สนานจิตต์ บางสพาน กิจกรรมในวงการหนังไทย ที่เขาจะหันหลังให้ตลอดกาล

Home / ข่าวหนัง / สนานจิตต์ บางสพาน กิจกรรมในวงการหนังไทย ที่เขาจะหันหลังให้ตลอดกาล

ไม่มีคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้นที่พอที่เราจะให้ได้ คงเป็นเรื่องไม่ธรรมดา ที่ผู้ใหญ่ (กว่าเรา-คนสัมภาษณ์) ที่ผู้คนยอมรับในวงการหนังและนักวิจารณ์หนังนักเขียน เจ้าของฉายา เสือเตี้ย หรือ สนานจิตต์ บางสพาน จะออกมาประกาศกร้าวๆ (และร้าวๆ) ว่า ต่อไปนี้จะไม่ขอยุ่งและทำกิจกรรมใดๆ กับวงการหนังไทยอีก นอกจากกำกับหนังไทยตราบเท่าที่ยังมี “นายทุน” ออกเงินให้ทำ นอกจากงานของชมรมวิจารณ์บันเทิงเท่านั้น

บทสัมภาษณ์ต่อไปนี้อาจจะมีอาการเบรกแตก น็อตหลุด ไปจนถึงสวนสัตว์แหก ไม่ว่าจะด้วยความอัดอั้นตันใจอย่างไร หรือว่าเพราะอะไร ตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมง 15 นาที ที่นั่งคุยกับเสือเตี้ย มีทั้งกล้วยและสิงห์สาราสัตว์ออกมาเพ่นพ่านเต็มไปหมด เป็น 1 ชั่วโมง 15 นาที แห่งความอัดอั้นตันใจของชายคนหนึ่งในห้วงเวลาที่ประสบกับความจริงบางอย่างของวงการหนังไทย

“มันตลกนะ พอเห็นเบื้องหลังอะไรต่างๆ แล้วผมขยะแขยง” เขาเริ่มประโยคสนทนา

“หน้าฉากมันดูดีนะ แต่หลังฉากหมาไม่แดก ต่อหน้าก็ทำเป็นดีต่อกันปานจะจูบปากกัน ลับหลังก็จ้องจะทำลาย” เขากล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ใต้แว่นกันแดดประจำตัว

“ตัวผมเองแม่งไม่พร้อมสักอย่าง ลูก 3 บ้านก็ยังไม่มีเป็นของตัวเอง เงินก็ไม่มี กำกับหนังมาก็แค่สองเรื่อง กูเสียสละไปเพื่ออะไรวะ” เขาปรารภถึงตัวของเขาเอง ให้เราได้ยิน ในฐานะของคนที่เคยทำงานให้กับสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติมาตลอดเกือบ 10 ปี กับนายกสมาคมสามคน คมน์ อรรฆเดช เสี่ยเจียง และ ชัยวัฒน์ ทวีวงศ์แสงทอง เรื่องราวต่างๆ ที่เขาได้รับรู้ ได้รับผลกระทบทั้งโดยตรงและโดยอ้อม มันทำให้เขามาถึงจุดที่เขาบอกว่า “พอกันที”

“จริงๆ แล้วที่เห็นนะเกือบจะทุกคนเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวหมด คือได้เอา แต่พอจะต้องเสียสละนี่ ไม่มี ไม่ให้ อิดออด ยึกยัก ไปจนถึงขี้เหนียว ขี้ตืด และแล้งน้ำใจ นายกยันกรรมการทุกคนทำงานฟรี ไม่มีเงินเดือน ไม่มีเบี้ยประชุม คนเป็นนายกต้องหาทุนด้วย ควักกระเป๋าด้วย คนที่มีอำนาจมีบารมีจริงๆ บางคนก็ออกตัว ไม่เคยจะเสียสละลงมา ทั้งๆ ที่ถ้าลงมาทำมาเคลื่อนไหว หนังไทยจะได้อะไรอีกเยอะจากภาครัฐ อย่างน้อยรัฐบาลก็จะเกรงใจ เพราะบารมีเหลือล้น แต่ก็ไม่มา เฉยๆ บอกกูไม่เกี่ยว กูไม่ยุ่ง เป็นงั้นไป”

