“ไต้หวัน”กรี๊ดไม่เลิก จับ”เต๊ะ”ต่อสัญญา

Home / ข่าวหนัง / “ไต้หวัน”กรี๊ดไม่เลิก จับ”เต๊ะ”ต่อสัญญา

คอลัมน์ คุยกับดาว
จีรณัฐ จงประสพมงคล เรื่อง/ภาพ

 
โผล่หน้าเข้าสู่แวดวงบันเทิงไทยได้ไม่นาน พระเอกตี๋ “เต๊ะ”ศตวรรษ เศรษฐกร ก็พาตัวเองไปขายดีที่ฟากบันเทิงไต้หวัน ปักหลักรับงานแสดงที่นั่นจนมาถึงวันนี้ 8 ปีแล้ว และล่าสุดต่อสัญญากันอีก 8 ปี

วันนี้เขาได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดเพราะเป็นช่วงตรุษจีน ได้หยุดยาว อะไรที่ทำให้หนุ่มหน้าตี๋เกิดติดใจไต้หวันชนิดแทบจะลืมเลือนเมืองไทย ลองไปสัมผัสกับคำตอบจากปากของเขากัน

 

ขอย้อนชีวิตเต๊ะไปวัยเด็กหน่อย?
เต๊ะ – “ผมเป็นคนจ.กาญจนบุรี เกิดที่นั่น โตที่นั่น ผมมีน้องสาว 1 คนอายุห่างกัน 3 ปี คุณปู่คุณย่าทำด้านเกษตรเรื่องข้าวโพด ส่วนคุณตาคุณยายทำธุรกิจก่อสร้าง ฝ่ายคุณแม่จะเป็นคนมีอารมณ์ขัน ส่วนฝ่ายคุณพ่อจะเป็นคนเจ้าเหตุผล ผมโตมากับ 2 บุคคลที่ค่อนข้างแตกต่างในเรื่องความคิดความอ่าน มันจึงทำให้ผมมองอะไรกว้างมากขึ้น นิสัยผมร่าเริง ขี้เล่นเหมือนคุณแม่ เป็นตัวโจ๊กในกลุ่ม ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะ ผมชอบเวลาที่เห็นคนหัวเราะ อยู่ใกล้ๆ แล้วมีความสุขดี แต่พอได้ทำอะไรแล้วจะเหมือนคุณพ่อคือตั้งใจมากๆ”

เข้าวงการได้ยังไง?
เต๊ะ – “วันนั้นเป็นงานวาเลนไทน์ที่ต่างจังหวัด ผมเอาของกิ๊ฟต์ช็อปใส่ตะกร้าแขวนไว้ที่เอวเดินขายริมถนน สักพักมีรถคันหนึ่งเรียก แต่เค้าไม่ได้ซื้อ เค้าให้นามบัตรแล้วถามว่าสนใจถ่ายโฆษณามั้ย ถ้าสนใจก็โทร.มา ตอนนั้นผมกลัวโดนหลอก เลยให้คุณแม่โทร.ติดต่อ แล้วทางนั้นก็นัดไปแคสต์โฆษณา จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานในวงการบันเทิง”

เป็นเด็กหน้าตาดีสิ ถึงมีแมวมองมาทาบทาม?
เต๊ะ – “ไม่รู้นะ แต่ผมเชื่อเรื่องพรหมลิขิต เรื่องดวง ผมเชื่อว่ามีคนหน้าตาดีกว่าผมเยอะแต่ไม่มีโอกาสมากกว่า พอผมเริ่มถ่ายโฆษณาปุ๊บ ลูกศิษย์คุณพ่อที่เรียนนิเทศฯเค้ารู้จักกับคนที่ทำงานหนัง เค้าก็ติดต่อให้ผมไปแคสต์แล้วก็ได้มาเล่นหนังเรื่อง “วัยระเริง”(ปี2541) ของไฟว์สตาร์ เพื่อนผมไปเล่นเอ็มวีของทาทา ยัง ผมก็ไปเป็นเพื่อน ก็ไปนอนเล่นในกองถ่าย ปรากฏมีคนเห็นแววผมชวนไปออกเทปในนาม “ทีนเอจ เกรดเอ” ทุกอย่างมันเกิดขึ้นภายในปีเดียว ผมเลยมองว่าเป็นเรื่องของโชคชะตา”

