หนังเข้มๆ แบบ เอ๋อตงเซิง ผู้กำกับฮ่องกงรุ่นใหญ่จาก Sword Master

Home / bioscope, หนังเอเชีย / หนังเข้มๆ แบบ เอ๋อตงเซิง ผู้กำกับฮ่องกงรุ่นใหญ่จาก Sword Master

ดีเรก ยี (Derek Yee) หรือ เอ๋อตงเซิง (ในรูปคนซ้ายมือ) คือหนึ่งในคนทำหนังชาวฮ่องกงที่เติบโตและเริ่มสร้างชื่อเสียงมาในช่วงต้นยุค 90 ที่เข้าสู่วงการในฐานะนักแสดงตั้งแต่จบมัธยม ด้วยการรับบทในหนังกำลังภายในของ ชอว์ บราเดอร์ (ในช่วงที่หนังแนวนี้เริ่มเสื่อมความนิยม) ก่อนจะก้าวเข้ามาเป็นคนเบื้องหลังและผู้กำกับเต็มตัว

แต่ไม่น่าเชื่อว่าตลอดชีวิตของ เอ๋อตงเซิง ในวัย 58 ปี ยังไม่เคยกำกับหนังแนวกำลังภายในแม้แต่เรื่องเดียว กับผลงานล่าสุดของเขาอย่าง Sword Master จึงคล้ายๆ เป็นการทำงานที่พาตัวเขากลับไปสู่จุดเริ่มของชีวิตในวงการหนังอีกครั้ง ซึ่งเอาเข้าจริง มันช่างตรงกันข้ามกับผลงานหนังที่ผ่านมาของตัวเขาอย่างสิ้นเชิง

0000

The Lunatics (1986)
ก้าวแรก..ในโลกของคนแพ้

เอ๋อตงเซิงเกิดและเติบโตในครอบครัวคนทำหนัง มีพ่อเป็นผู้อำนวยการสร้าง แม่เป็นนางเอกหนังขาวดำยุค 50 และมีพี่ชายเป็นนักแสดงชื่อดังคือ เดวิด เจียง ก่อนจะเริ่มหันเหความสนใจจากการเป็นนักแสดงสู่การกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก (โดยมีคนทำหนังร่วมรุ่นอย่าง หว่องกาไว และ ปีเตอร์ ชาน) อย่าง The Lunatics (1986 – ‘เสี้ยวชีวิตพรหมลิขิตโหด’) หลังทำงานเขียนบทมาได้สักระยะ ซึ่งเอาเข้าจริง สิ่งที่ตัวเอ๋อตงเซิงสนใจคงคล้ายๆ กับคนทำหนังร่วมรุ่นในตอนนั้น นั่นคือการหยิบเอาประเด็นทางสังคมและชีวิตประจำวันมาทำเป็นหนังนั่นเอง

The Lunatics (1986)
The Lunatics (1986)

“ตอนทำ The Lunatics ผมตื่นเต้นจนมือสั่นไปหมด จนต้องซุกมือเอาไว้ในกระเป๋ากางเกง” แม้จะยอมรับว่าประสบการณ์การทำงานหลังกล้องยังไม่พอในตอนนั้น แต่เอ๋อตงเซิงก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำงาน โดย The Lunatics เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของนักสังคมสงเคราะห์ผู้ทุ่มเทในการดูแลคนเร่ร่อน กับชายหนุ่มเนื้อตัวมอมแมมเสียสติ หนังออกฉายในปี 1986 ปีที่ฮ่องกงผงาดขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเงินชั้นนำของโลก ทว่าหนังเรื่องนี้ของเอ๋อตงเซิงกลับพูดถึงโลกของคนผู้พ่ายแพ้ และผู้รักษาอุดมการณ์ของตัวจนแม้แต่ชีวิตของตนก็ไม่อาจรักษาไว้ได้!!

peoples-heroma
People’s Hero (1987)

People’s Hero (1987)
ความสง่างามอันจอมปลอม

ในช่วงเวลาที่ฮ่องกงกำลังหลงรักหนังอาชญากรรมแสนโรแมนติกของ จอห์น วู ที่เชิดชูเรื่องวีรบุรุษอันได้แรวคิดจากหนังกำลังภายในโดยตรง เอ๋อตงเซิงกลับเล่าถึงความจอมปลอมของแนวคิดนี้ ผ่านหนังซึ่งดัดแปลงจาก Dog Day Afternoon ผลงานคลาสสิคของ ซิตนีย์ ลูเม็ต เรื่องนี้

People’s Hero (‘ปล้นแหกคอก’) ได้สร้างช่วงเวลาพิเศษในหนังฮ่องกงไว้ ด้วยการนำโจรในโลกของความเป็นจริงกับโจรโรแมนติกฮีโร่ในหนังฮ่องกงมาเผชิญหน้ากัน ว่าด้วยโจรกระจอก (เหลียงเฉาเหว่ย) ที่โดนตำรวจล้อมธนาคารเอาไว้ ก่อนที่จะเจอกับมหาโจรหนีคดี ซันนี่ กู่ (ตี้หลุง) ที่บังเอิญเข้ามาอยู่ในฝูงตัวประกันในธนาคารตอนนั้นพอดี และขึ้นมาควบคุมสถานการณ์เสียเอง ซันนี่ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างดี เป็นตัวละครที่ฉลาด มีเสน่ห์ และชวนให้คนดูหลงรัก หากเมื่อตำรวจเริ่มไม่ทำตามข้อตกลงของเขา ซันนี้จึงตัดสินใจเล่นเกม โอน้อยออก เพื่อหาใครสักคนมาสังเวยความดื้อด้านของตำรวจครั้งนี้ !!