ถ้าถามว่า เขาเห็นอะไรตลอดระยะเวลาที่ทำงานมา “เห็นสันดานเลวของวงการนี้ไง” เขาเสียงเข้ม

“สมาพันธ์ขอความร่วมมือขอเงิน 50,000 บาท ลงโฆษณางานสุพรรณหงส์ เพราะว่าสมาพันธ์ไม่ได้มีรายได้อะไร เวลาจัดกิจกรรมอะไรทีก็ต้องเอ่ยปากขอผู้คนในวงการที่เป็นสมาชิก มากบ้างน้อยบ้างตามลักษณะกิจกรรมหรืองานที่จัด ส่วนหนึ่งให้โดยไม่อิดออด แต่ส่วนใหญ่ยึกยัก กว่าจะควักกันได้ แต่พอมีงบฯได้ไปเมืองนอกฟรีๆ ขอกันแบบหน้าด้านๆ เป็นอย่างนี้ทุกสมัยที่ผมเคยเข้าไปช่วยงาน จัด สุพรรณหงส์ครั้งล่าสุด ชัยวัฒน์ ทวีวงศ์แสงทอง ก็ต้องดิ้นรนหาเงินมา “สำรองจ่ายและทดรองจ่าย” ไปก่อน งานเสร็จถึงจะเก็บสปอนเซอร์ได้ หักค่าใช้จ่ายแล้วถึงจะเหลือเงินเข้าสมาพันธ์ เรื่องแบบนี้ เสี่ยเจียงเขาช่วยมาทั้งให้ยืมเงินทั้งช่วยโฆษณา เรื่องนี้มันเป็นความลับไม่มีใครรู้ ผมรู้ ผมขออนุญาตเอามาเปิดเผยแม่งเสียเลยตรงนี้ เพราะอะไร เพราะเสี่ยเขากลัวว่าพี่ชัยวัฒน์จะเสียหาย ตัวเสี่ยเองป่วยอยู่โรงพยาบาล นอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น

จริงๆ แล้วไม่เห็นจำเป็นที่เสี่ยจะต้องมาช่วยมาควักอะไร แต่แกก็ทำ แต่ถึงกระนั้น แม่งก็นินทากันอีกว่า สมาพันธ์กับชัยวัฒน์อยู่ภายใต้อิทธิพลของเสี่ยเจียง ผมว่ามันช่างอคติกันสิ้นดี มันไม่ยุติธรรมกับเสี่ย กับนายกชัยวัฒน์ ไม่ใช่ว่าผมทำหนังกับเสี่ยแล้วออกมาปกป้อง เวลาผมทะเลาะกับเสี่ย ถึงขั้นท้าว่าถ้าผมผิดจริงไม่ต้องให้ผมเปิดหนังด้วย ผมก็ทำมาแล้ว ไม่เชื่อไปถามปื๊ดธนิตย์หรือลุงสุชาติ วุฒิวิชัย ดูก็ได้ ผมทะเลาะกับแกต่อหน้าคนทั้งสองกับคนในล็อบบี้บาร์ที่ดุสิตธานี ผมเป็นคนแบบนั้น ผิดก็คือผิดถูกก็คือถูก ไม่เห็นด้วยก็บอกว่าไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ประเภท ครับเสี่ย หรือ เสี่ยครับ แต่เรื่องแบบนี้มันไม่ไหว คนในวงการหนังไทยนี่มันไม่มีสปิริตกันเอาเสียเลย เสี่ยเสียอีกที่ปรามพี่ชัยวัฒน์ว่า เฮ้ย..มึงไม่ต้องให้ใครรู้หรอกว่า กูช่วยสมาพันธ์ เดี๋ยวแม่งก็นินทากันไม่เลิก กูรำคาญ

