ต้นเรื่องพระนเรศวร ปลายทางสัมพันธ์ไทย-พม่า มุมมองนักประวัติศาสตร์

Home / ข่าวหนัง / ต้นเรื่องพระนเรศวร ปลายทางสัมพันธ์ไทย-พม่า มุมมองนักประวัติศาสตร์

สุทธาสินี จิตรกรรมไทย

พลันที่ภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เข้าฉาย สำนึกในเรื่อง “ชาตินิยม” ดูจะเป็นกระแสหลักของสังคมขึ้นมาแทบจะทันที

ควบคู่กันไป ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-พม่า ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำเอาแวดวงประวัติศาสตร์คึกคักขึ้นในรอบหลายปี

วันหนึ่งก่อนจะชมภาพยนตร์แห่งสยามประเทศเรื่องล่าสุด บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ก็จัดอภิปราย “พม่ากับไทย : เพื่อนบ้านที่ไม่รู้จักกัน” ขึ้น

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ชั้นครูคนหนึ่งของเมืองไทย เสนอมุมมองเกี่ยวกับพระนเรศวรผ่านบทความที่เพิ่งเขียนเสร็จสดๆ ร้อนๆ ชื่อ “ภาพลักษณ์วิริยะกษัตริย์ 360 ปี จากพระนเรศราชาธิราช สู่ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ว่า

หากใช้ทฤษฎีทางประวัติศาสตร์ว่าด้วยลัทธิ “ชาตินิยม” สิ่งที่เรียกว่า รัฐชาติหรือรัฐประชาชาติ ถือเป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรม คือ เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งต้องใช้จินตนาการ ใช้การกระทำก่อให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา อุบัติขึ้นเมื่อราว 200 กว่าปีก่อน

อาจารย์ชาญวิทย์บอกว่า โดยทั่วไปถือว่ารัฐสมัยใหม่อย่าง รัฐชาติ ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ เช่น อธิปไตย พรมแดน ประชากร แต่ความจริงแล้ว รัฐชาติต้องมีส่วนประกอบอื่นอีก ทั้งการพิมพ์ กองทัพ การศึกษาภาคบังคับ พิธีกรรม ประวัติศาสตร์นิพนธ์ ภาษา วัฒนธรรม มารยาท เครื่องแต่งกาย อนุสาวรีย์ พิพิธภัณฑ์ หอสมุด หอจดหมายเหตุ ฯลฯ

สิ่งที่รัฐชาติขาดไม่ได้ คือ ต้องมีและต้องสร้างวีรบุรุษ-วีรสตรี ต้องมีกระบวนการที่ทำให้เกิดขึ้น บางครั้งเรียกว่า ปลุก เช่น ปลุกใจเสือป่าในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่เรื่องของชาติเป็นพระราโชบายหลัก เชื้อชาติไทยมีอยู่แล้วแต่หลับใหล ต้องปลุกให้ตื่น ส่วนสมัยที่มีรัฐธรรมนูญ ยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็มีนโยบายสร้างชาติในรูปแบบต่างๆ ถือเป็นระบอบใหม่หลังยุคราชาธิปไตย

อาจารย์ชาญวิทย์บรรยายอีกว่า ภาพลักษณ์ของสมเด็จพระนเรศวรดูจะเป็นกรณีศึกษาที่ดีที่สะท้อนให้เห็นถึงการเดินทางของภาพลักษณ์วีรบุรุษ

สมเด็จพระนเรศวร หรือพระนเรศราชาธิราช หรือองค์ดำ ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวันวลิต เมื่อ 300 กว่าปีมาแล้ว ทรงมีภาพลักษณ์ของนักรบที่เข้มแข็ง ดุดัน หฤโหด สามารถสั่งเผาฝีพายเรือของพระองค์ได้ 1,600 คน

“เรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวร และการเสียกรุงครั้งแรก พ.ศ.2112 มีพื้นที่ในพงศาวดารเป็นร้อยๆ หน้ากระดาษ ขณะที่การเสียกรุงครั้งหลัง แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่ผู้เขียนใกล้ชิดมากกว่า แต่กลับมีเนื้อที่เพียงไม่กี่สิบหน้ากระดาษ”

นักประวัติศาสตร์ อย่าง ชาญวิทย์ พูดถึงสมเด็จพระนเรศวรต่อว่า ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา สมเด็จพระนเรศวรได้รับการสร้างให้มีภาพลักษณ์ของ “มหาบุรุษ” ในบรรยากาศที่รัฐราชวงศ์หรือรัฐราชอาณาจักรต้องเผชิญกับภัยคุกคามภายนอก ได้แก่ ลัทธิล่าอาณานิคม จึงมีการสร้างให้พระนเรศวรเป็นผู้นำมาซึ่งเอกราชของราชอาณาจักร

