เต่านินจาคืนชีพ ชิงตำแหน่งจากนักรบสปาร์ตา

Home / ข่าวหนัง / เต่านินจาคืนชีพ ชิงตำแหน่งจากนักรบสปาร์ตา

TMNT หนังการ์ตูนคอมพิวเตอร์ที่เอา Teenage Mutant Ninja Turtles มาสร้างหลอกเด็กยุคใหม่ ทำเงินอันดับหนึ่ง 25.4 ล้านดอลลาร์ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีหนังใหม่เข้าฉาย 6 เรื่อง ทำให้ “300” หนังนักรบสปาร์ตาตกไปอยู่อันดับสอง 20.5 ล้านดอลลาร์ แต่รายได้ 3 สัปดาห์ขึ้นไปถึง 162.4 ล้านดอลลาร์แล้ว ขณะที่ในตลาดต่างประเทศก็ทำเงินไปแล้ว 79 ล้านดอลลาร์

TMNT เป็นผลงานการร่วมทุนของวอเนอร์กับบริษัทไวน์สไตน์ แบ่งสิทธิจัดจำหน่ายในอเมริกากับต่างประเทศ ปีนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับวอเนอร์ ซึ่งลงทุนสร้าง “300” แค่ 65 ล้านดอลลาร์ หลังจากปีที่แล้วล้มเหลวกับ Poseidon และ Superman Returns จนตกจากสตูดิโออันดับหนึ่งไปอยู่อันดับสี่ ครั้งสุดท้ายที่วอเนอร์มีหนังติดอันดับหนึ่งและสองต้องย้อนไปปี 2001 โน่น

Teenage Mutant Ninja Turtles ออกมาอาละวาด 3 ภาคในต้นทศวรรษ 1990 หนังภาคแรกก็ทำเงินได้ 25.4 ล้านดอลลาร์ แต่เทียบค่าตั๋วปัจจุบันอยู่ประมาณ 40 ล้านดอลลาร์ รายรับรวม 135.3 ล้านดอลลาร์ เทียบค่าตั๋ววันนี้ราว 210 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี หนังภาคต่อมาทำเงินลดลงเรื่อยๆ จนภาคสามทำเงินได้แค่ 1 ใน 3 กระนั้นเต่านินจาก็ไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ในวิดีโอเกมและการ์ตูน จนปัดฝุ่นมาสร้างใหม่

วอเนอร์คาดว่า TMNT ซึ่งลงทุนสร้าง 30 ล้านดอลลาร์ จะทำเงินสิบกว่าล้านเท่านั้นในสัปดาห์แรก แต่ก็สูงเกินคาด หนังเข้าฉาย 3,110 โรง รายได้เฉลี่ย 8,183 ดอลลาร์ต่อโรง ผลสำรวจคนดูพบว่า 28% อายุต่ำกว่า 12 ขวบ อีก 28% เป็นพ่อแม่ 22% อายุ 12-17 และอีก 22% อายุมากกว่า 18 โดยบางคนก็เป็นแฟนเต่านินจามาตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน

อันดับสามเป็นหนังทริลเลอร์ Shooter นำแสดงโดยมาร์ก วอห์ลเบิร์ก เป็นมือลอบสังหารที่ต้องป้องกันการลอบสังหารประธานาธิบดี ทำเงินได้ 14.5 ล้านดอลลาร์ รายได้เฉลี่ย 5,167 ดอลลาร์จาก 2,806 โรง คนดู 2 ใน 3 อายุเกิน 25 พาราเมาท์บอกว่าเป็นไปตามความคาดหมาย จากที่ลงทุนสร้างไป 60 ล้านดอลลาร์

อันดับ 4 เป็น Wild Hogs หนังตลกวัยกลางคนยังทำเงินต่อเนื่อง 14.4 ล้านดอลลาร์ รายรับรวม 123.8 ล้านดอลลาร์ โดยรายได้ลดจากสัปดาห์ก่อนแค่ 25% เท่านั้น

อันดับ 5 The Last Mimzy หนังแฟนตาซีครอบครัว เรื่องของเด็ก 2 คนกับกล่องของเล่นมหัศจรรย์ กำกับโดยโรเบิร์ต เชย์ ประธานและ CEO ร่วมของนิวไลน์ ที่โดดลงมาทำหนังเอง ทำเงินได้ 10.2 ล้านดอลลาร์ รายได้เฉลี่ย 3,380 ดอลลาร์ จาก 3,017 โรง

อันดับ 7 The Hills Have Eyes 2 หนังสยองภาคต่อจากภาคแรกปีที่แล้ว ซึ่งก็เอาหนังเก่าของเวส คราเวน มาทำใหม่ แล้วยังขยายเป็นภาคต่อ ทำเงินได้ 10 ล้านดอลลาร์ จาก 2,447 โรง รายได้เฉลี่ย 4,086 ดอลลาร์ หนังภาคแรกปีที่แล้วเปิดตัว 15.7 ล้านดอลลาร์ รายรับรวม 41.8 ล้านดอลลาร์ ภาคสองก็คงย่ำแย่กว่า แต่ฟอกซ์อตอมมิก ในเครือฟอกซ์เสิร์ชไลท์ ลงทุนสร้างไปแค่ 15 ล้านดอลลาร์ จึงมั่นใจว่ากำไรเห็นๆ

อันดับ 8 Reign Over Me นำแสดงโดยอดัม แซนด์เลอร์ แต่เป็นหนังดรามา ไม่ใช่หนังตลกอย่าง Click ที่โกยเงินเมื่อปีที่แล้ว แซนด์เลอร์แสดงเป็นผู้ชายที่สูญเสียครอบครัวในเหตุการณ์ 11 ก.ย. หนังได้คำวิจารณ์ในแง่ดี แต่แน่ล่ะคนดูไม่เยอะ จึงทำเงินแค่ 8 ล้านดอลลาร์ รายได้เฉลี่ย 4,787 ดอลลาร์ จาก 1,671 โรง โคลัมเบียลงทุนสร้างไป 20 ล้านดอลลาร์

อันดับ 9 แย่ที่สุดในบรรดาหนังเข้าใหม่ Pride หนังกีฬาซึ่งเทอเรนซ์ โฮเวิร์ด แสดงเป็นโค้ชว่ายน้ำ ทำเงินได้ 4 ล้านดอลลาร์ รายได้เฉลี่ย 2,635 ดอลลาร์ จาก 1,518 โรง

ที่มาจากหนังสือพิมพ์