หนังสิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก หนังรักของวัยกระโปรงบานขาสั้นที่ได้ 2 เพื่อนซี้ “เสนาเพชร” และ “วศิน ปกป้อง” จับมือกันร่วมกำกับ งานนี้ลองมาฟังความคิดของทั้งสองว่าคิดยังไงกับหนัีงเรื่องนี้กัน
Q เป็นไงมาไงถึงคิดมากำกับหนังร่วมกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของทั้สองคน
เสนาเพชร : คือเราเคยคุยด้วยกันว่าอยากทำหนังด้วยกันซักเรื่องหนึ่ง ผมรู้สึกว่าตัวเองบ่มมาหลายทางแล้ว รายการทีวีก็ทำแล้ว ละครเวทีก็ทำแล้ว ละครทีวีก็ทำแล้ว แต่เรื่องหนังเมื่อก่อนผมเล่น แล้วก็รู้สึกว่ามันห่างหายไปนานมากเลย พอดีคุณวสินเขาก็อยู่พวกเบื้องหลังมาเยอะ ทั้งเอ็มวีทั้งทีวี หรือภาพยนตร์ ก็เลยคุยกันว่าอยากทำภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ก็เลยมีการคุยกัน
วศิน : คือเราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มัธยมแล้ว ร่วม 20 ปี แล้วไม่เคยทำงานเต็มๆร่วมกันซักที พอเจอกันก็เลยเอาว่ะ เอาเลยดีกว่า

Q จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์หนัง “สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก”
เสนาเพชร : คือตอนแรกเราก็มองที่จะทำอะไรให้มันตลก เฮฮาให้หัวทิ่มหัวตำไปเลย คือตลกเรื่องเฮฮาคือตัวผม แต่พอไปคุยกับเพื่อนอีกหลายคน คือหนังแนวกระโปงบานขาสั้นมันหายไปนะ หนัง feel good หนังเด็กๆมันหายไป เราก็รับโจทย์มา แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะนำเสนอประเด็นความรักแบบไหน ก็มานั่งคุยกันไปเรื่อย ตอนนั้นยังคุยเรื่องตลกกันอยู่เลย
วศิน : คือตอนนั้นก็มีหลายพล็อตที่คิดเอาไว้ มีแบบตลกแหลกลานเลย แล้วเราก็ถามไปเรื่อยว่าใครมีเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับความรักบ้าง เพราะเราตั้งใจจะดึงประสบการณ์ร่วมของคนที่เจ๋งๆ ที่เกี่ยวกับความรัก
Q แบบนี้ก็เท่ากับว่าต้องมีการรีเสิร์ทเพื่อหาประเด็นความรักที่โดนใจที่สุดเพื่อนำมาทำเป็นหนังเรื่องนี้
เสนาเพชร : คือในที่ทำงานจะมีน้องๆ ที่เป็นนักศึกษาอยู่เยอะมาก เราก็เลยถามว่า ใครมีเรื่องรักกุ๊กกิ๊กอะไรบ้างรึเปล่า แล้วก็มีน้องคนหนึ่งเขาเล่าเรื่องความรักของเขาให้ฟัง ว่าเขาแอบรักผู้ชายคนหนึ่งมานานแล้ว แล้วเป็นเรื่องตอนที่เขาอยู่ ม.1 พอเล่าเสร็จผมก็ยกโทรศัพท์โทรหา วสิน เลย ว่าเราเจอแล้วสิ่งที่เรากำลังพยามหาคำว่ากระโปงบานขาสั้น ลองมาฟังเรื่องนี้ดิ