แล้วไปทำงานที่ไต้หวันได้ยังไง?
เต๊ะ – “เรื่องไปไต้หวันยิ่งแปลก บังเอิญมีนักข่าวไต้หวันบินมาดูงานที่ค่ายเพลง พอมาถึงห้องเต้นก็เป็นช่วงที่ผมซ้อมเต้นอยู่ มันเลยติดหน้าผมไปในรูป แล้วเค้าก็เอาไปพูดกันที่ไต้หวันและอยากให้ผมไปทำงานที่นั่น ผมเลยมีโอกาสไปทำเพลงคู่กับวีวี่นักร้องไต้หวัน ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าที่ร้องออกไปน่ะหมายถึงอะไร มันเป็นภาษาคาราโอเกะ ไปโปรโมตเพลงที่ไต้หวัน 3 อาทิตย์ก็กลับมา คิดว่าคงจบ แต่ทางนั้นเค้าติดต่อมาว่าทำเพลงชุดเดี่ยวดีมั้ย เพราะฟีดแบ็กที่ไต้หวันดีมาก และช่วงที่เค้าติดต่อมาเป็นช่วงที่เต๊ะสอบเข้ามศว เอกกำกับการแสดงได้ ซึ่งเป็นเอกที่เต๊ะอยากเรียน แต่เค้าบอกว่าถ้าเต๊ะทำงานก็ต้องไปอยู่ที่ไต้หวันเลย คิดหนักเหมือนกัน ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่ให้อำนาจการตัดสินใจ ผมบอกว่าอยากไปเพราะเป็นประสบการณ์ที่ดี และเป็นคนไทยคนแรกซึ่งมันพูดได้ตลอดนะ วันหนึ่งผมแก่ก็จะบอกลูกหลานได้ว่าผมเป็นดาราไทยคนแรกที่ได้ไปทำงานที่ไต้หวัน ได้ไปทำงานที่นั่นเลย ตอนเด็กๆ แม่เคยบอกว่าวันหนึ่งเต๊ะอาจจะได้เป็นพวกจอมยุทธ์ เพราะคนไทยนิยมดูหนังจอมยุทธ์ ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้ไปถึงตรงนั้นจริงๆ”

ไปทำงานที่ไต้หวันจริงจังก็ต้องเรียนภาษาเพิ่ม?
เต๊ะ – “ก่อนไปรอบที่ 2 เต๊ะไปเรียนภาษาเพิ่ม แต่มันสั้นมากแค่ 30 ช.ม. คือจะรู้แค่คำศัพท์ แต่ไม่ได้เรียนเป็นประโยคคำพูดเลย ก็ไปลุยเอาดาบหน้า แรกๆ ก็จะมีล่ามคอยช่วย แต่หลังๆ เริ่มฝึกพูดเอง ตอนนี้พูดได้คล่องพอควร แต่ยังอ่านไม่ได้ ตอนไปตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะอยู่ที่ไต้หวันนาน คิดในใจว่าเต็มที่ก็ปีเดียวเดี๋ยวก็กลับมาเรียนต่อ ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าอยู่ไต้หวัน 8 ปี ถามว่าดีใจมั้ยก็ดีใจนะ แต่ตอนนั้นช่วงที่อยู่เมืองไทยมันก็กำลังดีทั้งเรื่องงานเรื่องละคร เราไปอยู่ไต้หวันนานๆ งานที่เมืองไทยหายไปแน่ๆ แต่อย่างที่บอกมันมีประสบการณ์ที่คนไทยหาซื้อไม่ได้”

มองว่าเสี่ยงมั้ยกับการไปทำงานต่างประเทศ?
เต๊ะ – “เสี่ยงมาก เราไปอยู่ที่นั่นเหมือนไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ เราไม่ใช่ “เต๊ะ-ศตวรรษ” ที่คนไทยคุ้นหูแล้ว เราอยู่ที่นั่นเหมือนนักแสดงหน้าใหม่ ต้องไปเริ่มโปรโมตตัวเองใหม่ เราต้องเริ่มต้นใหม่หมดเลย ซึ่งถ้ามันไม่พ้นตรงนั้นก็คือจบ”

รู้สึกยังไงที่มีคนบอกว่า “เต๊ะ” เป็นคนปูทางศิลปินไทยไปทำงานไต้หวัน?
เต๊ะ – “มันคงไม่ถึงกับว่าเป็นคนที่ปูทางหรอก จริงๆ นักแสดงคนอื่นที่เค้าตามไปทีหลังเค้าก็มีความสามารถทุกคน”