ภาพลักษณ์ที่ถูกผลิตจนเด่นชัด กลายเป็นต้นแบบผลิตซ้ำ คือ โคลงภาพพระราชพงศาวดาร พ.ศ.2430

โคลงภาพดังกล่าวเป็นพระราชดำริในรัชกาลที่ 5 ที่ให้พระญาติพระวงศ์ หรือข้าราชบริพารร่วมกันแต่งเป็นจำนวน 376 บท ใช้เรื่องจากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เมื่อแต่งเสร็จให้เขียนเป็นภาพสีแบบสมัยใหม่ขนาดใหญ่ 92 ภาพ นำออกแสดงติดให้ชมที่งานพระเมรุท้องสนามหลวง

*กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องราวของกษัตริย์ที่จำกัดอยู่ในแวดวงชั้นสูง ในแวดวงราชสำนัก แพร่กระจายออกสู่วงกว้าง*

ต่อมาในรัชกาลที่ 6 มีความพยายามจนสามารถค้นพบดอนเจดีย์ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ.2456 เป็นที่มาของการสร้างอนุสรณ์ดอนเจดีย์ในสมัยนั้น

“หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่เป็นการผลิตซ้ำภาพลักษณ์ของสมเด็จพระนเรศวร อยู่ที่ภาพเขียนฝาผนังวิหารวัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นภาพขนาดมหึมาจำนวน 14 ภาพ ที่ถูกนำมาผลิตซ้ำด้วยระบบการพิมพ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้คนไทยจำนวนมากติดภาพของสมเด็จพระนเรศวรที่ทรงเล่นชนไก่ ทรงปล้นค่ายพม่า หรือภาพที่ทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา

“กล่าวโดยย่อ คือ เป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรมอันเป็นรูปภาพที่เข้าไปใช้พื้นที่ทางพระพุทธศาสนา กลายเป็นเรื่องที่มีเนื้อหาสาระสำคัญของราชาชาตินิยม” อาจารย์ชาญวิทย์กล่าวให้พอเข้าใจ

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 แม้ภาพลักษณ์ของสมเด็จพระนเรศวรยังคงอยู่ แต่บทบาทมิได้โดดเด่นเหมือนยุคก่อนหน้า ในบรรดาบทละครชาตินิยมของหลวงวิจิตรวาทการ มีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่เกี่ยวโยงกับพระองค์

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอมาตยาธิปไตยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กำหนดให้วันที่ 25 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่สมเด็จพระนเรศวรทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา เป็นวันกองทัพไทย แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นวันที่ 18 มกราคม แทน

หลัง พ.ศ.2475 เช่นเดียวกัน เจ้านายหลายพระองค์ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ ฯลฯ โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ อดีตเสนาบดีมหาดไทย เสด็จไปประทับยังเกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย

ที่เกาะปีนังนั้นเอง สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพขณะทรงมีพระชนมายุ 80 พรรษา ทรงนิพนธ์งาน พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งต่อมางานนิพนธ์เรื่องนี้กลายเป็นหนังสืองานพระศพของรัชกาลที่ 8 เมื่อ พ.ศ.2493

“กล่าวได้ว่าเป็นแม่แบบของการเขียน และการผลิตซ้ำประวัติศาสตร์ว่าด้วยกรุงศรีอยุธยากับวีรบุรุษอย่าง สมเด็จพระนเรศวร ซึ่งเรื่องราวของพระองค์ได้สร้างแรงบันดาลใจให้มีการขยายเรื่องราวต่อๆ กันมา จนในปัจจุบันมีการสร้างอนุสาวรีย์ของพระองค์อย่างกว้างขวาง แพร่หลายไปทั่วทุกภาค

“สมเด็จพระนเรศวรถูกนำมาเสนอแล้วเสนออีก ทั้งที่เป็นวีรบุรุษสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์และสถาบันทหาร ทั้งที่มาในรูปแบบของงานวิชาการ สื่อบันเทิง เช่น นวนิยาย ละคร เพลง ภาพยนตร์ การ์ตูน” อาจารย์ชาญวิทย์สรุป

ด้าน *สุเนตร ชุตินธรานนท์* อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์พม่า เริ่มต้นว่า