วศิน : ผมก็เข้ามาฟัง ฟังเสร็จก็มองหน้ากัน นี่มันหนังชัดๆเลยนะ มีทุกอย่างที่ควรจะมีไว้ให้เราหมดแล้ว

Q คือกำลังจะบอกว่าไอเดียและที่มาของหนังเรื่องนี้มาจากเรื่องจริง
เสนาเพชร : คือพอได้ฟังแล้วมันมีจุดหักเห จุดตลก จุดกุ๊กกิ๊ก จุดน่ารัก ซึ่งมีหมดเลยซึ่งเป็นเรื่องจริงของผู้หญิงคนหนึ่ง เราก็เลยมองว่าถ้ามันเป็นหนัง มันน่าจะบอกความรู้สึกของผู้หญิงได้หลายคนมาก ที่เคยอยู่ในอารมณ์นี้
วศิน : เรื่องราวราวมันเป็นสมัยพี่อยู่ มส.1 อยู่ ป.7 กับเรื่องที่ทุกคนเจอ รุ่นใหม่ก็จะเป็น ม.1 ก็จะเป็นแบบนี้ ซึ่งพี่เองก็มีเหมือนกัน คือมีเรื่องราวที่ไปแอบชอบเขา คือจริงๆ ก็อยากทำหนังแบบนี้เหมือนกัน แต่มันหาเรื่องไม่ได้ คือมันเป็นความรู้สึกที่โรแมนติกมาก คือแบบความรู้สึกนี้ หรือที่เรียกว่าความรัก คือตลอดทั้ง 2-3 ปีนั้นมีความสุขมาก แต่ไม่ได้พูดอะไรกับเขาเลยนะ
เสนาเพชร : เคยมั้ยคือแค่ให้เขาเดินผ่านแล้วได้กลิ่นยาสระผมของเขาก็ชื่นใจแล้ว คือผู้ชายก็เป็นอ่ะ
วศิน : เห็นรองเท้าหน้าห้อง โหยเราเกิดมาคู่กัน

เสนาเพชร : คือทุกคนมีหมด เราก็เลยคิดว่าน่าจะทำอะไรได้บ้างเกี่ยวกับภาพยนตร์
วศิน : เพราะฉะนั้นมันก็เลยมีความรู้สึกร่วมเยอะ แล้วเราอยากทำหนังแบบนี้อยู่แล้ว แล้วมันเหมือนไฟท์บังคับว่าทุกคนต้องผ่านช่วงเวลานี้ แล้วมันมีอยู่แค่ 3 ปีในชีวิตคนเรา แล้วหลังจากนั้นไอ้ความรู้สึกโรแมนติกในตอนนั้นมันหายไปแล้วนะ คือถามคนอื่นได้เลยนะว่าความรู้สึกตอนนั้นกับตอนที่เราอายุเยอะขึ้นมันต่าง กันอย่างไร
Q จากไอเดียตรงนั้นเรามาสานต่อเป็นเรื่องราวของ “สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก” ออกมาในแบบไหน
วศิน : มันเป็นเรื่องของเด็ก ม.1 ที่ไม่สวยเลย หรือจะเรียกว่าหน้าปลวกก็ได้ แต่ไปหลงรักพี่ม.4 ที่หล่อเท่ที่สุดในโรงเรียน สาวในโรงเรียนกรี๊ดเขาหมดอ่ะ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือมันเปลี่ยนแปลงตัวเองจนกลายเป็นดาวของโรงเรียน เพื่อให้พี่เขาสนใจหรือหันมามองซักครั้งนึงอ่ะครับ
เสนาเพชร : สรุปก็คือเขาทำทุกอย่าง กว่าจะขึ้นมาเป็นดาวของเขา มันด้วยเหตุการณ์หลายๆ อย่างทำให้เขาเป็นดาวโรงเรียนอย่างน่ารัก