อยู่ที่ไต้หวันฮอตมั้ย?
เต๊ะ – “ก็ดีนะ ใช้คำว่าประสบความสำเร็จแล้วกัน เพราะถามว่าฮอตขนาดไหน อธิบายยาก เราอยู่ที่นั่นมีแฟนคลับ มีแฟนเพลงตามไปดูคอนเสิร์ต ก็คล้ายๆ เมืองไทย แต่วิธีการแสดงออกของเค้าจะต่างกัน อาจจะเป็นเพราะเราเป็นนักร้องต่างชาติ เค้าจะใช้เวลาที่มีทั้งหมดอยู่กับเรา”

เริ่มเล่นละครไต้หวันเมื่อไร?
เต๊ะ – “จริงๆ เค้าติดต่อให้เล่นตั้งแต่แรกที่ไปเลย แต่ภาษายังไม่ได้ ไม่อยากฝืนตัวเอง ก็อยู่ประมาณปีที่ 3 ถึงเริ่มเล่นละครเรื่องแรก “เดชเซียวฮื่อยี้” ได้รับการตอบรับที่ดี พอดีว่าเต๊ะเซ็นสัญญากับบริษัทที่เป็นผู้จัดการคนเดียวกับ “หลินจื้ออิง” เลยได้เล่นเรื่องนี้คู่กับเค้า เล่นเป็นแฝดกัน เรื่องต่อมาก็เล่นเป็นหนุ่มโรแมนติคที่เล่นเปียโน หลังจากนั้นก็มาเล่นเป็นแนวจอมยุทธ์แล้ว ผมได้ออกอัลบั้มเดี่ยวที่นั่น 2 ชุด พอจบชุด 2 ปรากฏงานละครเข้ามาเยอะมาก พอจะเริ่มทำชุดที่ 3 กระแสเพลงไต้หวันมันเปลี่ยนไปเป็นฮิพฮอพซึ่งมันไม่ใช่ทางของเต๊ะ แล้วนักร้องส่วนมากที่ออกมาช่วงนั้นจะมีแต่ตัวจริงหมด วงการเพลงมันเปลี่ยนแล้วมันไม่ใช่แบบว่าต้องทำหน้าใส ร้องไม่ชัดคนก็รัก คือต้องเป็นตัวจริง และผมรู้ตัวว่าเราไม่ใช่เป็นศิลปินจริงๆ ในเรื่องของเพลง ก็เลยหยุดเรื่องเพลงแล้วมาลุยละครกับหนังเต็มที่ หนังเรื่องแรกที่เล่นคือ “ดราก้อน เลิฟ” เล่นกับ “หลิง ชิง หลู” ด้วยวัยที่โตขึ้นก็เริ่มศึกษาจากพี่ๆ นักแสดงที่มาจากไอดอลแล้วก็พยายามเปลี่ยนตัวเอง คือถ้าเราไม่สามารถข้ามตรงจุดๆ นั้นได้ เราก็หาทางออกไม่ได้ เต๊ะเลยพยายามเลือกบทที่มันน่าสนใจ ไม่ใช่ว่าต้องเป็นพระเอกอย่างเดียว”

ชีวิตความเป็นอยู่ที่ไต้หวันเป็นยังไงบ้าง?
เต๊ะ – “ปีแรกไม่เท่าไร เพราะมีพี่ที่เป็นคนไทยไปอยู่ด้วย แต่ช่วงหลังเค้าก็กลับไป เผอิญว่าเต๊ะเป็นคนที่อยู่ง่ายกินง่าย แต่เรื่องความเหงามันห้ามกันไม่ได้เพราะเราอยู่กับครอบครัวแต่เด็ก ถึงแม้เต๊ะทำงานที่กรุงเทพฯ แต่อาทิตย์นึงก็ต้องเจอพ่อแม่ครั้งหนึ่ง แต่พอไปอยู่ไต้หวันกลายเป็นว่า 4-5 เดือนถึงจะเจอที ซึ่งผมไม่คุ้น แต่ผมเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้อะไร เป็นคนสู้ชีวิตก็เลยผ่านมันไปได้”

