เมื่อสมเด็จพระนเรศวรฯ อาสาจะไปรบกับญี่ปุ่น

Home / ข่าวหนัง / เมื่อสมเด็จพระนเรศวรฯ อาสาจะไปรบกับญี่ปุ่น

โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

ดูหนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้วประทับใจจริงๆ ผู้เขียนออกจะชื่นชมและนิยมผู้ที่สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เหลือเกิน เนื่องจากเป็นการสร้างจากจินตนาการที่สดสวยแบบที่เรียกว่า

“คิดได้ยังไง?”

คนรุ่นผู้เขียน (45-70 ปี) นั้นส่วนใหญ่ก็คงติดบทประพันธ์ของยาขอบกันอย่างงอมแงมทั้งนั้น โดยเฉพาะบทประพันธ์เรื่อง “ผู้ชนะสิบทิศ” ที่คนไทยระดับบิ๊กตั้งเยอะแยะได้รับอิทธิพลบทประพันธ์อมตะนี้ถึงกับเอาชื่อเดิมของพระเอกคือ พระเจ้าบุเรงนอง (กะยอดินนรธา) มาตั้งชื่อพวกเรากันเองคือ “จะเด็ด” (หนังสือเก่าที่พิมพ์ครั้งแรกๆ เขียนเป็น “จเด็จ”)

ซึ่งว่าไปแล้วก็เป็นตัวละครที่ยาขอบจินตนาการขึ้นตามรูปแบบอุดมคติของชายไทยคือ “ขุนแผน” นั่นแหละ คนไทยชอบนักเรื่องมีเมียหลายคนแต่จะเด็ดของยาขอบนี่มีวาจาอันหวานปากน้ำผึ้งแบบที่ผู้หญิงวัยรุ่นหลงใหล คือ ประเภท “Sweet nothing” อาทิ

“ข้าพเจ้ารักตะละแม่จันทราด้วยใจภักดิ์ แต่รักตะละแม่กุสุมาด้วยใจปอง” คือไม่ได้มีความหมายอะไรเลย นอกจากต้องการมีเมีย 2 คนเท่านั้นเอง แต่ก็ฟังเข้าท่า ว่ายังงั้นเถอะ

นอกจากนี้ยาขอบยังเป็นผู้แต่งหนังสือวิธีเขียนจดหมายรักอันลือลั่นสมัยก่อนซึ่งว่าไปแล้วก็เป็นแนวๆ “ศาลาคนเศร้า” ของคนเศร้าสมัยนี้ หรือซีดีเพลงไทยคาราโอเกะนั่นแหละที่มีผู้หญิงไปเดินหน้าเศร้าอยู่ตามเมืองเวนิส ปารีส โรมฯ ฯลฯ รำพันถึงความรักที่สูญเสียไป เทือกนั้น

เรื่องของบุเรงนองหรือจะเด็ดนี่ สร้างความขัดแย้งในใจของคนไทยมานานนักหนาเพราะพระเจ้าบุเรงนองคือผู้ตีกรุงศรีอยุธยาแตกเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2112 เป็นศัตรูของไทยนะแต่บรรดาคนไทยคลั่งไคล้ความเป็นแมนของจะเด็ดมาก

แม้แต่ตัวยาขอบเองยังไม่สามารถเขียนเรื่อง “ผู้ชนะสิบทิศ” ให้จบลงได้ จนท่านเสียชีวิตไปเพราะไม่รู้จะเขียนยังไงตอนบุเรงนองยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยานี่แหละ

ที่ว่าหนังของท่านมุ้ยนี่ยอดจริงๆ ก็คือสามารถทำหนังให้ภาพลักษณ์ของบุเรงนองไม่เสียไปจากจินตนาการของบรรดาแฟนของยาขอบ (ซึ่งมีเยอะ) และรักษาภาพของผู้ชายปากหวานปานน้ำผึ้งในฉากกับพระสุพรรณกัลยาที่ไปขอชีวิตพระนเรศวรฯเอาไว้ได้

ยอดจริงๆ ขอคารวะ!

