วันที่เรียกร้องน้อยลง ของ เป็นเอก รัตนเรือง

Home / ข่าวหนัง / วันที่เรียกร้องน้อยลง ของ เป็นเอก รัตนเรือง

“ฝันบ้าคาราโอเกะ”, “เรื่องตลก 69”, “มนต์รักทรานซิสเตอร์”, “เรื่องรักน้อยนิดมหาศาล”” และ “”คำพิพากษาของมหาสมุทร”” คือผลงานการกำกับฯที่ผ่านมาของ “เป็นเอก รัตนเรือง”

แต่อย่าเพิ่งประหลาดใจไป ถ้าคุณค้นพบว่าทั้งๆ ที่เป็นคนไทย แต่ตัวเองกลับไม่รู้จักหรือไม่เคยดูหนังทั้ง 5 เรื่องของผู้กำกับฯร่วมชาติคนนี้มาก่อนเลย เพราะคุณเองก็ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์อีกหลาย (สิบ) ล้านคนบนประเทศนี้ ที่ไม่คิดจะเสียสตางค์เข้าไปดูหนังที่ฟันธงไม่ได้ว่าจัดอยู่ในประเภทไหนกันแน่ ระหว่างรัก ตลก แอ๊คชั่น สยองขวัญ กะเทย ฯลฯ แม้ว่าหนังบางเรื่องของเขาจะมีคำว่า “รัก” หรือ “ตลก” แปะในชื่ออยู่โต้งๆ ก็เถอะ

“ในทำนองเดียวกัน บางคนที่เคยตีตั๋วไปดูหนังของเขามาแล้วเรื่องหนึ่งก็ถึงกับเข็ดหลาบจนไม่อยากติดตามหนังเรื่องต่อไปของผู้กำกับฯคนนี้อีก ด้วยเหตุผลสั้นๆ เพียงประการเดียวว่า “ดูไม่รู้เรื่อง”

แต่ที่น่าสนใจก็คือแม้หนังที่ผ่านๆ มาของเป็นเอกจะทำรายได้สุดแสนจะน้อยนิด ทว่ากลับได้รับคำชมอย่างมหาศาลจากนักวิจารณ์ทั้งไทยและเทศ รวมถึงได้รับการยกย่องในฐานะไอดอลของนักเรียนหนังและคนรุ่นใหม่ที่ใฝ่ฝันจะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้กำกับฯทั้งหลาย ค่าที่เขาสามารถสร้างความแปลกใหม่ให้เกิดแก่แวดวงภาพยนตร์ไทยอันจำเจนี้ได้

และแน่นอนว่าคนกลุ่มนี้กำลังเฝ้ารอหนังใหม่ของเป็นเอกที่มีชื่อเรื่องว่า “”พลอย”” อย่างใจจดใจจ่อ เช่นเดียวกัน ขวัญใจของพวกเขาก็กำลังสร้างสรรค์งานเรื่องที่ว่าอย่างขะมักเขม้น

และวันนี้เราจะอาสาพาคุณไปสำรวจการทำงานและความเป็นไปล่าสุดของผู้ชายคนนี้อย่างใกล้ชิด

“เราไม่ค่อยเครียดหรอกเวลาทำหนัง” เป็นเอกกล่าวถึงความรู้สึกที่มีต่องานชิ้นล่าสุด

“แต่จะนอนไม่ค่อยหลับ มันตื่นเต้นเหมือนกับตอนทำหนังเรื่องแรกเลย”

ท่าทางผ่อนคลายอย่างยิ่งของเขาทำให้เราเชื่อสนิทใจว่าเป็นเอกทำหนังเรื่องนี้โดยไม่มีภาวะกดดัน แม้ว่าเราจะเห็นกับตาว่าก่อนหน้านี้เขาฝังตัวอยู่ในกองถ่ายร้อนๆ อับๆ มาร่วมสิบชั่วโมงแล้วก็เถอะ

นอกจากสถานที่ถ่ายทำอันแสนคับแคบ ครั้งนี้เรายังได้เห็น “หมิว-ลลิตา ศศิประภา” ผู้เป็นนางเอกของเรื่องกำลังจะถูกปล้ำอีกด้วย หรือเป็นเอกกำลังจะเปลี่ยนแนวมาทำหนังตบจูบ?