แล้วจะได้กลับมาทำงานที่เมืองไทยมั้ย?
เต๊ะ – “จริงๆ อยากกลับตลอด แต่ที่ไต้หวันเหมือนเป็นช่วงรักษาระดับ พอขึ้นมาถึงจุดๆ หนึ่งมันคล้ายว่าถ้าเราหยุดตรงนั้นไปปุ๊บ เรากลัวว่าตัวเราจะหายไปด้วย ซึ่งช่วงที่เต๊ะกลับมาเล่น “มังกรเดียวดาย” กับ “คุณชายจำแลง” 8 เดือน พอกลับไปไต้หวันเจอนักแสดงน้องใหม่เยอะมาก เลยรู้ว่าเราหยุดงานที่ไต้หวันไม่ได้ อีกอย่างเต๊ะค่อนข้างหายจากเมืองไทยไปนาน กลัวผู้จัดจะขาดทุน ก็คิดว่าถ้ามีโอกาสและบทดีๆ อาจกลับมาเล่น แต่ตอนนี้อยากใช้เวลากับภาษาจีนไปก่อน และตอนนี้ผมก็เซ็นสัญญากับทางไต้หวันต่ออีก 8 ปี ก่อนหน้านี้เซ็นมาแล้ว 8 ปี รวมเป็น 16 ปี ด้วยตัวเลขนี้มันเท่ากับครึ่งชีวิตแล้ว ส่วนเรื่องมาทำงานที่เมืองไทย เต๊ะมองว่าบางครั้งเต๊ะรู้สึกว่าคนไทยไม่ได้ให้การสนับสนุนเรา มีหลายครั้งที่เต๊ะกลับมาแล้วต้องมาเจอข่าวไม่ดี อย่างล่าสุดเขียนว่าเต๊ะตกอับจนต้องไปเล่นหนังเกย์ ฟังแล้วแย่มาก ผมรู้สึกว่าไม่สนับสนุนไม่เป็นไร แต่อย่าเอามีดแทงกัน ผมรู้สึกว่าภาระที่ผมต้องพูดถึงคนไทยมันเยอะอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าอย่างน้อยคนรู้จักเมืองไทยจากผมไป แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมาคือการมาเขียนโจมตีผมในอินเตอร์เน็ต”

ตกลงเต๊ะเป็นดาราไทยหรือดาราไต้หวัน?
เต๊ะ – “เป็นดาราไทยครับ ถึงแม้จะไปอยู่ที่นั่นนาน แต่ผมก็ขึ้นชื่อว่าคนไทย นักแสดงไทย ผมเป็นดาราไทยครับ ไม่ใช่ดาราไต้หวัน การไปทำงานที่โน่นในฐานะดาราไทยมันไม่ยาก แต่มันกดดัน เพราะทุกอย่างไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีเค้าจะเรียกว่านี่เป็นดาราไทย เพราะมีผมอยู่คนเดียว ก็ค่อนข้างเป็นแรงกดดันที่ค่อนข้างหนักแต่ว่ามันก็เป็นความภาคภูมิใจที่กระแสตอบรับมาดี”

วงการบันเทิงที่ไต้หวันให้อะไรบ้าง?
เต๊ะ – “อย่างแรกคงเป็นเรื่องประสบการณ์ จริงๆ ที่เมืองไทยกับที่นั่นแทบไม่ต่างกัน แต่ด้วยภาษาและวัฒนธรรมที่ต่างกันมันทำให้เราเห็นวิธีการทำงานของคนอีกกลุ่มหนึ่ง อยู่เมืองไทยสบายกว่าไต้หวันเยอะนะ คนไทยทำงานเป็นพี่เป็นน้อง แต่ที่นั่นทุกอย่างคือรีบไปหมด เหนื่อยกว่าเท่าตัว แทบไม่มีความรู้สึกผูกพัน ที่โน่นมันคือธุรกิจจริงๆ ซึ่งรายได้ที่ได้สูงกว่าเมืองไทย เงินที่ได้ก็เอามาช่วยค่าใช้จ่ายทางบ้านที่เมืองไทยบ้าง”

มีอะไรที่อยากทำอีกมั้ย?
เต๊ะ – “อยากกำกับฯอะไรก็ได้ เต๊ะเป็นคนที่เหนื่อยนะ เพราะสมองมันไม่หยุดคิด ถ้ามีโอกาสก็อยากเก็บเงินลงทุนถ่ายหนังสั้นสักเรื่องครับ”