Q มุมมองหรือประเด็นความรักที่หนังเรื่องนี้กำลังจะสื่อสารคืออะไร
เสนาเพชร : ผมคิดว่ามันคือความประทับใจแรกของคำว่ารัก เราจะเก็บสิ่งนั้นไว้อยู่ในใจตลอดเวลาว่า ผู้หญิงคนนี้เรารักนะ อย่างถามผมว่าผู้หญิงคนนี้ชื่ออะไร ผมจะจำได้แม้กระทั่ง ชื่อจริง ชื่อเล่น นามสกุล หรือชื่อพ่อ หรือลองถามทุกคนเขาก็จำชื่อผู้ชายที่เขาชอบได้หมดทุกคนทั้งชื่อเล่น นามสกุล พ่อชื่ออะไร นามสกุลอะไร มันเป็นความจำที่ซ่อนอยู่ในใจ พองัดออกมาก็สามารถพูดได้ตรงเป๊ะเลย นี่คือความประทับใจ ในมุมของผมนะ
วศิน : ที่จริงมันพูดถึงมุมที่ใช้ความรักในด้านบวกอ่ะครับ คือแทนที่ตัวละครจะใช้ความรักในแง่ลบ กินเหล้า ยั่วยวนผู้ชาย แต่เรากลับเอาความรักมาพัฒนาตัวเองให้มันดีทุกอย่าง นี่คือนิยามของเรื่องนี้

เสนาเพชร : คือเอาความรักเป็นตัวตั้ง และก่อประโยชน์ให้ตัวเองให้ได้มากที่สุด
วศิน : ใช่ คือใช้ในแง่บวกทั้งหมด แล้วเวลาเราใช้มันมีพลังมหาศาลเลย มันสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกเยอะเลย
Q มาถึงตัวละคร “น้ำ” ที่ถือเป็นตัวละครที่จะนำพาคนดูไปสัมผัสถึงความรักอีกครั้ง มีการวางโจทย์กับตัวละครตัวนี้อย่างไรบ้าง
เสนาเพชร : ก็คุยกับน้องที่เป็นเจ้าของเรื่องมากขึ้น ให้เขาช่วยเขียนความในใจมาซักหนึ่งอัน แล้วก็ขอรูปเขาสมัยเรียนมัธยมมาดู คือหน้าไม่สวยเลย ผมเรียกว่าความรักหน้าเหี่ยง คือน้องเขาเอารูปมาให้ดูหน้าเขาเหี่ยงจริงๆอะ ดำๆอ้วนๆ หัวฟูๆ แล้วก็เอารูปเพื่อนเขามา เราก็เอาคาแรกเตอร์ตัวเขาเป็นหลัก กับเพื่อนๆตัวจริงที่เขามีอยู่ เราก็เริ่มเปิดแคสติ้ง
วศิน : ซึ่งตัวเขาจริงก็เป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่งเลย ที่ไม่สวยด้วย ผมคิดว่ามีคนเยอะแยะเลยที่มีคาแรกเตอร์แบบนี้ เป็นคนธรรมดาเลย แต่วันหนึ่งที่เขาจะทำมัน เขาก็จะทำมันให้สำเร็จให้ได้ ผมคิดว่ามันก็คล้ายๆกับใครหลายๆคน ผมเองก็เป็นแบบนั้นแหละตอนที่เราไปชอบผู้หญิงที่สวยมากในโรงเรียน

Q ความยากลำบากในการแคสติ้งเด็กผู้หญิงที่จะมารับบทเป็นน้ำเป็นอย่างไรบ้าง