peoples_hero_1987
People’s Hero (1987)

เอ๋อตงเซิง นำตี้หลุงมาเล่นในบทที่แทบจะถอดมาจากเรื่อง A Better Tomorrow (1986 – ‘โหดเลวดี’) เป็นตัวละครที่พูดถึงคุณธรรมความดีตลอดเวลา แต่ไม่เคยสำเนียกถึงสิ่งที่ตนทำอยู่ ซึ่งบทสรุปของ People’s Hero ชวนให้นึกถึงงานในอีก 19 ปีต่อมาของเขาอย่าง Protégé (2007) ไม่น้อย เมื่อตัวละครต้องค้นพบความจริงอันแสนเจ็บปวด ไม่มีการหักเหลี่ยมเฉือนคมอันชาญฉลาด และความตายก็ไม่ใช่สิ่งหอมหวานสวยงามดังวีรบุรุษอีกต่อไป

Sword Master
Sword Master

น่าสนใจตรงที่ผลงานล่าสุดอย่าง Sword Master การมาทำหนังกำลังภายในซึ่งดัดแปลงจากวรรณกรรมชื่อดังของ โกวเล้ง เอ๋อตงเซิงจะเล่าแนวคิดเชิงวีรบุรุษที่ครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ขั้วตรงข้ามออกมาในลักษณะใด?

C'est la vie, mon chéri (1993)
C’est la vie, mon chéri (1993)

C’est la vie, mon chéri (1993) / Full Throttle (1995) / Viva Erotica (1996)
ไตรภาคแห่งความประนีประนอม

แม้ผลงานสองเรื่องแรกจะได้รับคำวิจารณ์ที่ดีเยี่ยม หากเมื่อมันเจ๊งสนิทก็ทำให้เอ๋อตงเซิงต้องหันมาทำหนังรโรแมนติกคอมิดี้ตามยุคสมัยบ้าง หากแต่ไม่มีนายทุนคนไหนกล้าเล่นด้วยกับเขาอีกต่อไป นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเอ๋อตงเซิง ที่ต้องควักเงินส่วนตัวมาสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์แห่งปู้เลียวฉิง” ขึ้นมา

นักวิจารณ์กล่าวถึงงานของเอ๋อตงเซิงในยุค 90 ว่าได้ฉายภาพของตัวละครชายที่ละทิ้งฝันส่วนตัวเพื่อคนรัก การประนีประนอมคลี่คลายความสัมพันธ์ในชีวิตกับผู้คนรอบข้างและหาความสุขตามอัตภาพ (ที่มาจากสภาวะการดิ้นรนในฐานะคนทำหนังของตัวเอ๋อตงเซิงเองด้วย) สะท้อนความรู้สึกอันเปราะบางไม่แน่นอนในชีวิตของชางฮ่องกงหลังพิธีส่งคืนเกาะฮ่องกงให้แก่จีนในปี 1997 ได้เป็นอย่างดี

Full Throttle (1995)
Full Throttle (1995)

ตัวเองใน C’est la vie, mon chéri (‘ปู้เลี่ยวฉิน รักเธอตนเดียวตลอดกาล’) ยอมทิ้งอาชีพนักดนตรีเพื่อคนรัก ใน Full Throttle (‘ยึดถนนเก็บใจไว้ให้เธอ’) ก็เล่าชีวิตนักซิ่ง (หลิวเต๋อหัว) ที่ต้องเลือกระหว่างความรักต่อแฟนสาวและศักดิ์ศรีบนท้องถนน ก่อนที่แนวคิดทั้งหมดจะมาสุกงอมใน Viva Erotica (‘รักที่ตัว ไม่ใช่หัวใจ’) ซึ่งเล่าความขัดแย้งระหว่างความฝันส่วนตัวและความจำเป็นในชีวิต ของผู้กำกับหนุ่ม (เลสลี่ จาง) ผู้บูชาศิลปะและฝันอยากทำหนังแบบหว่องกาไว แต่ปรากฏว่าคงเป็นได้แค่ หวังจิง (ราชาหนังเกรดสามของฮ่องกง) เพราะโดนบังคับให้ทำหนังอีโรติกแทน

viva-erotica1996
Viva Erotica (1996)

นอกจาก Viva Erotica จะเป็นหนังที่ทำให้โลกได้รู้จักเซ็กซี่สตาร์อย่าง ซูฉี แล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือ ตัวละครเอกที่ใช้ชื่อว่า ‘เอ๋อตงเซิง’ (รับบทโดย หลิวชิงหวิน) ผู้กำกับหนังอาร์ตที่ล้มเหลวตรอมใจจนฆ่าตัวตาย กลายเป็นมุกตลกที่เจ้าตัวใช้ล้อเลียนตัวเองไปในตัว ซึ่งตรงข้ามกับชีวิตจริงที่ตัวเขาให้สัมภาษณ์ว่าค่อนข้างจัดการสิ่งเหล่านี้ได้ดีพอสมควร กระนั้นหนังเรื่องนี้ก็ยังแสดงให้เห็นว่าชีวิตผู้กำกับของเขา ก็ไม่ได้ราบเรียบง่ายดายเสมอไป – Viva Erotica ยังเป็นหนังที่ทำให้เอ๋อตงเซิงเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติมากขึ้น จากการได้เข้าสายประกวดในเทศกาลหนังเบอร์ลินปีนั้น

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

BANNER176