ผมอยากจะบอกว่า เป็นผม ผมไม่ควักแม่งก็ได้ใครจะมาว่าอะไร ลาออกก็ลาแล้ว ป่วยก็ยังป่วยอยู่ สุขภาพก็ไม่ได้สมบูรณ์ ทำไปยังไง้ยังไงแม่งก็นินทา แต่สำหรับเสี่ยเจียง ไอ้เรื่อง “ให้วงการหนังไทย” นี่คนๆ นี้ให้จริงๆ แล้วก็รักจริงๆ ส่วนเรื่องอื่นๆ นี่มันอีกเรื่อง อย่าว่ากัน คนมันมีดีมีเลว พ่อค้าถ้าจะบอกว่าเขี้ยว ทุกเม็ดไม่กระเด็น มันก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ ถ้าจะอ้างกันแบบนี้ ใครมาเป็นนายกมันก็ต้องเลี้ยงตัวเองอยู่บนเส้นบางๆ สีแดง หรือ เดอะ ติน เร็ด ไลน์ ของคำว่า ผลประโยชน์ส่วนรวม กับ ผลประโยชน์ส่วนตัว ทั้งนั้นแหละ สมาคมจะเดินอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับบุคลิกนายก เหมือนเราเห็นเสี่ยเจียงต่างจากพี่คมน์ พี่ชัยวัฒน์ ถ้าคุณอยากรู้ว่าจุดอ่อนหรือข้อผิดพลาดของเสี่ยสมัยเป็นนายกคืออะไร คุณไปหาที่สุทธากร สันติธวัช เขียนเอาไว้ใน สตาร์พิค มาอ่านดูแล้วคุณจะเข้าใจถ่องแท้ แกมาบอกผมว่า เออ…กูยอมรับในสิ่งที่มันเขียน คนรอบข้างกูบางคนมันก็ห่วยแตกจริงอย่างที่มันว่า แต่ผมก็เห็นแม่งนินทาว่าร้ายกันได้ทุกปี บ้านนี้เมืองนี้มันห่วยแตกแบบนี้แหละ”

แต่ที่สะเทือนใจเขาที่สุดในฐานะทีมงานในคณะทำงานจัดงานก็คือเรื่องของ “น้ำใจ” “มางานก็มา บัตรเข้างานก็เอา น้ำท่าข้าวปลาก็กิน สูจิบัตรก็เอา แต่เงินไม่ให้ ไอ้เอี้ย…. สปิริตคุณอยู่ไหนวะ ถ้าขอ 5 ล้าน ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ขอแค่ 50,000 บาท แค่นี้ซื้อโฆษณาหนังสือพิมพ์ยังไม่ได้สักหน้า”

“ปัญหามันมาจากที่ทุกคนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แล้วก็ไม่รักกันจริง” เขายืนยันกับเราอย่างนั้น ว่าแล้วเขาก็ถอนใจเศร้าๆ ก่อนจะสรุปว่าวงการหนังไทยมันถึงไม่ไปไหน เพราะว่าต่างคนต่างอยู่ ทุกคนต่างเกี่ยงงอนและไม่ยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนตัว เขายกตัวอย่าง เช่น กรณีการเคลื่อนไหวเรื่อง สภาภาพยนตร์ หรือเรื่องกฎหมายเซ็นเซอร์ “ถ้าเราจะผลักดันกฎหมาย มันไม่ใช่อยู่ๆ แค่พูดๆ คุยๆ สรุปแล้วเอาไปยื่นรัฐ แล้วเขาจะดำเนินการให้ มันต้องมีการเดินเกมใช่ไหม มันต้องมีล็อบบี้ยิสต์ มีค่าใช้จ่าย ทำไมผมจะไม่ทำไม่ช่วย ผมรักหนังไทย ไอ้นี้ไม่ต้องมาอ้างอะไรกันอีก เรื่องแบบนี้แค่ยกหูอย่างเดียวมันไม่พอ แต่ผมไม่มีเงิน สัมมนากันที่ธรรมศาสตร์เกือบยี่สิบปีมาแล้ว จนบัดนี้ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมสักอย่าง ทักษิณน่ะค้าหนังเจ๊งนะ เช็คเด้งมีอยู่ทุกบริษัทหนัง เป็นนายกฯอยู่ 5 ปี วงการหนังไทยยังไม่ได้อะไรจากเขาเลย ทั้งๆ ที่อดีตเขาน่ะพ่อค้าหนัง ประชา มาลีนนท์ ก็เจ้านายเก่าผม ผมเป็นลูกน้องแกอยู่ที่ช่อง 3 มา 10 ปี เรียกผมไอ้หนวดทุกคำ กินเหล้าเมาด้วยกันมาเยอะ แกเคยเป็นนายทุนร่วมกับไฟว์สตาร์ ร่ำรวยกับหนังไทยมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ พวกเรายังไม่มีปัญญาทำอะไรให้มันสำเร็จในยุคไทยรักไทยเลย มันเพราะอะไร พวกเราวงการหนังไทยเคยถามตัวเองกันบ้างไหม เสร็จแล้วก็เรียบร้อยโดนหลอกไปอีกรัฐบาล ผมพูดถึงเรื่องล็อบบี้ยิสต์ ไม่มีใครเชื่อผม ทุกคนบอกว่า ไอ้เตี้ย..น้ำหน้าอย่างมึงจะไปรู้เอี้ยอะไร ไม่รู้ก็ไม่รู้ แต่เห็นไหม ระดับทักษิณ เขายังต้องจ้างล็อบบี้ยิสต์เลย พูดไปก็เท่านั้น ผมพูดมา 30 ปีแล้ว แต่พอจะต้องควักเงินเพื่อส่วนรวม ทุกคนก็เกิดอาการถอยดีกว่าไม่เอาดีกว่า”

