สงครามไทย-พม่า กับพระนเรศวร์ของท่านมุ้ย

Home / ข่าวหนัง / สงครามไทย-พม่า กับพระนเรศวร์ของท่านมุ้ย

ถ้าหากยอดผู้กำกับฯหนังอิตาเลียน “เฟเดริโก เฟลลินี” ผู้ซึ่งชาวโลกนำคำ “ปาปาราซซี” จากหนัง “ลา ดอลเช วิตา” เมื่อ 46 ปีก่อนมาใช้ สร้างจินตนาการต่อเติมส่วนที่ขาดหายไปในประวัติศาสตร์ชาติตนใน “เฟลลินี”ส โรมา” เมื่อ 34 ปีก่อน อย่างครื้นเครงพิสดาร ด้วยการใช้ไตเติลซึ่งเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่หลุดล่อนกะเทาะ ทำให้ภาพสีขาดๆ หายๆ ไปเป็นแห่งๆ บอกผู้ชมว่า ส่วนที่ขาดๆหายๆ ไปนั้นเองที่ตนจะเติมภาพให้เต็มโดยหนังเรื่องนี้

ท่านมุ้ย “ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล” ก็ทรงกำลังทำเช่นเดียวกันนั้นด้วย “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”

ผิดกันเพียงว่า จินตนาการของเฟลลินีเป็นอย่างที่นักดูหนังทั่วโลกยอมรับทั่วกันว่า วันไหนที่เฟลลินีทำหนังดูรู้เรื่อง วันนั้นแสดงว่าเฟลลินีฝีมือตก

แต่ท่านมุ้ยมิได้ทรงต่อเติมส่วนที่ขาดหายไปในประวัติศาสตร์ ซึ่งกะเทาะล่อนหลุดไปโดยไม่มีผู้ใดเคยรู้เห็น ท่านทรงอ่านประวัติศาสตร์ที่บันทึกเหตุการณ์ทุกอย่างไว้ จากผู้จดจารทุกฝ่าย แล้วใช้จินตนาการบอกผู้ชมด้วยภาพยนตร์ว่า ระหว่างบรรทัดที่เป็นตัวอักษรเหล่านั้น เรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นได้ “อย่างไร” และ “ทำไม” จึงเป็นเช่นนั้น

บทบาทของตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงดำเนินไปอย่างชัดเจน ไม่คลุมเครืออย่างตำราประวัติศาสตร์ ที่ทั้งครูผู้สอนบอกนักเรียนไม่ได้ว่า “พระมหาธรรมราชา” ผู้ครองพิษณุโลก เขยของ “พระมหาจักพรรดิ” ผู้ครองพระนครศรีอยุธยา เป็นฝ่ายใดกันแน่ และนักเรียนก็ไม่เคยกล้ามีข้อยุติในใจว่า พระมหาธรรมราชาเป็นปฏิปักษ์กับอยุธยา เข้าด้วยหงสาวดีจริงหรือเปล่า

เพราะถึงอย่างไร พระมหาธรรมราชาก็ครองอยุธยาต่อมา ด้วยธรรมเนียมการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย ที่ไม่เคยเห็นพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ร้าย เว้นไว้แต่ “ขุนวรวงศา” เท่านั้น ทั้งๆ ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยานั้นเอง ที่บันทึกการแย่งชิงอำนาจ ฆ่าลูกฆ่าพี่ฆ่าน้องกันจนแทบจะเป็นเหตุการณ์ธรรมดา

แต่เมื่อเป็นหนัง ไม่ว่าจะหนังเรื่องใดก็ตาม ย่อมมีเหตุการณ์โดยพฤติการณ์ของคน ที่คนเขียนบทและผู้กำกับฯภาพยนตร์ต้องการสื่อสารเรื่องราวให้ผู้ชมเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นสารทางบวกหรือลบ หรือแม้แต่จะจงใจทิ้งไว้เป็นคำถาม ก็ต้องมีที่มาที่ไปของคำถามซึ่งถูกทิ้งไว้นั้น

ระหว่างบรรทัดในพระประวัติ “พระนเรศวร์” ราชบุตรพระมหาธรรมราชากับ “พระศรีสุริโยทัย” จึงถูกท่านมุ้ยอ่านให้ฟังกระจ่าง ว่าเหตุใดจึงต้องเสด็จฯเป็นตัวประกันในหงสาวดี ทรงอยู่ในสถานะไหน ทรงอยู่อย่างไร และจากมาแบบไหน เช่นเดียวกับ “พระสุพรรณกัลยา” ที่เสด็จฯหงสาวดีอย่างไร ทรงถูกขนานพระนามด้วยเหตุใด และทำไมจึงไม่เสด็จฯกลับอยุธยาพร้อมพระอนุชา ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่นอกจากภาพจะต้องยืนบันทึกประวัติศาสตร์ให้ถูกต้องแล้ว ยังต้องสร้างความสอดคล้องให้เกิดขึ้นตามเหตุการณ์ ในฐานะที่เป็นภาพยนตร์ ที่ต้องสนุกสนานเพลิดเพลินเป็นเหตุเป็นผลด้วย

เช่น การเมืองภายในที่เราอาจไม่เคยสนใจเพราะไม่เข้าใจ ที่คิดเอาตลอดเวลาว่าพิษณุโลกก็ต้องเป็นฝ่ายไทยฝ่ายสยาม แต่เมืองต่างๆ ไม่ว่าสุพรรณบุรี หรือโดยเฉพาะหัวเมืองเหนือสุโขทัย เชียงใหม่ เชียงรายในล้านนา ล้วนเป็นเมืองอิสระมีการเมืองของตัวด้วยกันทั้งสิ้น