มองว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือยัง ?
เต๊ะ – “ผมเรียกว่าเคยประสบความสำเร็จแล้วดีกว่า เพราะทุกอย่างตอนนี้ผ่านจุดนั้นมาแล้ว แต่ตอนนี้สิ่งที่อยากทำมากที่สุดคืออยากทำให้คนจำเราได้ดีที่สุด อย่างตอนนี้เวลาเต๊ะได้บทอะไรมาเต๊ะจะต้องดูมากๆ อยากได้บทที่มันเจ๋งๆ ผมคิดว่าถ้าคนที่นั่นเค้าไม่รักเราไม่ชอบเราเค้าไม่เซ็นอีก 8 ปีหรอก คิดดูว่าผมต้องทำงานที่ไต้หวันต่อจนถึงอายุ 33 ปีเลยนะ(หัวเราะ) เค้าบอกว่าเต๊ะยังเล่นได้อีกเยอะ ได้ยินแบบนี้ผมก็ดีใจ”

จะอายุเท่าไหร่ไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าใจรักและมีฝีมือซะอย่าง งานนี้อยู่ได้นานชนิดค้างฟ้ากันเลยทีเดียว


 

ชิ้นโบแดง

บท”เกย์”ท้าทายฝีมือ

เข้าวงการบันเทิงไทยไม่เท่าไหร่ ตี๋ “เต๊ะ”ศตวรรษ เศรษฐกร ก็พาตัวเองไปโด่งดังยังดินแดนไต้หวัน รวมเบ็ดเสร็จที่สัมผัสงานมายามาร่วม 10 ปี ผลงานที่เจ้าตัวประทับใจ เต๊ะบอกว่า ถ้าเป็นเมืองไทยคงเป็นละครเรื่อง “มังกรเดียวดาย” ส่วนงานต่างประเทศก็ประทับใจทุกเรื่อง

“ที่ประทับใจ “มังกรเดียวดาย” เพราะเป็นละครที่เต๊ะได้กลับเมืองไทยมาเล่นละคร ผมตั้งใจมาก มากถึงขนาดที่ลงไปทำคิวบู๊กับพี่คนหนึ่ง ถ้าใครดูจะเห็นว่ามีหลายฉากที่ต้องเสี่ยง ซึ่งผมเล่นเองหมด ที่เค้าให้เต๊ะทำคิวบู๊เพราะเห็นว่าผมไปเล่นหนังจีนมาเยอะ ประสบการณ์เรามี ส่วนงานต่างประเทศที่ประทับใจก็ทุกเรื่องเลย แต่ผมคงยกให้เป็นเรื่องของงานเพลงแล้วกัน เพราะเพลงเป็นเหมือนประตูเปิดตัวเองไปสู่อีกโลกหนึ่ง เป็นชุดที่ได้รับการตอบรับเกินคาด คนที่ภูมิใจคงเป็นพ่อแม่ผมที่เห็นผมขึ้นไปยืนตรงจุดนั้นได้”

ถามถึงผลงานชิ้นโบแดง เต๊ะกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “ล่าสุดก็กับหนังเกย์เรื่อง “โก โก จี-บอยส์”(GO GO G-BOYS) นี่แหละ คือมันเป็นหนังที่ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากจะเล่นบทเกย์หรอก แล้วมันเป็นบทที่ยากด้วย ถ้าเราเล่นเป็นแต๋วเป็นกะเทยก็แค่ทำท่าทางก็ได้แล้ว แต่บทของเต๊ะมันเหมือนดูละคร 3 ตอน คือ ตอนแรกตอนที่เป็นผู้ชาย ตอนที่ 2 คือตอนผู้ชายจะเปลี่ยนเป็นเกย์ และตอนสุดท้ายคือตอนที่เป็นเกย์ แล้วตอนที่ยากคือตอนที่เปลี่ยนเป็นเกย์ยากมาก มันจะเป็นอารมณ์สับสนแบบว่าต้องถ่ายไปร้องไป ผมว่ามันยากมากเลย หนังเรื่องนี้ถ่ายไม่นานแค่เดือนเดียวเอง แต่เป็นอะไรที่ทรหดมากครับ”

โดยเฉพาะฉากจูบหรือเปล่าเอ่ย

 