เราถามเสือเตี้ยถึงสถานการณ์ ณ วันนี้ของสมาพันธ์กับวงการหนัง เขาตอบว่า

“ถ้าถามผม ผมก็ตอบได้ว่าก็ช่างแม่ง ผมไม่สนแล้วว่า ใครจะกลับหรือไม่กลับ จะเอายังไงก็สุดแท้แต่คนในวงการหนังไทยไปคิดกันเอาเอง จะต่างคนต่างอยู่ก็ว่ากันไป จะกลับมารวมกันก็ว่ากันไป ถ้าไม่รวม ไอ้ที่เหลืออยู่ถ้ารวมกันต่อไปไม่ได้ ไม่มีใครเสียสละลงมาทำงาน ก็เลิกแม่งซะ ดีกว่าอยู่กันแบบหน้าไหว้หลังหลอก มีอคติกันอย่างนี้ แต่มันเห็นผลชัดๆ ก็คือ เมื่อไหร่รวมกันไม่ได้ รัฐเขาก็ไม่ Give a Damn พวกมึงหรอก พวกมึงไม่มีน้ำยา นี่ล่าสุดผมได้ข่าวว่า เจ้าของฮาร์ดแวร์ คือเจ้าของโรงยื่นเงื่อนไขขอแบ่งผลประโยชน์หนังไทยในแบบ โรงเอา 60 เจ้าของหนังได้แค่ 40 กับพวกทำหนังไทยกันแล้ว สมัยเสี่ยเจียงแกไม่ยอม แกบอกโรงมาทำกับหนังไทยอย่างนี้ไม่ได้ แกหมายถึงหนังไทยทุกเรื่องทุกค่าย ตอนนี้แกลาออกไปแล้ว แกถอยไปแล้ว แกไม่เดือดร้อนหรอก เพราะแกมีโรงอยู่ในมือ แกผลิตซอฟต์แวร์เยอะกว่าทุกค่ายอยู่แล้ว แล้วเป็นไง เมื่อก่อนก็ด่าแกกันดีนัก ผมละสะใจ”

ที่จริงแล้ว เขาก็ยอมรับไอ้เรื่องที่ว่ามันถึงเวลาที่สมควรจะต้องออกมาได้แล้ว มันเกิดคลิกบิงโกขึ้นมา ก็เพราะบังเอิญมีกัลยาณมิตรคนหนึ่ง โทร.มาชวนไปงานรดน้ำศพ แล้วด่าเชิงแดกดันเขาว่า จะเสียสละอะไรกันนักกันหนา ลูกก็ตั้ง 3 คน งานที่ไม่ได้เงิน แต่ต้องเสียสละทำฟรี ปฏิเสธได้ก็ปฏิเสธเสียบ้าง ที่ทำอยู่เลิกได้ก็เลิกมันเสียบ้าง ทำไปแล้วหรือที่ทำมาแล้วได้อะไรบ้าง

“ผมฟังแล้วก็สะท้อนใจนะ เออ…จริงอย่างที่พี่เนียะ (นิมะ ราซิดี) พูดโว้ย!”