“มันเป็นแค่เหตุการณ์เล็กๆ ในหนัง” เขาอธิบาย และว่า ประเด็นหลักที่จะเล่าเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ทางใจมากกว่าทางกาย แม้ว่าหนังจะมีบทรักค่อนข้างดุเดือดอยู่ด้วย แต่นั่นก็เป็นแค่ประเด็นรองๆ เท่านั้น

เป็นเอกบอกว่าที่เขาจะนำเสนอก็คือชีวิตรักของคน 2 คู่ โดยคู่แรกเป็นสามีภรรยาที่แต่งงานกันมาแล้ว 7 ปี ส่วนคู่ที่สองเป็นหนุ่มสาวที่เพิ่งรักกันใหม่ๆ ซึ่งเขาก็จะให้ชายหญิงทั้งสองคู่เป็นตัวสะท้อนชีวิตรักของกันและกัน

“มันมาจากความสนใจของเราน่ะ ว่าคนเราทำไมมันอยู่กันไม่แฮปปี้” เขาเล่าถึงที่มาของหนัง

“ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือใครต่อใคร น้อยคนมากที่จะอยู่อย่างมีความสุข มันต้องอาศัยความฟลุค อาศัยความเข้าใจอย่างสูง อีกอย่างคือคนสมัยนี้มีอิสรภาพเยอะด้วยไง”

“ซึ่งเราว่าบางทีคนเราก็เรียกร้องอะไรมากเกินไป ทำให้อยู่ด้วยกันไม่ได้ ทั้งๆ ที่บางทีไม่แฮปปี้หน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะเขาก็มีความดี มีหลายสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า ไม่งั้นฉันจะอยู่กับคนนี้เหรอ ไม่งั้นเราจะแต่งงานกันเหรอ คือเราเชื่อว่าจะอยู่กันได้ คนเราต้องไม่เรียกร้องเยอะ เอาภาพรวมๆ ว่าดีประมาณนี้ก็พอแล้ว” และนี่ก็เป็นสิ่งที่เขาอยากจะบอกผู้ชม, เป็นเอกว่า

แล้วต้องทำอย่างไรข้อเรียกร้องที่ว่าถึงจะลดน้อยลงได้?

“มันจะมีได้ก็ต่อเมื่อเรามีความเข้าใจมากขึ้น ซึ่งความเข้าใจที่ว่ามันจะมาพร้อมกับอายุและประสบการณ์” เขาตอบ และขยายความว่าอายุที่ว่าไม่ได้หมายถึงตัวเลข แต่หมายถึงการรู้จักคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วย

“มันก็คล้ายๆ การทำหนังนั่นแหละ” เป็นเอกเปรียบเทียบ

“ของเราเรื่องแรกๆ นี่ โอ้โห ไม่ได้อย่างนี้ไม่ทำเลยนะเว้ย กำแพงถ้าไม่สีแดงเท่านี้เท่านั้น กูไม่ถ่าย แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว เพราะในที่สุดใครมันจะไปดูกำแพงวะ คือถ้าทำหนัง แล้วคนไปดูกำแพงกัน เราก็ทำหนังผิดแล้วละ” เขาบอก และว่าพอมองกลับไปสมัยทำหนังเรื่อง “ฝันบ้าฯ” และ “เรื่องตลก 69” ก็รู้สึกตลกตัวเองอยู่เหมือนกัน

“เหมือนคุณรู้น้อย แล้วก็ไปเรียกร้องในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ คอยจะเอาให้ได้อยู่อย่างนั้น กระทืบหัวกระทืบเท้า ปาขวดน้ำ เพื่อจะเอาแดดทั้งๆ ที่วันนี้มีฝน หรือจะให้ตากล้องวิ่งลงที่จอดรถ ออกไปปากซอย แล้วก็ดันไปบอกเขาว่าจะเอาภาพนิ่งด้วย แต่ตอนนี้รู้แล้วไงว่ามนุษย์เราแบกกล้องไว้บนบ่านาทีนึงก็เกินทนแล้ว”

“ไม่เพียงแต่ข้อเรียกร้องในการทำงานจะน้อยลง แต่ในเรื่องล่าสุดนี้เป็นเอกยังยืนยันว่าหนังของเขาจะเข้าหาคนดูมากขึ้นด้วย”

“เรื่อง อินวิซิเบิ้ลเวฟส์ (คำพิพากษาของมหาสมุทร) เรารู้สึกอยู่หน่อยๆ ว่าเราอาจจะทิ้งคนดูไปนิด เอาเขาไม่อยู่ไปหน่อย คือมันทำให้คนที่เคยชอบหนังเราเกลียดเราไปเลยก็มีนะ บอกพี่เขาเป็นเ- ี้ยอะไรวะ แม่งจะล้ำไปถึงไหน” เขากล่าวยิ้มๆ พร้อมย้ำอีกครั้งว่ายังไง “พลอย” ก็ไม่ทิ้งคนดูอย่างเรื่องก่อนแน่นอน

“แต่ปัญหาคือคนดูจะทิ้งเราไหม”

เป็นเอกกล่าวอย่างไม่ค่อยมั่นใจ เหตุก็เพราะที่ผ่านมาหนังของเขาทำให้ผู้ชมออกอาการงงอยู่บ่อยๆ นั่นแหละ