ไม่มีใครทราบว่าแท้จริงแล้ว สมเด็จพระนเรศวรทรงมีบทบาทหรือชีวิตส่วนพระองค์ตามที่ปรากฏในภาพยนตร์จริงหรือไม่ ทรงบวชเณรจริงไหม

เพราะหลักฐานที่หลงเหลือมาให้นักประวัติศาสตร์ได้ศึกษา หรือให้ผู้สร้างภาพยนตร์ได้ตีความ ไม่ใช่หลักฐานแบบเป็นทางการ แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า *พงศาวดารกระซิบ* คำให้การเชลยศึก และหลักฐานการจดบันทึกของชาวต่างชาติ

จากนั้นพูดถึงภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ว่า สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์พม่ายุคหงสาวดี หรือยุคพะโค

พร้อมพูดถึงการปกครองราชธานีสมัยบุเรงนองว่า ยุคนั้นเป็นการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ซึ่งขึ้นอยู่กับบารมีส่วนบุคคล

หากผู้ปกครองเข้มแข็ง บ้านเมืองก็เข้มแข็ง จึงมีเจ้าประเทศราชส่งลูกหลานเข้ามาอยู่ในราชสำนักหงสาวดีเต็มไปหมดทั้งหญิงชาย ซึ่งหากเป็นหญิง บุเรงนองจะให้แต่งงานกับตน เพื่อสร้างความสัมพันธ์โยงใยกับเมืองนั้น เป็นการควบคุมความจงรักภักดีทางหนึ่ง

แต่หากผู้ปกครองอ่อนแอ เมืองประเทศราชทั้งหลายก็จะถือโอกาสแข็งข้อ ดังเช่นเมื่อสิ้นบุเรงนอง ราชธานีหงสาวดีก็เสื่อมลงถึงขั้นล่มสลาย

ส่วน *ธีรภาพ โลหิตกุล* นักเขียนสารคดีมือฉมัง เริ่มต้นด้วยการบอกว่า 400 ปีที่แล้วไม่มีประเทศไทยหรือพม่า มีเพียงอยุธยา หงสาวดี ฯลฯ เท่านั้น

แต่ภาพยนตร์นำเรื่องชาตินิยมมาเป็นเงื่อนไข ทำให้คนไทยส่วนใหญ่มองพม่าเพียงด้านเดียวในฐานะศัตรูตัวฉกาจ ทั้งที่พม่าเป็นเพื่อนบ้านที่ควรรู้จัก เพราะมีชายแดนติดกับไทยกว่า 2,000 กิโลเมตร

ธีรภาพพูดถึงความผูกพันและศรัทธาอันสูงส่งในพุทธศาสนาของคนพม่าว่า ดูได้จากการไปเจดีย์ชเวดากอง

นอกจากชาวพม่าจะพาครอบครัว จูงลูกจูงหลานไปสวดมนต์ที่เจดีย์ชเวดากองแล้ว ยังมารับประทานอาหาร หรือมาฉลองวันเกิดภายใต้ร่มธรรมแห่งชเวดากองอีกด้วย

*ไม่ใช่แค่เป็นเทศกาล แต่เป็นวิถีปฏิบัติของชาวพม่ามานมนาน*

“เราปักใจเชื่อว่าทองที่ชเวดากองลอกมาจากอยุธยา แต่ไม่เคยสงสัยว่าในอดีตที่ทัพไทยบุกลาวเราได้นำเพชรพลอยจากลาวมาไหม เรามีวีรกษัตริย์แต่เราแทบไม่เปิดพื้นที่ให้เพื่อนบ้านยกย่องวีรกษัตริย์ของเขาเลย เราต้องเปิดพื้นที่ตรงนั้นให้เขาด้วย

เรารู้จักเพื่อนบ้านน้อยมาก…แทบไม่ได้เปิดพรมแดนทางความคิดที่จะรู้จักเพื่อนบ้าน

จะเปิดกี่สะพานก็ไม่มีความหมาย ถ้าเราไม่เปิดสะพานใจของเราเสียก่อน” ธีรภาพทิ้งท้าย

แน่นอนว่าการอภิปรายเพียงครั้งไม่สามารถทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์ได้ทั้งหมด

แต่หากจะทำให้ผู้ฟังเก็บกลับไปคิด ศึกษา ทบทวนประวัติศาสตร์ไทย-พม่า เสียใหม่ นั่นก็น่าจะถือเป็นความสำเร็จของวงอภิปรายแล้ว

ที่มาจากหนังสือพิมพ์