“ไม่มีผมวงการหนังไทยก็อยู่ได้ แต่สิ่งที่ผมเสียสละไปก่อนหน้า ผมรู้สึกว่ามันสูญเปล่า เหมือนมีคนเคยบอกเราว่า อีก 3 กิโลเมตรข้างหน้าเรามันมีโอเอซิส แต่ยิ่งเดินไปยิ่งไม่เห็น ตอนนี้เลยเรียกว่าช่างแม่ง 20 ปีที่แล้วผมเคยพูดในหอประชุมจุฬาฯ ในการสัมมนาครั้งแรกของการก่อกำเนิดสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ ผมเสียสละเวลาอยู่ปีหนึ่งกับการร่างธรรมนูญสมาพันธ์ กับอาจารย์ ดร.ดรุณี ดร.กริ๋ง-ดร.กัณธิมา คุณหญิงแอ๊ว ฯลฯ ผมเคยบอกว่า วงการหนังไทยมันไม่รักกันจริง พี่หลองกับพี่ฉึ่ง (ฉลอง ภักดีวิจิตร กับ ชรินทร์ นันทนาคร) ที่มาร่วมสัมมนา เขายังเดินมาเตือนผมตอนพักกินกาแฟเลยว่า ไม่กลัวคนเกลียดเหรอที่พูดออกไปอย่างนั้น 20 ปีให้หลัง ผมว่าผมก็ยังยืนยันคำเดิม นอกจะไม่รักกันจริงแล้วยัง เอี้ยกว่าเก่าด้วย” เสียงหัวเราะดังลั่นตามมา…..

นอกจากคนในวงการหนังแล้ว สื่อในปัจจุบันนี้อย่างสื่อบันเทิงที่เขาสัมผัสในระยะหลังๆ สิ่งที่เขาตกใจในฐานะนักข่าวเก่าคนหนึ่งคือ “นักข่าวรุ่นใหม่สมัยนี้ขู่แหล่งข่าว!กันแล้ว”

“รุ่นผมไม่ได้ถูกสอนมาแบบนี้ (หัวเราะ) มันก็เหมือนกับคุณเป็นสื่อ คุณขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่พอเกิดรัฐประหารอ้าว..คุณไปร่วมสังวาสกับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ไปรับเป็นสมาชิกสภาให้พวกเขา แล้วคุณจะไปทำหน้าที่สื่อได้ไง ทำไมคุณไม่เลือกเอาสักอย่าง ถ้าอยากทำสื่อก็อย่ารับ ถ้ารับก็ลาออกจากสื่อ แค่นี้มันก็หมดเรื่องพูดกันแล้ว มันหน้าด้าน คุณควรจะทำหน้าที่ตรวจสอบของคุณไป อย่างที่มันเคยเป็นมา มันขาดสปิริตไปเสียทุกคน” นี่เป็นความเห็นของเขาต่อเหตุการณ์รอบๆ ตัว

“ผมถึงได้ประกาศไงว่า ผมไม่เอาด้วยแล้ว ไม่ขออภัยในความไม่สะดวกกับใครด้วย ไม่ต้องมาฟังอีกครั้ง บอกกันครั้งเดียวพอ วงการหนังไทยไม่มีผมก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนหรือล่มสลายอะไร ขอให้บรรดาพวกที่เคยแต่ด่า แต่ตำหนิ ไม่เคยเสียสละ ลองโดดลงมาทำกันมั่งก็แล้วกัน ผมขอเป็นคนนั่งดูบ้าง ก็เท่านั้นแหละ”

ถ้าจะถามว่าเวลาที่เหลืออยู่นั้นเขาจะเอาไปทำอะไร เสือเตี้ย ไม่ได้ตอบ ได้แต่หัวเราะลั่น ในแบบเจ้าของฉายา “เจ้ากรมหูแตก”

“เลี้ยงลูกดีกว่า ฝาแฝดอายุ 12 คนโต 14 แล้วก็ดิ้นรนหากินไปตามอัตภาพ หนังไทยได้ทำก็ทำ ไม่ได้ทำก็เลิก ลูกผมสามคนมันไม่เคยเรียกร้องอะไรจากผมเลย แต่มันทำให้ผมยิ้มได้แม้กระทั่งเวลาที่ไม่มีเงินในกระเป๋าสักบาท” เขาหยุดนิดหนึ่งก่อนจะกล่าวอย่างสบายอารมณ์ “ผมบรรลุทางธรรมแล้ว กับวงการหนังไทย”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์