“ทั้งที่จริงๆ หนังเรามันไม่ต้องอาศัยความเข้าใจขนาดนั้นเลยนะ ดูดีๆ จะรู้ว่าพล็อตหนังเราเชยและเฉิ่มมากๆ”

ถามว่าปัญหาอยู่ที่วิธีการเล่าเรื่องหรือเปล่า? เขายอมรับว่ามีส่วน แต่ก็คิดว่าหนังควรจะมีวิธีถ่ายทอดที่ต่างไปจากเดิมบ้าง

“เพราะจะฝรั่งหรือไทย เรามีปัญหาอย่างหนึ่งคือหนังส่วนมากจะมีแต่เนื้อหา พล็อตต้องรีบเดิน ถ้าเป็นหนังตลกก็ต้องรีบมุข พอดูจบเราก็เข้าใจเรื่อง แต่ไม่เคยรู้สึกกับจุดไหนจริงๆ เลย”

และคนดูส่วนใหญ่ในโลกก็ถูกฝึกให้ดูหนังประเภทที่ว่ามาโดยตลอด ทำให้เมื่อมาดูหนังเน้นอารมณ์ความรู้สึกอย่างที่เขานำเสนอ ก็เลยมึนกันไปอย่างที่เห็น, เป็นเอกว่า

กระนั้นเขาก็ว่าถึงหนังจะเล่าเรื่องแปลกๆ ไปบ้าง แต่ยืนยันว่าสิ่งที่ตัวเองทำไม่ใช่อาการ “ดัดจริต” แน่นอน

“เราเป็นคนจริงใจและซื่อสัตย์มากนะ ต่อให้เราดังเป็นพลุแตกหรือได้ออสการ์ แต่ถ้าต้องแลกกับความจริงใจ ต้องเริ่มดัดจริต ไม่เอาด้วยนะ เพราะเราคิดไงเราก็ทำหนังอย่างนั้น เหมือนพวกก๋วยเตี๋ยวเจ้าเก่าน่ะ เขาเชื่อว่าลูกชิ้นปลาต้องทำเอง เราก็ทำด้วยวิธีนั้น”

อยากเสพหนังของเขาจึงต้องใช้ใจสัมผัส เป็นเอกกล่าวในทำนองนั้น

“แค่เปิดใจ แล้วปล่อยตัวเองไปกับมันก็พอ แล้วจะสนุกเอง ซึ่งสนุกของเรานี่ไม่ใช่ว่าจะให้มาฮาขี้แตกขี้แตนนะ ความสนุกหรือความบันเทิงบางทีมันก็มีด้านอื่นด้วย อย่างหนังเรามันก็จะเกิดจากการที่ว่า เฮ้ย! กูก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ไอ้ฉากเมื่อกี๊โดนฉิบหาย เห็นแล้วโคตรอยากพาแฟนมาดู” เขาว่าด้วยดวงตาเชื่อมั่น

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่เคยบอกตัวเองว่าหนังที่ทำจะโกยรายได้อย่างถล่มทลาย แม้ว่าเรื่องล่าสุดนี้จะมีดาราดังอย่างหมิว และ”อนันดา เอเวอริ่งแฮม” มาร่วมแสดงด้วยก็เถอะ

“ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าหนังไทยในปัจจุบัน ชื่อดาราก็จะเรียกคนได้จำนวนหนึ่ง แต่มันก็ไม่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์เหมือนยุคมิตร-เพชราแล้ว และก็ต้องยอมรับว่าพอมีชื่อเราไปแปะว่าเป็นผู้กำกับฯ มันก็จะลดทอนความนิยมไปนิดนึงเหมือนกัน” เขากล่าวพร้อมยิ้มรับกับโลโก้ของตัวเอง

“เรารู้และจะไม่หลอกตัวเองหรอกว่าหนังจะได้ร้อยล้าน ไม่งั้นเครียด อย่างที่คนกระโดดตึกหรือผูกคอตายก็เพราะไปตั้งเป้าในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้แล้วหลอกตัวเองว่าจะทำได้นี่แหละ อย่างของเราเต็มที่ 20 ล้านก็เอา”

เป็นเอกกล่าวอีกว่า แม้หนังของตัวเองจะทำรายได้ไม่มาก แต่เขาก็เชื่อว่ามันจะมีประโยชน์ต่อคนที่มาดูแน่นอน

ถามว่าจะให้ประโยชน์กับคนผ่านหนังไปอีกนานแค่ไหน? เขาว่าตราบใดที่ยังไม่เบื่อ และยังมีคนให้ทำอยู่ก็คงสร้างหนังต่อไปเรื่อยๆ