เสนาเพชร : ตอนที่เราเปิดแคสติ้ง คือผมต้องการคนไม่สวยมาก คือไม่อยากสวยสุดๆ เพราะอยากเห็นพัฒนาการ ฉะนั้นเราก็เลยคัดเอาคนสวยมาร้อยกว่าคนที่อยู่ในวัย 15-17 คือเราเอามาแทบครบทั้งนางแบบนางเอกมิวสิค หรือแฟชั่นแมกกาซีน ดาวทุกโรงเรียนในวัยมัธยม ความสวยเยอะนะ แต่ที่เราต้องเลือกใบเฟิร์นเพราะว่ามีความสวยที่ไม่สวยอ่ะ บางคนเขาสวยที่พร้อมจะเป็นสตาร์ มีแอ๊คติ้งคือพร้อมที่จะเป็นนางเอกละครไปแล้ว
วศิน : และใบเฟิร์นไม่รู้ด้วยว่าตัวเองสวย เขาจะรู้สึกว่าหนูแย่หรือไอ้นั่นไอ้นี่ ไม่รู้ว่าพี่เขาจะเลือกไหม คือใบเฟิร์นมีอาการของคนไม่สวยอยู่ คือคนสวยจะดูออกว่าจะเชิดหยิ่งว่าตัวเองสวย แต่นี่เขาไม่มีอาการนั้นเลย แล้วพอให้ลองแสดงเขาก็เล่นได้ดีเลยครับ
เสนาเพชร : ก็เลยเลือกใบเฟิร์น แล้วหน้าเขาคือมันไม่มีการทำ คือไม่รู้ว่าเคยผ่านการจัดฟันมารึเปล่า แต่เวลาลักษณะของปากเวลาพูดคุยคือบางคนเด็กจัดฟันบางทีมันจะเสียส่วนการพูดการจา คือเราก็บอกไม่ถูก ฟันมันถูกถอนไป 4 ซี่ มันอาจจะทำให้กรามมันเบี้ยวไปได้
วศิน : แต่เขาน่าสนใจตั้งแต่ลองแคสแล้ว คือลองให้เล่นอะไรก็ตาม เขาก็น่าสนใจอยู่แล้ว แต่กว่าจะเลือกเขาได้ ก็เลือกมาเป็น 100 เหมือนกัน สุดท้ายคือใบเฟิร์นคือเราเลือกมารับบทสำคัญที่สุดของเรื่องนี้
Q หลังจากนั้นมีการพูดคุยกับใบเฟิร์นอย่างไรบ้าง
เสนาเพชร : คือเราก็อยากดูอาการเข าเวลาบอกว่าไม่สวยเขาจะมีอาการอย่างไร เราอยากจับแอ๊กติ้งเขาก่อน แล้วหน้าอย่างนี้ไหวเหรอ เราก็จะดูเขาเวลาที่มีแต่คนพูดกรอกหูว่าไม่สวยเขาจะมีอาการอย่างไร
วศิน : แต่สุดท้ายก็เอาบทให้เขาอ่าน เขาก็ชอบมาก อยากเล่น แล้วแม่ของใบเฟิร์นก็อ่าน เขาก็ชอบมาก

Q มาที่พระเอกสุดหล่อ “มาริโอ้” ที่มารับบทเป็นหนุ่มสุดหล่อขวัญใจสาวๆ ในเรื่องนี้
วศิน : คือตัวมาริโอ้เป็นภาพที่อยากได้มาตั้งแต่แรกเลย มาตั้งแต่ยังไม่มีบท มาตั้งแต่ฟังเรื่องของน้องคนที่ว่าอยู่เลยก็คิดถึงมาริโอ้แล้ว
เสนาเพชร : เราก็มองถึงตัวละครที่ว่าถ้าโผล่ขึ้นมาแล้วผู้หญิงมองก่อนเลย ความป๊อปปูล่าให้คนเขาชื่นชอบได้ ถ้าเป็นผมไปเดินก็คงไม่มีใครมอง คือมาริโอ้มองแวบแรกก็จะรู้สึกว่าหล่อ หน้าตาดี แล้วในวัยเท่าๆ กันมันก็มีไม่กี่คนที่ดูแล้วหล่อเทพอ่ะ
วศิน : แล้วเขามีความอบอุ่นอยู่ในสายตาเขาอ่ะ คือแทบจะไม่ต้องบอกเวลาที่เขามองมันแบบอบอุ่นเป็นมิตร เราถึงเลือก
Q คือตั้งใจเลือกมาริโอ้ตั้งแต่แรกแล้ว ไม่มีคู่แข่งเลย