“ความรัก”เหมือน”หนังสือเล่มใหญ่”ที่เขียนไม่จบ

“กิ๊กนี่เราสนิทประมาณ 2-3 ปีแล้ว สนิทกันเพราะเพื่อนเต๊ะเค้าอยู่ในกลุ่มพวกนางสาวไทยก็เลยรู้จักกัน” พอเปิดม่านพูดคุยเรื่องความรัก หนุ่ม “เต๊ะ-ศตวรรษ” ก็รับบอกถึงที่มาของข่าวที่ว่ากุ๊กกิ๊กกับสาวรุ่นน้อง “กุ๊กกิ๊ก”อินทร์กรแก้ว ศิรวัชรินทร์

“แต่ลักษณะที่ผมกับกิ๊กรู้จักกันคือเป็นพี่น้องกัน เพราะว่าเค้ารู้จักกับน้องสาวเต๊ะ ผมกับน้องไม่ได้มีอะไร แต่ว่าข่าวที่ออกมาก็ไม่ได้มีข่าวเสีย อย่างล่าสุดมีข่าวว่าไปเดินด้วยกัน ผมก็มองว่าไม่เห็นเป็นไร เพราะวันนั้นก็ไปกันเป็นกลุ่ม แต่คนที่เห็นคงจำได้แค่ผมกับน้องเค้า ส่วนใหญ่จะรู้กันว่าผมเป็นคนที่ไม่ปิดเรื่องความรักอยู่แล้ว แต่ยืนยันเลยว่ากับกิ๊กนี่ไม่มีอะไรจริงๆ ครับ”

ถามตรงๆ ว่ามีแฟนหรือยัง เต๊ะหัวเราะเห็นฟันสวย ก่อนสารภาพว่า “ตอนนี้ไม่มีครับ แต่ก่อนหน้านี้ก็มี เค้าเป็นคนที่อยู่ไต้หวันแต่ไม่ใช่คนไต้หวัน กับคนนี้คบกันนานเหมือนกัน แต่ว่าตอนนี้ก็คือห่างกัน ผมกับเค้าเป็นเพื่อนกันแล้ว ตอนนี้เลยโสด คงอีกพักใหญ่ๆ ถึงจะเริ่มต้นตรงนี้ใหม่”

ให้พูดถึงความรักของตนเอง ณ วันนี้ หนุ่มเต๊ะบอกมาว่า “ความรักของผม ณ วันนี้ นอกจากรักตัวเองก็คงจะรักครอบครัว เพราะว่าเต๊ะจะโดนพ่อแม่บ่นตลอดว่าเต๊ะเป็นคนที่ไม่รักตัวเอง เต๊ะห่วงคนรอบข้างมากกว่าตัวเอง ซึ่งบางครั้งมันก็กลายเป็นว่าเรารักคนอื่นไม่เป็น เหมือนที่คนชอบบอกว่าถ้าเราไม่รู้จักรักตัวเองก็จะรักคนอื่นไม่เป็น ซึ่งมันก็จริงนะ”

เปรียบความรักของตัวเองเป็นอะไร “หนังสือเล่มใหญ่ๆ ที่มันเขียนไม่จบ ความรักมันจะมีหลากรูปแบบ เหมือนเต๊ะเห็นคุณพ่อคุณแม่เค้าแยกทางกันตั้งแต่เต๊ะ 10 ขวบ ช่วงนั้นเราก็รู้ว่าเค้าไม่รักกันแล้ว แต่ตอนนี้เค้าก็ไม่ได้รักกัน แต่มันมีความรู้สึกอีกอย่างคือเป็นความผูกพันมากกว่า เค้าไม่ได้รักกันแบบสามีแต่อยู่กันเป็นเพื่อน ซึ่งวันหนึ่งผมอาจจะมีความรู้สึกแบบนั้นกับใครสักคนก็ได้”

“ผมเลยคิดว่าความรักเป็นอะไรที่เขียนไม่จบ”

 

ชื่อ : “เต๊ะ”ศตวรรษ เศรษฐกร
วันเดือนปีเกิด : 26 เม.ย. 2525
บิดา/มารดา : ชุมพล เศรษฐกร/ฉันทวัฒน์ เหลืองไชยมังกร
น้องสาว : “ตั๋ม”ภัทริกา เศรษฐกร
การศึกษา : อนุบาล-ประถม ร.ร.โชตินัทน์ ชั้นมัธยมฯ ร.ร.วิสุทธิรังษี ม.6 ร.ร.เศรษฐบุตรบำเพ็ญ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์