“”แต่ถ้าถึงวันที่มีคนมาบอกว่า มึงเลิกทำเหอะ เราก็คงเสียใจไปสักแป๊บ 2-3 เดือนผ่านไปเราก็คงไปทำอย่างอื่น แล้วคงสนุกพอๆ กัน เพราะไม่ว่าจะทำอะไร เราก็จะทำด้วยวิธีเดียวกับที่ทำหนังนี่แหละ คือจะต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ตลอด””

“อย่างถ้าให้เราเป็นพนักงานแบงก์ ไอ้การนับเงินของเรามันก็คงต้องมีคำถาม หรือถ้าให้เราทำสวน เราก็คงใช้วิธีเดียวกับการทำหนัง”

“แล้วมันก็คงจะออกมาหน้าตาแบบว่า เฮ้ย! นี่สวนเหรอ” เป็นเอกสรุปด้วยรอยยิ้ม


บล็อกเบื้องหลังหนัง”พลอย”

“เราทำหนังมาหลายเรื่องแล้ว คิดว่าตอนนี้มันอาจจะมีคนกลุ่มนึงที่ติดตามหนังเรา เลยคิดเล่นๆ ว่าระหว่างถ่ายทำ ตัดต่อ เรามีบล็อก (blog) ไว้คุยกับเขาเรื่อยๆ ดีกว่า” เป็นเอกเล่าถึงที่มาของแนวคิดในการนำเสนอเบื้องหลังหนังเรื่อง “พลอย” ทางอินเตอร์เน็ต

“อีกอย่างเราอยากให้คนที่ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมหนัง เช่น คนที่กำลังเรียนอยู่ได้รู้ว่าการทำหนังมันไม่ได้เป็นอะไรที่ลึกลับดำมืดอย่างที่คิดกัน หรือต้องเป็นอัจฉริยะเท่านั้นถึงจะทำได้” แบบที่เขาเองเคยคิดมาก่อน

“ทั้งๆ ที่ไอ้คนที่คุณเห็นว่าทำหนังแบบนั้นแบบนี้ จริงๆ มันก็ธรรมดานั่นแหละ มีความหวั่นไหว และไม่มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่เหมือนกัน”

นอกจากนี้การที่เด็กรุ่นใหม่แห่มาทำหนังสั้นก็เป็นอีกสาเหตุที่เขาอยากแบ่งปันประสบการณ์

“ปัจจุบันคนทำหนังง่ายขึ้นเพราะมันก็ถูกลงด้วย ทุกคนก็เลยทำกันใหญ่ แต่ปรากฏว่าอะไรรู้มั้ย คุณก็ได้ขยะมาเต็มไปหมด เพราะว่าหลายๆ คนไม่ได้พร้อมที่จะทำ”

“บล็อกอันนี้มันก็เลยจะบอกว่าการทำหนังไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือยากมาก ขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้ง่ายขนาดคว้ากล้องมาแล้วทำอะไรก็ได้ เพราะการจะทำหนังต้องคิดกับมันดีๆ ต้องตั้งใจจริงไม่วอกแวก ค่อยๆ ทำและแก้ปัญหากันไป””

ส่วนบล็อกนี้จะได้ฤกษ์ปรากฏโฉมเมื่อไร คงต้องติดตามกันต่อไป


“หนังผีของเป็นเอก”

“เรามีสคริปต์อยู่นานแล้ว เป็นหนังแวมไพร์กับเลสเบี้ยน” เป็นเอกบอกให้ทราบ เผื่อใครจะเข้าใจผิดว่าผู้กำกับฯ “ล้ำๆ” คนนี้ไม่มีความคิดจะทำหนังที่นิยามกันว่า “ตลาดๆ” อย่างหนังผี

“รับรองว่ามันจะน่ากลัวมาก เรื่องมันจะเกิดขึ้นระหว่างฝ้ากับหลังคา จะมีฝ้าแผ่นหนึ่งเคลื่อนที่อยู่ตลอด แล้วจะมีน้ำเหนียวๆ หยดลงอยู่เรื่อยๆ” เขาเล่าต่อ แล้วว่าปัจจุบันบทหนังดังกล่าวยังถูกเก็บอยู่ในลิ้นชัก แต่ถ้าจะทำเมื่อไร เป็นเอกบอกโปรดิวเซอร์ต่างชาติที่ร่วมงานกันอยู่รอที่จะอ้าแขนรับโปรเจ็คต์นี้ด้วยความยินดีอยู่แล้ว

“แต่ปัญหาก็คือถ้าจะทำในเมืองไทยคงยาก เพราะว่ามันโป๊มาก แล้วความโป๊มันดันเป็นส่วนสำคัญของการเดินเรื่องเสียด้วย”

“จึงไม่แน่ว่าต่อให้เรื่องนี้ได้สร้าง คนไทยจะมีโอกาสได้ดูหนังผีของเป็นเอกกันหรือเปล่าน่ะสิ”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์