เสนาเพชร : คือเราไปเจอเขาตั้งแต่แรกแล้ว เราก็เล่าบทบาทให้เขาฟัง เขาก็บอกว่าบทบาทแบบนี้เป็นบทที่เขาไม่เคยรับมาก่อน เซอร์นิดๆ ทะลึ่งหน่อยๆ เขาก็บอกเลยว่าอาจะให้โอ้เล่นอย่างไรบอกเลยนะครับ จะให้เล่นใหม่ก็บอกได้เลย โอ้เล่นได้ทุกอย่าง เพราะเขาอยากเปลี่ยนคาแรกเตอร์ตัวเองอยู่แล้ว
Q ถือว่าเปลี่ยนคาแรกเตอร์ของโอ้ไปเลย
วศิน : ใช่คือเขาเห็นอะไรก็เฮฮาไปหมด เป็นคนจิตใจดีชอบช่วยเหลือผู้อื่น คือเขาเป็นคนด้านบวกอยู่แล้วอ่ะ ในคาแรกเตอร์นะ เพียงแต่เขาจะคิดอะไรที่มันนอกกรอบหน่อย
เสนาเพชร : อย่างท่าเต้นในหนังเขาเป็นคนคิดเองนะ เราบอกว่าให้โอ้เต้นท่าอะไรที่มันหลุดโลก เราก็พยามทำท่าให้ดู หรือถามว่าโอ้มีท่าอะไรมั้ย เขาก็คิดท่าของเขามาก็น่ารักดี จริงๆแล้วโอ้เขาเป็นเด็กซนนะ แต่ด้วยความหล่อความเป็นซุปเปอร์สตาร์ทำให้ความซนเขาออกมากไม่ได้ แต่พอเราไปถึงที่กองถ่ายบรรยากาศของกองถ่าย หรือเพื่อนๆรอบข้างด้วยวัยที่ไกล้เคียงกันก็ซี้กันไปหมดเลย เดินกอดคอกันไป แทบไม่ได้มาอยู่กับพวกเรา
Q แล้วกับตุ๊กกี้ ที่มารับบทเป็นคุณครูสวยๆ ในเรื่อง
เสนาเพชร : คือตัวละครตัวนี้ คือเรามีเด็กแล้ว เราก็ควรจะมีครูซักคู่นึงเพื่อเป็นการเปรียบเทียบ มันมีครูสวย ครูไม่สวย เด็กสวย เด็กไม่สวย เรื่องราวมันก็ขนานกันไปเป็นเส้นนึง
วศิน : คือครูก็คอยผลักดันเด็กให้ก้าวหน้าต่อไป ได้เล่นละครได้ทำนั่นทำนี่ เพราะว่า ครูตุ๊กกี้เขาก็มีปัญหาของเขาเหมือนกัน คือเขาไปชอบครูพละคนนึงซึ่งคู่แข่งของเขาคือครูเจี๊ยบ พิจิตรา แต่ว่ามุกของเขาคือตุ๊กกี้จะบอกว่าเรื่องความสวยนั้นสูสี มาแข่งกันที่ผลงานดีกว่า ฉะนั้นทั้ง 2 คนเลยมาแข่งกันที่ผลงาน เพื่อให้ครูพละสนใจ แต่ว่าการที่จะทำผลงานดังกล่าวมันก็เป็นการผลักดันนางเอกให้ก้าวหน้าต่อไป
Q สำหรับตุ๊กกี้เรื่องมุกเขาดีไซน์ของเขาเองรึเปล่า
เสนาเพชร : ใช่เขาช่วยเราคิดเยอะเลย เราบอกไปเขาเติมมา
วศิน : บางทีก็นึกไม่ถึงนะ เห็นตรงนั้นเลยอ่ะ คือแบบเฮ้ยไปอย่างนั้นเลยเหรอ คือขำกันทั้งกองอ่ะ
Q หนังเรื่องนี้ได้มีการหยิบเอาตำรารักพิชิตใจหนุ่มที่สาวๆ ต้องรู้จักในสมัยเด็กมาเป็นตัวเล่าเรื่องด้วย
เสนาเพชร : ชื่อหนังสือมันคือ 9 สูตรรักฉบับนักเรียน สิ่งที่ใช้กันบ่อยที่สุดที่เราถามเด็กนักเรียนที่อยู่ในเหตุการณ์แบบนี้ ใช้บ่อยจริงๆ ก็คือสะกดจิต คืออยู่ใกล้ๆ กันก็แบบ หันมาๆๆๆๆ เฮ้ยเค้าหันแล้ว ก็แสดงว่าจิตมันสัมพันธ์กัน คือส่วนใหญ่เด็กทุกคนใช้อ่ะ