ครั้นไปดูหนังมาแล้วก็หวนนึกถึงจดหมายเหตุของจีนและเกาหลีที่กล่าวถึงการทูตในสมัยสมเด็จพระนเรศวรฯของเราซึ่งอาจารย์ประพฤทธิ์ ศุกลรัตนเมธี ได้นำเสนอในการอภิปรายทางวิชาการเรื่อง “ความสำเร็จของรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในประวัติศาสตร์ไทย” โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นองค์ประธานการอภิปราย เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2533 ซึ่งการอภิปรายนี้จัดขึ้นในวโรกาสที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติครบ 400 ปี เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2533

สมัยที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงครองราชย์อยู่นั้นตรงกับสมัยราชวงศ์หมิง ในศกว่านลี่แห่งรัชกาลจักรพรรดิเสินจง (พ.ศ.2116-2163/ค.ศ.1573-1620) ซึ่งเอกสารโบราณของจีนได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์หมิงกับกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่อาจารย์ประพฤทธิ์นำมาอ้างอิงคือ “ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงฉบับหลวง (เจิ้งสื่อ)” บรรพที่ 227 บันทึกว่า

ครั้งนั้นญี่ปุ่นเข้ายํ่ายีเกาหลี ในโอกาสเดียวกันนั้น สยามได้เข้าถวายเครื่องราชบรรณาการ ราชทูตแห่งประเทศนี้ขออาสาส่งกองทัพเข้าช่วยทำสงคราม สือซิงเสนาบดีจึงให้ยกทัพไปโจมตีญี่ปุ่นได้ แต่เอี้ยน (เซียวเอี้ยน) เห็นว่าสยามตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกอันไกลโพ้น ห่างจากญี่ปุ่นเป็นระยะทางถึงหมื่นลี้ จะสามารถบินข้ามทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลได้หรือ จึงขอให้ยุติข้อเสนอนี้เสีย แต่ซิง (สือซิง) ไม่เห็นพ้องด้วยคงยืนยันยึดมั่นในความเห็นเดิม อย่างไรก็ตาม ในที่สุดกองทัพสยามก็มิได้ยกออกไปแต่อย่างใด

ทางประเทศเกาหลีได้บันทึกเรื่องนี้โดยปรากฏในบันทึกซวนเมี้ยวจงซินของเกาหลี เดือน 11 พ.ศ.2135 ในบรรพ 5 หน้า 63 หัวข้อ ทูตขอทหาร เจิ้งคุนโซ่วกลับจากนครหลวง มีว่า

ขณะนั้นอั้วปาหลาราชทูตจากประเทศสยามก็มาถวายเครื่องราชบรรณาการที่นครหลวงทราบว่ามีข้อเสนอเรื่องการให้ความช่วยเหลือทางตะวันออก (หมายถึงการให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่เกาหลี) จึงแสดงความจำนงขออาสานำกองทัพไปปราบปรามกวาดล้างถึงฐานโจรเตี้ย (ญี่ปุ่น) เฉิงเผิงเฟิ่งปู้อี กราบบังคมทูลขอให้ส่งกำลังทหารสยามจากเกาะในทะเลเข้าตีถึงรังโจรเตี้ยขณะนั้นถือเป็นกุศโลบายที่วิเศษ แต่ทางราชสำนักก็มิได้ใช้

หนังสือ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช 400 ปีของการครองราชย์” นี้มีรายละเอียดเรื่องนี้อีกเยอะ สามารถหาอ่านได้ในห้องสมุดทั่วไปเนื่องจากพิมพ์ตั้ง 3 ครั้ง คือ พ.ศ.2533, 2536, และ 2539

หากหาไม่ได้จริงจะติดต่อ รศ.วุฒิชัย มูลศิลป์ นายกสมาคมประวัติศาสตร์ฯก็ได้เพราะท่านเป็นบรรณาธิการหนังสือเล่มนี้

ที่มาจากหนังสือพิมพ์