พิษณุโลกจึงเข้าด้วยพม่าได้เพราะเหตุใด และอยุธยาขึ้นไปตีพิษณุโลก (ที่คนไทยคิดว่าเป็นพวกเดียวกัน) ทำไม

การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยของท่านทุ้ย ผ่านการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ (และ “สุริโยไท” ก่อนหน้านี้) จึงเป็นคุณูปการใหญ่หลวงต่อชาวไทย โดยเฉพาะผู้ซึ่งอยู่ในวัยเรียนและผู้ที่ผ่านวัยศึกษาในสถาบันมาแล้ว ให้กลับมาคิดมามองการเรียนประวัติศาสตร์ หรือการเรียนรู้ตัวเองด้วยสายตาใหม่ วิธีคิดใหม่ เพื่อสร้างรากฐานสำคัญในการเข้าถึงและเข้าใจตัวเอง

ที่จะเป็นพื้นภูมิความรู้ในการใช้อดีตให้เป็นประโยชน์ต่ออนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น เดียวกับนานาอารยประเทศ ซึ่งมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเป็นของตัว

มีความรักและภาคภูมิใจในชาติ ในหมู่ผู้คนอันหลากหลายที่ร่วมสร้างวัฒนธรรมอันเป็นเอกภาพเดียวกัน

เนื่องจากรูปธรรมในการศึกษาของท่านมุ้ย ที่ทรงตั้งคำถามเพื่อให้ได้คำตอบอันเป็นจริง ไม่ว่าเส้นทางการเดินทัพที่เป็นไปได้ ตรงไหนที่พระนเรศวร์ทรงข้ามแม่น้ำสะโตง ทรงไหนที่ทรงพระแสงปืนต้องสุรกรรมา และพระแสงปืนต้นที่ยาว 9 คืบนั้นยิงได้จริง ยิงได้อย่างไร ยิงข้ามแม่น้ำได้อย่างไม่มีข้อสงสัยหรือไม่ ฯลฯ

ล้วนเป็นการเรียนประวัติศาสตร์วิธีใหม่ เช่นเดียวกับที่อาจารย์ “ศรีศักร” หรือบิดาอาจารย์ “มานิต วัลลิโภดม” ข้าราชการกรมศิลปากร เคยเดินท่องทั่วอยุธยา อีสาน และแทบทุกภาคในประเทศ เพื่อเรียนรู้ข้อเท็จจริงจากตัวหนังสือมาก่อนแล้ว

แต่เราไม่เคยสอนประวัติศาสตร์ให้เป็นคุณกับคน ให้เป็นคุณกับสังคม นอกจากท่องพระราชกรณียกิจในพระมหากษัตริย์

ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มิใช่คำตอบต่างๆ ของประวัติศาสตร์ไทย เพียงแต่ผู้สร้างอ่านให้ฟังเป็นตัวอย่าง คิดให้ได้ยินเป็นตัวอย่าง เพื่อเป็นแนวทางศึกษาต่อไปในวันข้างหน้า ไม่ต้องเสียเวลาเถียงกับหนังว่า “จริงหรือไม่” ที่พระนเรศวร์ทรงอยู่ในฐานะเณร “บุเรงนอง” ทรงเอ็นดูพระนเรศวร์ยิ่งกว่าผู้ใด พระสุพรรณกัลยาทรงมีส่วนสำคัญในการหนี ฯลฯ

เรื่องเครื่องต้นในพระมหากษัตริย์ซึ่งซ่อนไว้ในวัด เครื่องรบ เครื่องแต่งกาย เกราะ ฯลฯ เป็นอย่างนั้นจริงหรือ

อะไรที่มีรูปธรรมเป็นบันทึกให้ศึกษาได้ ผู้สร้างย่อมพยายามทำให้ได้ใกล้เคียงที่สุด อะไรเป็นนามธรรม หรือส่วนขาดหายไปจากประวัติศาสตร์ซึ่งจับต้องไม่ได้ ก็ต้องใช้จินตนาการอ่านออกมา

ตัวละครซึ่งมีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ กับตัวละครที่สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมเนื้อหา ไม่เป็นปัญหากับผู้ชมส่วนใหญ่

เพียงแต่ดูหนังให้สนุกตามหนังก็คุ้มค่ากับเวลาร่วม 3 ชั่วโมง (เฉพาะตอนแรกตอนเดียว) แล้ว

เพราะหนังเรื่องนี้มีแต่คนไทยเท่านั้นที่ดูสนุก เนื่องจากเป็นเรื่องที่คนไทยเกือบทั้งหมด เรียนมาจากตำราเดียวกัน ครูสอนเหมือนๆ กัน แล้วมาดูการอ่านให้ฟังใหม่ของท่านมุ้ยพร้อมๆ กัน ทุกคนในโรงที่แน่นขนัด (ระหว่างสองทุ่มครึ่งถึงเกือบห้าทุ่มครึ่ง) จึงต่างตั้งใจดูเหตุการณ์ที่เคยรู้เคยเรียนแต่ไม่เคยกระจ่างบนจอ อย่างจดจ่อ

และออกจากโรงมาพร้อมกันด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เป็นคุณกับความคิด

แน่นอน ผู้ที่ชมแล้วต่างตั้งใจรอภาค 2 และภาค 3 ต่อไป ผู้ที่ยังไม่ได้ชมย่อมบอกได้เพียงว่า อย่าพลาดเป็นอันขาด

ที่มาจากหนังสือพิมพ์