วศิน : แล้วมันก็มีเด็กนักเรียนที่โรงเรียนนั้นอ่ะครับ เขาก็อ่านบทแล้วเขาก็ไปพูดกันว่าเฮ้ยเราลองดูแล้วอ่ะ พี่เขาหันจริงๆด้วย คือเป็นพี่ที่เขาชอบจริงๆ อ่ะ แล้วมาแสดงอยู่ในหนังด้วย
เสนาเพชร : อีกวิธีหนึ่งก็คือแอบเอาของไปให้ ช็อกโกแลต ก็เป็นสูตรที่เขาใช้กันจริงๆ แล้วก็จะมีเช่นเขียนไดอะรี่ด้วย
วศิน : มีแบบเดินสวนกันและบอกเบาๆ คือบอกความรู้สึกไปเลย คือพูดออกไปเลยแต่ให้เบาที่สุด มันก็จะมีที่มาจากหลายๆที่ ที่เขาใช้กันจริงๆ
เสนาเพชร : คือเด็กอ่ะไม่รู้จะทำอย่างไรให้ผู้ชายเขาสนใจ แต่พอเจอหนังสือนี้ มันได้ผลก็เอามาลอง เหมือนทำแบบฝึกหัดอ่ะ เหมือนเป็นคู่มืออ่ะ จะลองดีมั้ยว่ะ
วศิน : แต่จริงๆแล้วฮา มันเป็นเรื่องอารมณ์ขันในหนังอ่ะครับ
Q สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารักมันส่งผลอย่างไรกับตัวเราในมุมมองของผู้กำกับ
เสนาเพชร : เรารู้สึกว่ามันเป็นการตัดสินใจบางอย่างว่าถ้าเรารู้สึกอย่างนี้กับเขาแล้ว เราจะทำอย่างไรต่อไป รักเขา อยากทะนุถนอมเขา หรืออยากทำลายเขา ฉะนั้นรักเขาเราก็ควรจะทำในสิ่งที่ดี เขาก็จะเห็นเราดีไปด้วย ผมว่าเด็กสมัยนี้ความรักมันแปลก มันเป็นการมุ่งทำลายมากกว่ารักที่เรามีในวัยนี้ วัยใสที่เราอยากทะนุถนอม แต่เด็กสมัยนี้คือมีรักและอยากทำลายอย่างเดียว คนดูถ้าดูหนังเรื่องนี้จะรู้สึกว่าถ้ามีรักในวัยนี้มันน่าทะนุถนอมมาก
วศิน : ผมได้รู้ว่าความรักมันมีพลังมากแค่ไหน และจนถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังเห็นคุณค่าของมันอยู่ คือบางทีเราโกรธมาก แต่รอยเชื่อมที่เป็นความรักมันทำให้เราดูเบาลงหมดเลย คือโกรธแป๊บเดียว แต่พอเราเอาพลังตรงนี้มาใช้เราก็จะคิดว่าเราโกรธทำไมว่ะเนี่ย นี่คือสิ่งที่เราได้ตอนนั้น
Q คนดูเมื่อดูหนังเรื่องนี้จะได้อะไรกลับไป
เสนาเพชร : ยิ้มครับ ผมอยากให้เขามาดูอะไรที่มันสบายๆ ดูความน่ารักของเด็ก ความคิดของเด็กที่มันใสและบริสุทธิ์ในการทำอะไรบางอย่างออกไป ทั้งการพูดการจา คือเห็นแล้วจะนึกดูว่าเออ ฉันก็เคยมีเรื่องแบบนี้เหมือนกันนะ ตอนนั้นฉันอยู่ม.1 แอบชอบพี่ที่เป็นนักตะกร้อ และอาจจะมีบางอย่างที่เขานึกและย้อนกลับไปได้ และคุยกับคนข้างๆว่าฉันก็มีว่ะ พี่เขาเป็นประธานเชียร์ แล้วก็เล่ากันไปแลกกันไปคุยกันไป น่าจะทำให้คนรู้สึกแบบนี้ออกมาได้ อมยิ้มออกมาแล้วนึกถึงความรักของตัวเองสมัยมัธยม
