็นในฐานะนักธรณีวิทยา คือ เรื่องการเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงถึง 9.2 ริกเตอร์ ที่พิษณุโลก เป็นผลให้เมืองถล่มทั้งเมือง ส่งผลให้แม่น้ำน่านเปลี่ยนทิศทาง และเป็นเหตุให้สมเด็จพระนเรศวรต้องเทครัวหัวเมืองเหนือลงมาอยุธยาทั้งหมด

ดร.สุเนตรอธิบายถึงประเด็นนี้ว่า ก่อนหน้านี้มีการตีความกันว่า เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์การรับศึก

“ผมเชื่อว่า สมเด็จพระนเรศวรเทครัวลงมา ต้อง การจะมารับศึก เพราะการจะเอาอยุธยาเป็นฐานรับศึกนั้น คนอยุธยาซึ่งในตอนนั้นเหลืออยู่น้อยเพราะถูกกวาดต้อนไปเยอะ ฉะนั้นต้องรื้อครัวหัวเมืองเหนือมาอยู่ในแห่งเดียว แต่ท่านมุ้ยว่า เมืองพิษณุโลกรับศึกไม่ได้ เพราะเกิดแผ่นดินไหว ล่มไปทั้งเมือง เรื่องนี้นักประวัติศาสตร์ไม่เคยพูด เพราะฉะนั้นเกิดเป็นมุมมองแยกเป็น 2 แนว”

ทางด้าน ม.จ.ชาตรีเฉลิมให้เหตุผลถึงการวิเคราะห์ว่า เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่นี้

“ผมถามตัวเองว่า ถ้าเทครัวเพื่อมาตั้งรับ ทำไมไม่เอาแต่ผู้ชายมา เอาผู้หญิงและเด็กมาด้วยทำไม เพราะทำให้มีภาระในการเลี้ยงดู ซึ่งผมคิดว่าถ้าเมืองพังราบหมด ก็ต้องมีการเทครัว”

หลักฐานที่ยืนยันชัดเจนว่าเมืองพิษณุโลกเคยต้องธรณีพิบัติครั้งใหญ่ก็คือ เศษอิฐที่แตกย่อยยับไม่มีชิ้นดีของซากโบราณสถานที่ค้นพบใหม่ในการขุดวังจันทน์ครั้งล่าสุด พ.ศ.2547 ซึ่งแสดงการพังพินาศย่อย ยับแหลกลาญของวังจันทน์ช่วงเวลาหนึ่งในประวัติ ศาสตร์

“ผมไปดูเห็นหลักฐานทางธรณีวิทยาเยอะมากๆ มีรอยแยก ซึ่งถ้าประกอบกับภาพถ่ายแผนที่ทางอากาศ ปกติแม่น้ำลำธารไหลไปตามลักษณะของมัน แต่ถ้ามีอะไรรบกวนจะเปลี่ยนทาง ซึ่งรอยแยกเจดีย์สามองค์ โฟล์ต ก็ด้วย

ไม่ว่าใครจะทำอะไรกับพื้นดินก็ตาม จะเกิดร่องรอย ดินจะเปลี่ยน เมื่อตอนเกิดสึนามิที่โคราช ซึ่งอยู่ห่างออกไป 3,000 กว่ากิโลเมตร ยังสะเทือน ขนาดน้ำในบ่อที่หน้าหลวงปู่โตกระฉอกขึ้นมา

ซึ่งที่แม่น้ำน่านก็เกิดการกระฉอกของน้ำเหมือนกัน สูง 6-7 นิ้ว แต่สูงพอทำให้แพที่ผูกอยู่หลุดจากที่มัด จึงเชื่อว่า พังทั้งเมือง” ม.จ.ชาตรีเฉลิมยืนยันอย่าง หนักแน่น

ส่วนใครจะเห็นต่างในประเด็นใดนั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคล เพราะนี่เป็นการมองอีกมุมของคนที่บอกว่าเป็นนักทำหนังและนักธรณีวิทยา

ใครอยากรู้รายละเอียดของการตามรอยสมเด็จพระนเรศวรอย่างละเอียด รวมทั้งเหตุผลของวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ตามที่กล่าวมาในข้างต้นสามารถอ่านได้ใน “ตามรอยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ที่บริษัท อัมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) จัดทำขึ้นแล้วเสร็จเป็นเล่มหนา 400 หน้า ในราคา 385 บาท

แต่ขอย้ำอีกครั้งว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นในฐานะที่เป็น “ตำนาน” ซึ่ง ม.จ.ชาตรีเฉลิมย้ำว่า ตำนานนั้นคือการยอพระเกียรติ มีการพูดถึงการเสียเมือง การกู้อิสรภาพ ต่อสู้กับพม่าจนยืนหยัดได้

ฉะนั้น กรุณาอย่าเข้าใจว่าประวัติศาสตร์แห่งชาติบทใหม่อย่างที่ใครหลายๆ คนยังกริ่งเกรงอยู่

ที่มาจากหนังสือพิมพ์