วศิน : อยากให้เขายิ้ม และคิดถึงความรู้สึกตรงนั้น คือเราเคยมีความรู้สึกนั้นอยู่นะ มันอาจจะหายเป็นเป็นสิบปี แต่คิดว่าถ้าทุกคนที่ไปดูแล้วคงจำความรู้สึกเหล่านั้นได้อ่ะ
เสนาเพชร : สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดคือ ถามผู้หญิงคนหนึ่งว่า จำได้มั้ยว่าเคยแอบรักใคร ผู้หญิงก็ตอบด้วยสายตาที่ใสปิ๊งเลย พี่เขาชี่อนี่ๆๆ ถ้าผู้ชายคนนี้กลับมาจีบเราเป็นแฟน จะยอมรับเขาเป็นแฟนมั้ย เขาตอบว่าไม่ อ้าวเราถามว่าทำไมอ่ะ เขาบอกว่า พี่หนูนึกถึงเขามันเป็นความรู้สึกที่แปล๊บๆอยู่ในหัวใจ ซึ่งเรารู้สึกว่ามันดีมากเลย เหมือนเราไปสปาร์คหัวใจให้มันฟื้นขึ้นมา แต่ถ้ามาจีบหนูมันก็อาจจะนึกถึงความไม่ดีของเขา มีหึงหวงกัน จะทะเลาะกัน และมันจะทำลายทุกอย่างที่เก็บไว้ ไอ้สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารักจะถูกทำลายอยู่ในหัวใจ เขาจึงรู้สึกว่าเก็บไว้จี๊ดๆในหัวใจดีกว่า ก็แสดงว่าอารมณ์นี้ต้องมีในหัวใจผู้หญิง ถ้าได้ดูหนังเรื่องนี้มันก็ยังจี๊ดๆต่อไป
Q ฝากภาพยนตร์สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก
วศิน : ก็อยากให้ไปดูกันเยอะๆเพราะว่า ผมก็เป็นคนดูที่มากกว่าเป็นคนทำหนัง ฉะนั้นผมก็ทำสิ่งที่คนดูอยากจะดู แล้วมีความสุขออกมา ขอให้ไปดูกันเยอะๆ
เสนาเพชร : ก็อยากให้ทุกคนเข้าไปจับความรู้สึกแรกของคำว่ารัก มันมีพลังแค่ไหน และมันน่าจดจำแค่ไหน บอกคนข้างๆ ถึงแม้เขาจะไม่มีความรัก ลองเข้าไปดูเขาอาจจะนึกถึงความรักในสมัยนั้น กระตุ้นจุดสปาร์คจี๊ดๆ ต่อคนอื่นๆ ได้ ไปดูกันครับ หนังใสๆ ยิ้มสบายๆ เด็กเล็กๆน่ารัก กับ….สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารักครับ
ติดตามเรื่องราวความรักใสใสในภาพยนตร์ สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก 12 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์
แท็ก: พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร, มาริโอ้ เมาเร่อ, วศิน ปกป้อง, สหมงคลฟิล์ม, สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก, เวิร์คพ้อยท์, เสนาเพชร, ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนด ลือวิเศษไพบูลย์




